ระหว่าง 'สุญญากาศ' ที่ไร้เจ้าภาพกำกับดูแล กล้องบินได้อย่าง 'โดรน' กำลังกลายเป็นเหรียญสองด้านที่มากกว่าแค่ตัวช่วยในการเก็บภาพทางอากาศยอดฮิต
จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 กระทั่งการชุมนุมทางการเมืองครั้งล่าสุด การเก็บภาพเหตุการณ์จากมุมสูงด้วยทางเลือกใหม่อย่าง 'โดรน' ก็ได้ถูกหยิบมาใช้มากขึ้น ที่ไม่ได้อยู่ในแค่แวดวงคนข่าวมืออาชีพเท่านั้น เพราะมือสมัครเล่นทั้งหลาย เพียงกำเงินหมื่นต้นๆ เดินเข้าร้านขายเครื่องบินบังคับทั่วไปก็ได้เจ้าผึ้งตัวจิ๋วติดมือกลับบ้านไปแล้ว
แม้คนทั่วไปจะเรียกขานว่า 'โดรน' คำแสลงจากเสียงร้องหึ่งๆ เหมือนผึ้งยามกระพือปีก แต่จริงๆ แล้ว อุปกรณ์ชนิดนี้มีชื่อในวงการว่า 'ควอดค็อปเตอร์' หรือ 'มัลติโรเตอร์' หลักการก็คือ เครื่องบินชนิดใบพัดหมุนที่มีหลายใบพัด ส่วนใหญ่ตามท้องตลาดจะเป็นชนิด 4, 6 และ 8 ใบพัด ซึ่งจำนวนใบพัดที่มากขึ้น ก็หมายถึงน้ำหนักที่บรรทุกได้นั่นเอง
ไม่ว่าจะ โดรน, ควอดค็อปเตอร์ หรือ มัลติโรเตอร์ ทั้งหมดล้วนถือเป็น 'อากาศยานไร้คนขับ' หรือ Unmanned Aerial Vehicle (UAV) ที่เป็นได้ตั้งแต่ยุทโธปกรณ์ จนถึงเครื่องบินส่งของลำจิ๋ว ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงในวงกว้างในระดับโลกทั้งเรื่องความมั่นคงของชาติ จนถึงสิทธิส่วนบุคคลที่อาจจะถูกละเมิดได้ ในยามที่เครื่องมือเหล่านี้ถูกติดตั้งกล้องเพื่อใช้ในการสอดแนม!!!
ที่อเมริกาวันนี้ โดรน เริ่มกลายเป็นจุดสนใจมากขึ้น ทั้งในระดับบุคคล องค์กร จนถึงหน่วยงานความมั่นคงอย่างทหาร และตำรวจ โดยที่เป็นข่าวไปไม่นาน โดยริเริ่มที่จะนำโดรนมาใช้ในการส่งของทางอากาศที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง อะเมซอน ที่ประกาศโครงการทดสอบในชื่อ 'ออคโตค็อปเตอร์ส' เพื่อส่งพัสดุ เช่นเดียวกับ ดอยช์ โพสท์ ยักษ์ใหญ่บริการรับส่งพัสดุภัณฑ์จากเยอรมี ดีเอชแอล และ ยูพีเอส
ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า โดรน ยังสามารถกลายร่างเป็นอะไรได้อีกมากมาย โดยจากบทความเรื่อง "ภารกิจโดรนเหินเวหา" จากนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนมีนาคม 2556 ให้รายละเอียดถึงความคืบหน้าของโดรนที่ก้าวหน้ามาก เช่นที่สถาบันเทคโนโลยีของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังพยายามพัฒนาโดรนให้ไปไกลถึงขั้น 'ล่องหน' ด้วยการจำลองรูปแบบการบินของแมลงและนกที่สามารถพรางได้จนเหมือนมันหายไปจริงๆ จนถึงการสร้างสนามบินเครื่องบินจิ๋วขึ้นที่ฐานทัพไรต์-แพตเทอร์สัน เพื่อใช้ทดสอบการทำงานของยูเอวีขนาดจิ๋วรูปร่างคล้ายแมลงที่มีปีกและขายุ่บยั่บ ที่สามารถลัดเลาะเข้าไปในซอกเล็กซอกน้อย ไต่ไปตามขอบหน้าต่าง เกาะบนสายไฟฟ้า กระทั่ง 'ลอบฆ่า' ได้อย่างง่ายดาย
นี่ยังไม่การหยิบเอาเครื่องตรวจจับแบบอินฟราเรด และแถบความถี่วิทยุที่ใช้ในทางการทหาร และสามารถมองทะลุผ่านก้อนเมฆและสุมทุมพุ่มไม้ได้ แถมยังมีความเป็นไปได้อีกด้วยว่า มันมองเห็นได้แม้กระทั่งคนที่อยู่ในอาคาร ซึ่งจะทำให้โดรน กลายสภาพเป็น 'โดรนตาวิเศษ' ขึ้นมาทันที
ย้อนกลับมาที่บ้านเรา โดรน ในคราบไอ้ตัวร้าย ก็เริ่มถูกจับตามองมากขึ้น หลังจากได้มีโจรหัวใสคิดส่งยาเสพติดเข้าไปในเรือนจำโดยใช้โดรน แทนที่เครื่องบินบังคับ ซึ่งกำหนดทิศทางลำบาก ขณะที่โดรนสามารถระบุพิกัดได้ชัดเจนแม่นยำกว่ามากเพราะติด "จีพีเอส" ได้
เหล่านั้นจึงทำให้ผู้คนเริ่มเห็นภาพลางๆ ของการเป็นเจ้าตัวร้ายของโดรนกันบ้างแล้ว แต่ในความเป็นจริง คุณประโยชน์ของโดรนยังมีมากกว่าที่หลายคนคิด..
- มุมมองของ 'นก'
อ.กุลเชษฐ์ เล็กประยูร ผู้ช่วยคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ต้นคิดในการให้นักศึกษาที่คณะฯ ได้ใช้ "มัลติโรเตอร์" มาใช้ในการเรียนวิชาการรายงานข่าวทางอากาศตั้งแต่ปีที่แล้ว เล่าให้ฟังถึงที่มาของการหยิบโดรนมาใช้ประโยชน์ในการรายงานข่าวว่า เห็นจากสถานีข่าวจริงๆ ที่มีการเอาเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินเพื่อเก็บภาพทางอากาศ ซึ่งมีกันแทบทุกสำนักข่าว แต่ด้วยความที่เป็นสถาบันการศึกษา ไม่สามารถลงทุนเยอะขนาดนั้นได้ มัลติโรเตอร์ จึงเป็นคำตอบที่กำลังมองหา
"จริงๆ คนที่ใช้โดรนในบ้านเรามีมานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมา จำกัดอยู่ในแวดวงการทำงาน เช่น ภาพยนตร์ และโฆษณา เพราะราคาแพง จะซื้อเอามาขึ้นเล่นๆ คงไม่เหมาะ แล้วมันก็ไม่ได้สนุกเท่าเครื่องบินบังคับ เพราะมันบินไปนิ่งๆ ทำความเร็วก็ไม่ได้ คนที่ใช้ส่วนใหญ่จึงเป็นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ด้วยราคาที่ถูกลง เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ก็เลยเริ่มมีคนถามหาอยากเป็นเจ้าของบ้าง" อ.กุลเชษฐ์ เอ่ย
ขยายความในประเด็นนี้เพิ่มเติม โดย กุลชาติ ศิริไพศาลกุล เจ้าของร้านบูมเมอแรง-อาร์ซี ผู้ค้าเครื่องบินบังคับวิทยุรายใหญ่รายหนึ่งบอกว่า โดรน หรือควอดค็อปเตอร์ ที่เล่นกันอยู่แพร่หลายนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้มีเทคโนโลยีอะไรที่พิสดาร แต่เกิดจากความพอเหมาะพอเจาะของเทคโนโลยีที่มาเจอกัน เมื่อเซ็นเซอร์แก้เอียงที่พัฒนาจากไอโฟน มาบวกกับจีพีเอสที่กลายเป็นของที่หาใช้ได้ทั่วไป
ขณะที่แบตเตอรี่ก็ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้นานขึ้นในขนาดเล็กลง ทั้งหมดก็ถูกหยิบจับมาพัฒนาต่อจนเกิดเป็น ควอดค็อปเตอร์ ที่เล่นกันอยู่ในวันนี้ ที่อุดช่องว่างของคำว่า 'ยาก' ลงไปได้ เพราะผู้เล่นสามารถบังคับผ่านกล้องที่ติดไว้ได้ ไม่ต้องอยู่ในระยะสายตาก็เล่นได้ แถมยังกำหนดจุดให้กลับมาลงได้ด้วยจีพีเอส จึงทำให้มีความสนุกมากขึ้น
"มัลติโรเตอร์พวกนี้มันเพิ่งเข้ามาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จากช่างภาพที่ต้องการหาซื้อมาใช้สำหรับถ่ายภาพมุมสูงให้กับลูกค้าอย่างโรงแรม รีสอร์ท ที่จ้างถ่ายภาพทำโบรชัวร์ แล้วอยากให้เห็นทำเลสวยๆ ของโรงแรมว่าใกล้อะไรบ้าง เริ่มจากการใช้เฮลิคอปเตอร์จริงๆ แต่เนื่องจากค่อนข้างแพงและยังใช้ได้แค่ภาพนิ่ง ต่อมาเลยมีการพัฒนาโดยใช้มัลติโรเตอร์แทนที่" นั่นคือ ประโยชน์ในทางพาณิชย์ ที่วิ่งเข้ามาสั่งออร์เดอร์ที่ร้านของกุลชาติอยู่เป็นระยะๆ
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ควอดค็อปเตอร์ มีด้วยกันสองประเภทคือ แบบที่ผู้เล่นต้องบินผ่านกล้องเหมือนขึ้นไปขับบนเครื่องจริงๆ และแบบที่บินได้อัตโนมัติ ซึ่งคนทั่วไปจะเล่นในแบบแรกเพื่อให้ได้ภาพแบบเรียลไทม์ บังคับเครื่องให้ไปในจุดที่ต้องการ กำหนดมุม และลั่นชัตเตอร์ด้วยตัวเอง
ส่วนแบบหลังจะใช้ในการทำแผนที่เสียส่วนใหญ่ ซึ่งจากการเขียนโปรแกรมเพื่อการคำนวณที่แม่นยำ การนำควอดค็อปเตอร์ติดกล้องพร้อมจีพีเอสขึ้นสู่ฟ้า ภาพที่ได้ออกมาเมื่อผ่านการประมวลผลแล้ว สามารถระบุได้ถึงความลาดเอียง ลึกตื้นของพื้นผิวดิน หรือระบุสิ่งของบนพื้นดินได้อีกด้วย นั่นจึงถือเป็นอีกหนึ่งประโยชน์ของควอดค็อปเตอร์ที่เชื่อกันว่าจะมาทดแทนภาพถ่ายดาวเทียมได้ในหลายกรณี
- ทดแทนดาวเทียม
ว่ากันว่า ในปีหนึ่งๆ หน่วยงานภาครัฐตั้งแต่ อบต. ยันกระทรวงทบวงกรมทั้งหลาย ต้องเสียเงินไปกับการซื้อภาพถ่ายดาวเทียมเหยียบพันล้านบาท สำหรับการติดตามสถานการณ์ต่างๆ จนถึงการนำมาแก้ไขปัญหาทั้ง น้ำท่วม ไฟป่า ภัยแล้ง หมอกควัน และใช้เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรของชาติ แต่ด้วยความเหมาะเจาะของโดรนที่เข้ามา ทำให้ถูกนำมาพัฒนาเพื่อทดแทนภาพถ่ายดาวเทียมซึ่งต้องซื้อในจำนวนเงินที่สูง
โครงการวิจัย "การพัฒนาระบบถ่ายภาพทางอากาศแบบมัลติสเปกทรัลด้วยอากาศยานไร้คนขับ" โดยภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด จึงเกิดขึ้นเพื่อบันทึกภาพวัตถุต่างๆ ที่อยู่บนพื้นดินเพื่อประโยชน์ในหลายๆ ด้านทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์ การเกษตร การทำแผนที่ ทางธรณีวิทยาหรือทางประวัติศาสตร์ เป็นต้น
ผศ. ดร.ชวาล คูร์พิพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการ อธิบายถึงการริเริ่มนำเอาควอดค็อปเตอร์ มาใช้เพื่อการทำวิจัยว่า ต้องการนำมาทดแทนภาพถ่ายจากดาวเทียม ที่ยังไม่สามารถเจาะลึกในรายละเอียดได้มากพอ หรืออีกทางหนึ่งก็คือ หากต้องการภาพที่ละเอียดมาก ก็ต้องตามมาด้วยจำนวนเงินที่สูงลิ่ว
"ตอนที่น้ำมันรั่วที่เกาะเสม็ด ภาพดาวเทียมจะเห็นเลยว่า ผิวน้ำมันรั่วไปทางไหนแล้ว ซึ่งถ้าเราบินขึ้นถ่ายภาพแบบปกติ จะดูไม่ออก แต่ภาพถ่ายดาวเทียมเขามีเทคนิคถ่ายภาพจำนวนภาพเยอะๆ เขาเรียกว่า มัลติสเปกทรัล อิมเมจ คือ แทนที่จะถ่ายรูปเดียวก็ถ่ายจำนวนเยอะๆ แล้วก็เอาความยาวคลื่นของแสงในแต่ละช่วงมาใช้ในแต่ละรูป และช่วยให้เราแยกวัตถุภาพบางอย่างได้ ก็เลยได้ไอเดียว่า แทนที่จะถ่ายจากบนฟ้าไกลๆ ก็เอามาอยู่ข้างล่างหน่อย เพราะกล้องเดี๋ยวนี้ความละเอียดสูงมาก 20 ล้านพิกเซล เพราะฉะนั้นเราสามารถเห็นรายละเอียดในภาพได้ดีมาก"
จากสมมติฐานนี้ ส่งผลให้ภาพถ่ายที่จะได้จากโครงการนี้ 1 พิกเซลจะเทียบเท่ากับ 2 เซนติเมตรบนพื้นดิน ขณะที่ภาพถ่ายดาวเทียมยังไม่ละเอียดเท่า เพราะอยู่สูงกว่า โดย 1 พิกเซล จะเท่ากับประมาณ 0.5-1 เมตร
"ถ้าเปิดกูเกิลแม็ป เราจะเห็นหลังคาบ้าน แต่ไม่มีทางรู้เลยว่า หลังคามีกระเบื้องกี่แผ่น แต่ถ้าถ่ายด้วยวิธีนี้ จะละเอียดกว่าเยอะ เราสามารถแยกแยะสิ่งของที่อยู่บนดินได้ละเอียดมาก เช่น พื้นที่ไหน ปลูกอะไร เพราะสีเขียวที่แสดงมันไม่เหมือนกัน วิธีการก็คือ เอากล้องมาปรับแต่งให้ถ่ายได้หลายแชนแนล โดยติดฟิลเตอร์หมุนอยู่ที่หน้าเลนส์ ขึ้นไปบนฟ้าก็จะถ่าย 6 รูป แทนที่จะถ่ายรูปเดียว และต้องพัฒนาวิธีการคำนวณ Algorithm ดูว่ารูปที่ได้มาทั้งหมด 6 รูป จะทำยังไงเพื่อแยกแยะพื้นดินออกจากกัน และหาความสัมพันธ์ของภาพที่ได้กับพื้นที่จริงบนภาคพื้นดิน ที่สำคัญคือการเขียนโปรแกรมเพื่อแยกแยะวัตถุออกจากกัน ตอนนี้ โครงการคืบหน้าไปได้ 60-70 เปอร์เซ็นต์แล้ว ก็คาดหวังว่า ถ้าทำแล้วเสร็จ จะเป็นประโยชน์ได้ในหลายวงการ" อ.ชวาล เอ่ย
แต่ทั้งนี้ ในแง่มุมทั้งของคนขาย และคนใช้งานจริง ก็ยังมองเห็นตรงกันถึงช่องโหว่ที่เป็นสุญญากาศในตอนนี้ของเครื่องบินวิทยุบังคับทั้งหลาย ที่ยังไม่ถูกขึ้นทะเบียนหรือสังกัดกรมกองไหน ไม่มีกฎหมายตัวใดมารองรับ และอาจเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพหัวใส หยิบฉวยมาใช้เป็นประโยชน์ได้
"วันที่เขาเอาขึ้นไปบินถ่ายม็อบกันเยอะๆ บอกตรงๆ เลยครับว่าผมนอนไม่หลับ สมมติเกิดเหตุร้ายอะไรซักอย่างจากโดรน มีคนทะลึ่งติดระเบิดเอาขึ้นไปหย่อน เชื่อสิครับ วันรุ่งขึ้น ถูกแบนกันทั้งหมดนี่แหละ มันก็น่าเสียดายถ้าจะไปกระทบกับการนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ที่ยังมีอีกมากที่รอการพัฒนา" กุลชาติ ทิ้งข้อสังเกตเอาไว้ให้คิด





