บูร์โกส-มาดริด สองสาวงามแห่งแดนกระทิง

บูร์โกส-มาดริด สองสาวงามแห่งแดนกระทิง

นี่คือความแตกต่างสุดขั้ว...เมืองหนึ่งแสนสงบเงียบราวกุลสตรีผู้เก็บเนื้อเก็บตัว อีกเมืองหนึ่งสุดแสนคึกคักราวหญิงสาวผู้มั่นใจและรักสนุก

เมื่อต้องยลโฉมสาวงามทั้งสองถือเป็นรสรักอันลงตัว

จากความตั้งใจเดิมเมื่อมาเยือนประเทศสเปน หวังว่าจะมาฟังเสียงกองเชียร์กระหึ่มสนามและชื่นชมลีลานักเตะระดับโลกในศึกลาลีกา ค่อยๆ เจือจางไปทีละน้อยเพียงเพราะได้สัมผัสแรกกับบรรยากาศเงียบเรียบง่ายของเมืองเล็กๆ นามว่า บูร์โกส ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองบิลเบาที่ผมจากมาราว 200 กิโลเมตร...

'บูร์โกส' กุลสตรีแห่งคาสตีล

คงต้องย้อนไปสักหน่อยว่าจุดเริ่มต้นการเดินทางของผมในประเทศสเปนคือเมื่อเครื่องบินของสายการบิน Turkish Airlines ล้อแตะพื้นที่เมืองบิลเบา ความเหงาก็เข้ามาจับหัวใจผมโดยพลัน แต่ด้วยระยะทาง 200 กิโลเมตรและเวลาร่วม 2 ชั่วโมงบนรถโดยสาร ช่วยสร้างพื้นที่ว่างให้หัวใจของผมได้พักฟื้นมากทีเดียว

สำหรับชื่อชั้นในเกมกีฬาฟุตบอล เมืองบูร์โกสอาจเทียบไม่ได้กับหลายเมือง เช่น บิลเบา (มีทีมดังคือแอตแลนติกบิลเบา), บาร์เซโลน่า, มาดริด, บาเลนเซีย ฯลฯ นั่นทำให้ไม่ได้คาดหวังอะไรเกี่ยวกับฟุตบอลในเมืองนี้เลย หรือจะกล่าวตรงๆ คือ ยังไม่รู้เลยว่าที่เมืองเล็กๆ ซึ่งมีประชากรรวมเพียง 375,000 คน จะมีอะไรน่าสนใจ

ที่สเปนแต่ละเมืองมักจะมีประวัติศาสตร์ของตัวเอง อาทิ ที่บิลเบาก็คืออดีตแคว้นบาสก์ และบูร์โกสก็เคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรคาสตีล (Castile) หมายความว่าที่เมืองเล็กๆ นี้ต้องมีสิ่งที่หลายๆ เมืองประวัติศาสตร์ต้องมี นั่นคือสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิก

ละอองฝนนอกกระจกรถทำให้รู้สึกหนาวสะท้านและเมื่อมาพร้อมกับบรรยากาศเงียบเชียบไร้ผู้คนชวนให้หวั่นว่าจะซ้ำรอยความเหงาเหมือนตอนอยู่บิลเบาหรือเปล่า แต่เมื่อรถแล่นมาจนถึงที่หมายสายตาก็สะดุดกับสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมา ความคิดแวบแรกสิ่งก่อสร้างคล้ายปราสาทในนิทานนี้คงเป็นเพียงที่หลบฝนเท่านั้น...ทว่าไม่ใช่

Burgos Cathedral เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิกแบบกอธิค สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระแม่มารี โดยมีชื่อเสียงเรื่องขนาดของโบสถ์ที่ใหญ่โต โบสถ์สูงถึง 52 เมตร สร้างขึ้นในปีค.ศ.1221 หลังจากนั้น 9 ปีต่อมาจึงใช้เป็นโบสถ์ทั้งที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่การก่อสร้างยังคงดำเนินต่อไป หยุดบ้าง สร้างบ้าง จนถึงปีค.ศ.1567

นอกจากที่เห็นชัดว่าโบสถ์แห่งนี้โดดเด่นเรื่องขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสเปนรองจากโบสถ์ที่เมืองเซบีญ่า (อันดับ 1) และโบสถ์ที่เมืองโทเรโด (อันดับ 2) ความน่าสนใจยังอยู่ที่มีสถาปัตยกรรมผสมผสานกันสองแบบ นั่นเพราะแรกเริ่มถูกสร้างเป็นแบบกอธิคฝรั่งเศส แล้วหลังจากนั้นช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16 ได้ก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นสไตล์เรอเนสซองซ์

สำหรับการก่อสร้างโบสถ์เป็นไปตามบัญชาของ King Ferdinand ที่ 3 แห่งราชอาณาจักรคาสตีลและ Mauricio บิชอพแห่งบูร์โกส ภายในโบสถ์มีห้องสวดมนต์ทั้งหมด 18 ห้อง แต่มีห้องหนึ่งที่น่าสนใจจนจดจำได้

คือภรรยาทำให้สามีผู้เป็นที่รักที่เป็นอัศวินหลวง โดยภรรยาเป็นหญิงเก่งพูดได้หลายภาษา สร้างบ้านสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย (House to live) บ้านสำหรับความเพลิดเพลินพรั่งพร้อมด้วยเหล่าสตรี (House to enjoy) และบ้านสำหรับเป็นที่พักผ่อนชั่วนิจนิรันดร์ (House to rest) โดยสร้างรูปปั้นสามี - ภรรยานอน และข้างๆ มีลูกหมา (สันนิษฐานว่าเป็นพันธุ์พุดเดิ้ล) นอนอยู่ด้วยภายในห้องนั้น...ช่างดราม่าและโรแมนติก

ขณะที่กำลังซาบซึ้งอยู่นั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ใช่แค่ผมที่สนใจเสียงนั้น ทุกคนที่เดินชมสถาปัตยกรรมภายในโบสถ์เบนความสนใจไปที่ต้นกำเนิดเสียง เพราะมันดังมาจากนาฬิกาโบราณอายุราว 500 ปี จากความรู้สึกหนาว, เหงา, ซึ้ง จึงถูกขโมยซีนด้วยความตื่นเต้น ทั้งที่ยังไม่เห็นนาฬิกาที่ว่าเลย แต่ก็ไม่วายรีบสับเท้าฉับๆ เพื่อจะไปดูของจริงขณะที่เสียงยังดังอยู่ แต่เมื่อไปถึงที่เสียงนั้นก็เงียบลง

ผมจำไม่ได้ว่าเข้ามาอยู่ในโบสถ์นี้นานเท่าไร แต่ถ้าต้องการทั้งดูและฟังนาฬิกาโบราณนี้ดังอีกครั้งก็ต้องรออีกหนึ่งชั่วโมงถัดไป เพราะมันจะดังทุกชั่วโมง...

ด้วยค่าที่เป็นเมืองประวัติศาสตร์ บูร์โกสจึงมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่และสวยงามอย่าง Burgos Cathedral และไม่ห่างกันนักคือพิพิธภัณฑ์ Museo de la Evolucion Humana ถึงแม้จะไม่เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศทั้งภาษาอังกฤษและสเปนก็พอจะเดาได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นตึกสมัยใหม่สร้างสรรค์โดยสถาปนิกชื่อ Juan Navarro Baldeweg ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร ภายในพิพิธภัณฑ์มีนิทรรศการเกี่ยวกับมนุษย์ในยุคต่างๆ ซึ่งถูกขุดพบ

ดูเหมือนจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีเนื้อหาน่าเบื่อ แต่ด้วยการจัดวางอย่างมีศิลปะ พิพิธภัณฑ์แนววิทยาศาสตร์จึงมีกลิ่นอายของความงดงามปนอยู่พอสมควร ตลอด 3 ปีที่เปิดมาจึงมีผู้คนแวะเวียนเยี่ยมชมตลอด

'มาดริด' สวรรค์ของสาวนักช้อป

ละอองฝนหมดไปแล้วพร้อมกับแสงแดดที่ค่อยๆ อ่อนแสงลงด้วย แต่จะเชื่อถืออะไรกับแสงแดดที่สเปนไม่ได้ เพราะแม้นาฬิกาจะตีบอกเวลาสองสามทุ่มแล้วแต่ฟ้าก็ยังสว่างอยู่เลย ดังนั้นผมจึงไม่ใช้แสงแดดเป็นตัวตัดสินว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร การไปยังเมืองใหญ่ที่ไกลออกไปถึง 235 กิโลเมตรก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดมากมายนัก

กว่าจะเดินทางถึง 'มาดริด' ฟ้าที่ว่าสว่างก็มืดลงจริงๆ นั่นหมายความว่าเวลาท้องถิ่นไม่น้อยกว่าสี่ทุ่ม ถึงแม้ที่นี่จะเป็นเมืองหลวงอันคึกคักแต่ด้วยพลังซึ่งเหลือน้อยเต็มที แค่ได้เข้าไปเดินเล่นในที่ที่อากาศเย็นๆ สบายๆ ก็คงดี

ห้างสรรพสินค้า El Corte Ingles จึงเป็นที่หมายสุดท้ายของค่ำคืนนี้ แต่ใช่ว่าการเดินห้างครั้งนี้จะไร้แก่นสารเพราะทุกอย่างล้วนมีประวัติศาสตร์ของตัวเอง โดยห้าง El Corte Ingles เริ่มธุรกิจเป็นร้านตัดเสื้อเล็กๆ ตัดแบบ British Cut เมื่อประมาณ 60 ปีที่แล้ว (1940) ปัจจุบันมีทั้งหมด 83 สาขา แบ่งเป็นในสเปน 78 แห่ง และโปรตุเกส 5 แห่ง จุดเด่นคือสินค้ามีทั้งหมด 7,500 แบรนด์ และข่าวดีของนักช้อปชาวไทยคือราคาถูกกว่าที่ประเทศไทยเฉลี่ย 30-40 เปอร์เซ็นต์ และลูกค้าต่างชาติ (นั่นหมายถึงคนไทยด้วย) จะได้รับสิทธิ์ลดอีก 10 เปอร์เซ็นต์ และบวกกับ Tax Refund อีก 16 เปอร์เซ็นต์ เมื่อซื้อสินค้าเฉลี่ยราว 90 ยูโรขึ้นไป ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก แต่หากเป็นสินค้าพวกเครื่องสำอางราคาจะเท่าๆ กับประเทศแถบยุโรปอื่นๆ

ช่วงลดราคาในแต่ละปีมี 2 ช่วงคือ 6 มกราคม - 15 กุมภาพันธ์ และ 1 กรกฎาคม - 15 สิงหาคม ลูกค้าส่วนมาก 80 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวสเปน แต่หากต่างชาติ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมากจะมาจากอังกฤษ เยอรมนี เม็กซิโก บราซิล เวเนซูเอล่า จีน และแม้ว่านักท่องเที่ยวจีนจะมีจำนวนมากกว่าไทย แต่นักท่องเที่ยวไทยกลับใช้จ่ายมากกว่าโดยเฉลี่ยคนละ 1,000 ยูโรเทียบกับนักท่องเที่ยวจีนที่ชอปปิงคนละ 700 ยูโร...ช่างน่าภูมิใจแทนคนไทย

สำหรับช่วงปลายปีแบบนี้ภาพจำของคนไทยที่มีต่อชาวยุโรปคือช่วงเวลาแห่งการชอปปิงและฉลองเทศกาลคริสต์มาส แต่สำหรับสเปนไม่เป็นเช่นนั้น ถึงแม้จะฉลองคริสต์มาสกันตามประเพณีแล้ว วันสำคัญจริงๆ คือวันพระราชสมภพของกษัตริย์ ดังนั้นจึงมีการให้ของขวัญกันในวันที่ 6 มกราคม (คล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของบ้านเรา)

Madrid...is am are

เช้าวันใหม่ที่สเปนไม่มีเสียงไก่ขัน ไม่มีเสียงนาฬิกาปลุก แต่มีความหนาวเย็นที่ทะลุทะลวงผ้าห่มเข้าไปกระชากให้ลุกจากที่นอน...

นี่จึงเป็นเช้าวันใหม่ที่ให้อารมณ์ยุโรปขนานแท้ (ตามที่คนไทยส่วนมากเชื่อว่าประเทศแถบยุโรปต้องหนาว) การอาบน้ำจึงถูกทอนเหลือเพียงล้างหน้า แปรงฟัน และใช้น้ำหอมที่ซื้อจากห้าง El Corte Ingles เมื่อคืนเพื่อกลบเกลื่อนความจริงอันโหดร้าย

เนื้อตัวหอมฟุ้ง หน้าตาผ่องใส กล้องที่ชาร์จไฟเต็มตั้งแต่เมื่อคืน เป็นเครื่องยืนยันว่าผมพร้อมออกไปเตร็ดเตร่ในมาดริดแล้ว...

สถานที่แรกรับวันใหม่ในมาดริด คือ Santa María la Real de La Almudena เป็นโบสถ์คาทอลิกในมาดริด โดยในช่วงเวลาที่ย้ายเมืองหลวงจากโทเลโดมาอยู่ที่มาดริดในปี 1561 ปรากฏว่าโบสถ์ก็ยังคงอยู่ที่โทเลโด ทำให้เมืองหลวงใหม่ไม่มีโบสถ์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 ผู้ปกครองเมืองจึงพูดคุยเรื่องการสร้างโบสถ์ในมาดริดเพื่อบูชา Virgin of Almudena สร้างให้เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเริ่มก่อสร้างในปี 1879 เป็นสไตล์กอธิก

ทว่าการก่อสร้างถูกระงับระหว่างสงครามกลางเมืองของสเปน และโครงการถูกทิ้งร้างจนกระทั่งปี 1950 เมื่อ Fernando Chueca Goitia ปรับเป็นรูปแบบสไตล์บารอกด้านนอกเพื่อให้เข้ากับด้านหน้าของพระราชวังหลวง (Palacio Real) ที่เป็นสีเทาและขาว ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม หลังจากนั้นโบสถ์ก็สร้างเสร็จในปี 1993 และในปี 2004 ได้ใช้โบสถ์นี้เป็นสถานที่จัดงานอภิเษกสมรสของเจ้าชายเฟลิปเป้ด้วย

เดินออกจากโบสถ์ไปไม่ไกลก็จะถึงตลาด Mercado de San Miquel ถ้าภาพที่ผุดในหัวตอนนี้คือตลาดสดแบบบ้านเราหรือตลาดนัดที่ไร้ระเบียบ ขอให้รีบสลัดภาพเหล่านั้นทิ้งไป เพราะที่ Mercado de San Miquel มีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 จึงเป็นตลาดที่คลาสสิกและมีเสน่ห์มากของมาดริด นอกจากจะดูเป็นระเบียบน่าเดินแล้วไม่ว่าจะเลือกหาซื้ออะไรก็มีทุกสิ่ง มีของกินหลากหลาย ตลอดจนถึงสินค้าขึ้นชื่อประเภทแฮม ทาปาส ไปจนถึงผลไม้นานาชนิด (ขอบอกว่าพวกผลไม้เมืองหนาวอย่างสตอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ ฯลฯ ลูกใหญ่สะใจและราคาถูกมากๆ)

การเดินตลาดจับจ่ายซื้อของอาจทำได้ที่บ้านเรา แต่ต่อไปนี้เชื่อได้เลยว่าหาไม่ได้ที่ประเทศไทยเป็นแน่ นั่นคือการเดินไปบนทางเดินสายศิลปะ (Art Walk) ซึ่งนั่นทำให้ผมได้พบร้านตัดผมที่เก่าแก่ที่สุดในมาดริด ร้านอาหารที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งแน่นอนว่าร้านเหล่านี้มีศิลปิน นักเขียน นักประพันธ์ หลายต่อหลายคนเคยใช้บริการ และที่น่าตื่นเต้นจนผมตัวสั่น (ไม่ใช่เพราะหนาว) คือ ร้านอาหารที่เก่าแก่ที่สุดนี้เป็นร้านประจำของ Miguel de Cervantes Saavedra เจ้าของงานประพันธ์ระดับโลกอย่าง El Ingenioso Hidalgo Don Quixote de La Mancha หรือชื่อไทยว่า ดอนกิโฆเต้แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน หากพูดตามประสาวัยรุ่นนี่คือจุดที่ 'ฟิน' ที่สุดในมาดริดสำหรับผม

บนทางเดินสายศิลปะจะลัดเลาะไปตามซอกซอย หากเดินไปเรื่อยเปื่อยก็ถือว่านี่คือการเดินเที่ยวตามตรอกของจริง แต่เพียงก้มมองที่พื้นก็จะพบบทกลอน บทละคร บางส่วนจากวรรณกรรมของนักเขียนที่มีชื่อเสียงของสเปน ซึ่งนั่นหมายความว่าเป็นนักเขียนระดับโลก

. . .

หากพูดถึงสเปนจะนึกถึงอะไรบ้าง กระทิง ฟุตบอล หรืออะไร แต่เชื่อได้ว่าหลายคนต้องนึกถึงระบำสเปน หรือ ระบำฟลาเมงโก้ เป็นแน่ อาหารมื้อเย็น (อันที่จริงควรเรียกมื้อค่ำ) ที่ Restaurante Sobrino de Boton จึงเสิร์ฟพร้อมการแสดงระบำสเปนสุดเร้าใจ

ขนมปัง เนื้อปลาคอต ไวน์ เข้ากันได้ดีกับเสียงรองเท้ากระเทาะพื้นไม้ตามจังหวะดนตรีประจำชาติ และส่งผมเข้านอนท่ามกลางอ้อมกอดของหญิงสาวนามว่า 'มาดริด' และชวนให้ฝันถึง 'บูร์โกส' สตรีผู้สงบเย็นคนนั้น...