วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปิดฉากตำนานเผด็จการแห่งลุ่มอิระวดี

การเปลี่ยนผ่านอย่างฉับไวจากระบอบเผด็จการสู่ประชาธิปไตยในพม่า ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 10 เรื่องเหลือเชื่อระดับโลก ชนิดหักปากกาเซียน

ซึ่งหมายถึงการปิดฉากเรื่องเหลือเชื่อที่เผด็จการทหารพม่าเคยสร้างวีรกรรมไว้ให้ชาวลุ่มน้ำอิระวดีลิ้มรสด้วยเช่นกัน นับจากนี้ไป เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ จะเป็นเพียง “ตำนาน” เอาไว้เล่าขานให้ลูกหลานฟัง

เรื่องแรกคือรถราและการจราจร ใครๆ รู้ว่าพม่าเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เจ้าตำรับขับรถเลนซ้าย ประเภทของรถจึงต้องเป็นรถพวงมาลัยขวา แต่วันดีคืนดี รัฐบาลทหารพม่าสมัยนายพลเนวิน เริ่มเรืองอำนาจราว 40 ปีก่อน เกิดนึกจะปฏิเสธอังกฤษขึ้นมาดื้อๆ สั่งรื้อระบบจราจรให้เปลี่ยนไปวิ่งเลนขวาแบบฝรั่งเศส ทั้งๆ ที่รถราในพม่าล้วนเป็นรถพวงมาลัยขวา ส่วนรถพวงมาลัยซ้ายก็แพงหูตูบ เพราะต้องนำเข้าจากยุโรปล้วนๆ

ผลลัพธ์ที่ออกมาคือความอิหลักอิเหลื่อ เมื่อชาวพม่าจำกล้ำกลืนฝืนขับรถเลนขวาด้วยรถพวงมาลัยขวา ซึ่งอันตรายมากเวลาจะแซง ยิ่งชาวบ้านตาดำๆ ที่ต้องพึ่งพารถเมล์ จะขึ้น-ลงรถแต่ละทีมีลุ้นว่าจะโดนรถอื่นเฉี่ยวเอาหรือไม่ แต่เมื่อเป็นคำสั่งรัฐบาลทหาร ไม่มีใครค้านได้ ในที่สุดจึงเกิดนวัตกรรมใหม่ จับรถเมล์พวงมาลัยขวามาตัดท้าย ให้มาขึ้น-ลงทางหลังรถแทน ซึ่งรถเมล์ดัดแปลงพันธุกรรมแบบนี้ ชาวพม่าต้องใช้อยู่นานหลายทศวรรษ กว่าที่จะมีรถพวงมาลัยซ้ายนำเข้าจากเกาหลี มาใช้กันเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

อีกตำนานที่ฮือฮาไม่แพ้กัน คือเมื่อสืบทราบว่าการค้าตามแนวชายแดนพม่า-ไทย ทำกำไรไปเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้บรรดากองกำลังชนกลุ่มน้อยที่เป็นกบฏ ไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยง มอญ และไทใหญ่ เผด็จการทหารพม่าจึงออกมาตรการดัดหลังชนกลุ่มน้อย ชนิดไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับชาวพม่าส่วนใหญ่ นั่นคือออกคำสั่งยกเลิกธนบัตรที่ใช้อยู่ในเวลานั้น โดยให้ประชาชนนำมาแลกธนบัตรใหม่ให้ทันภายในวันเดียว ใครมาแลกไม่ทัน แม้กำเงิน 1 ล้านจัต ไว้ ก็ไม่ต่างอะไรกับกำลม งานนี้ทำบรรดาพ่อค้าชายแดนที่เป็นแนวร่วมชนกลุ่มน้อยล้มละลายเป็นใบไม้ร่วง แต่ก็ทำชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องหน้ามืดไปด้วย เพราะกว่าจะรู้ข่าวก็เอาแบงก์จัตที่ถืออยู่ไปแลกใหม่ไม่ทันเสียแล้ว

ที่เหลือเชื่อกว่านั้น คือเมื่อยกเลิกแบงก์ 50 กับ 100 จัต แล้ว ธนบัตรใหม่ที่ออกมาคือ 45 กับ 90 จัต ซึ่งเวลาจะนับก็ยาก เวลาจะคิดเงินทอนยิ่งลำบากไปกันใหญ่ บรรดานักวิจารณ์จึงประชดใส่ว่า สงสัยทหารพม่าวางแผนฝึกเยาวชนให้พร้อมจะไปแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิก แต่ข่าววงในบอกเพราะตอนนั้นท่านผู้นำกำลังเห่อเลข 9 ตามที่หมอดูบอก จะออกจากบ้านยังต้องคำนวณตัวเลขให้บวกกันได้ 9 เช่น 14.22 น. (1+4+2+2=9) จึงเป็นที่มาของแบงก์ 45 กับ 90 จัต อันพิลึกกึกกือ แม้กระทั่งเรื่องใหญ่มาก อย่างการตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจากย่างกุ้งไปเนปิดอว์ ก็เชื่อกันว่าเป็นไปตามคำทำนายของหมอดู ว่าหากไม่ย้ายจะโดนถล่มด้วยขีปนาวุธจากสหรัฐอเมริกา จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เผด็จการทหารพม่าทำสถิติเปลี่ยนเรื่องยากๆ มากที่สุดในโลก คือเปลี่ยนเมืองหลวง เปลี่ยนชื่อประเทศ (จาก Burma เป็น Myanmar) เปลี่ยนธงชาติ ชนิดที่นานาชาติงงไปตามๆ กัน

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายพุทธสังคมนิยมที่นายพลเนวินวางแนวทางไว้ ทำให้พม่าต้องปิดตัวเงียบจนกลายเป็น “ฤษีแห่งเอเชีย” ผลผลิตข้าวที่เคยส่งออกและทำรายได้มหาศาล ตกต่ำลงจนต้องนำเข้าข้าวมาบริโภค ตัวเลขจีดีพี.ดิ่งเหว เงินเฟ้อฉุดค่าเงินร่วงลงเรื่อยๆ จนแทบไม่มีใครอยากถือแบงก์จัต แต่วิธีแก้ปัญหาแบบผ่าหมากของคณะนายทหารพม่า คือกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแบบตายตัว ไม่ใส่ใจความเป็นจริงในตลาดการเงิน เช่น ปี 2537 กำหนดให้ 1 USD = 1 จัต ทั้งๆ ที่ความจริงในตลาด 1 USD = 400 จัต แล้วยังออกมาตรการบังคับผู้ที่จะเดินทางเข้าพม่า ต้องนำดอลลาร์สหรัฐมาแลกดอลลาร์พม่า หรือ F.E.C. (Foreign Exchange Certificate) อย่างน้อยคนละ 300 USD ในอัตรามหาโหด 1 USD = 1 F.E.C. แถมเงินประหลาดนี้นำไปใช้ได้เฉพาะโรงแรมกับร้านอาหารบางแห่งเท่านั้น ใครพกไปใช้ในตลาด แม่ค้าส่ายหน้า เซย์โน ลูกเดียว!

พม่าในปี 2533-2534 มีประชากรไม่ถึง 50 ล้านคน แต่องค์การสหประชาชาติรายงานว่า รัฐบาลทหารพม่าทุ่มเทงบประมาณทางการทหาร มากเสียจนกองทัพพม่ามีขนาดใหญ่โตกว่ากองทัพอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมากกว่าพม่าถึง 4 เท่า คือราว 200 ล้านคน ที่สำคัญคือมีหน่วยข่าวกรองที่แข็งแกร่งด้วยนักสืบ สายลับ สันติบาลยั้วเยี้ยไปหมด จนชาวบ้านหวาดผวา ก่อนจะพูดจาอะไร ต้องก้มดูใต้โต๊ะว่ามีเครื่องดักฟังหรือไม่ ใครคิดกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาล จะถูกเชิญตัวไปสอบสวน ทำให้เกิดคำแสลงว่าถูก “เชิญไปทานข้าวเย็น” แล้วคนนั้นก็มักจะหายตัวไปเลย สันนิษฐานว่ามีที่มาจากเหตุการณ์ที่ทหารพม่า แกล้งเชิญผู้นำชนกลุ่มน้อยมาเลี้ยงอาหารค่ำที่ภัตตาคารหรู เพื่อเจรจาความเรื่องที่ชนกลุ่มน้อยขอแยกตัวเป็นอิสระตามข้อตกลงเวียงปางหลวง แต่พออิ่มหนำสำราญแล้วยังไม่ทันเจรจา ก็จับผู้นำชนกลุ่มน้อยเข้าคุก ใครขัดขืนก็โดนไข้โป้งตายไป

ที่เจ็บแสบอีกเรื่อง คือหลังคณะนายทหารสั่งปราบปรามนักศึกษา ประชาชน ไม่เว้นแม้แต่พระเณร จนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยบาดเจ็บล้มตายกันก่ายกอง ในเหตุการณ์ 8-8-88 (8 สิงหาคม 1988/2531) กับอีกครั้งหลังเลือกตั้งใหญ่ในปี 1990/2533 ซึ่งเป็นปีที่เกิดจลาจลเพราะทหารปล้นชัยชนะจากนางออง ซาน ซู จี แล้วยังหน้าด้านกักบริเวณนาง (มีค่าเท่ากับจับนางขัง) ไว้ในบ้านของนางเอง หลังจากนั้น เผด็จการทหารพม่าก็ทำป้ายคำขวัญแผ่นใหญ่ ติดไว้ทั่วหัวระแหงว่า “The Tatmadaw shall never betray the national cause” (กองทัพไม่มีวันทรยศต่อผลประโยชน์ชาติ!)

วันนี้ ฟ้าลุ่มอิระวดีเป็นสีทองผ่องอำไพ เมื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยกลับคืนมา ปรารถนาให้วีรกรรมวีรเวรของเผด็จการทหารพม่า กลายเป็นตำนานเล่าขานให้ลูกหลานฟัง ขออย่ามีใครคิดปลุกผีให้ฟื้นตื่นขึ้นมาอีกเลย สาธุ!