อนันต์ ลือประดิษฐ์ เขียนถึงผลงานใหม่ของวงดนตรี พิงค์ มาร์ตินี
คนฟังเพลงน้อยคนนักที่จะจดจำชื่อของ โธมัส ลอเดอร์เดล (Thomas Lauderdale) ได้ แต่หากบอกว่าเขาเป็นผู้ก่อตั้ง และมือเปียโนของ พิงค์ มาร์ตินี (Pink Martini) วงดนตรีแบบเชมเบอร์ที่เรียกตัวเองว่าเป็น "ออร์เคสตราน้อยๆ " (Little Orchestra) แห่งเมืองพอร์ตแลนด์ โอเรกอน หลายท่านคงต้องร้องอ๋อมาทันที โดยเฉพาะนักเลงเครื่องเสียงที่คุ้นเคยกับอัลบั้มของพวกเขามาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น Sympathique ; Hang on Little Tomato จนถึง Hey Eugene ! ที่ค่อนข้างมาแรงกว่าอัลบั้มก่อนและหลังจากนั้น
พิงค์ มาร์ตินี รวมตัวมาเกือบ 20 ปีแล้ว ทุกอย่างเริ่มขึ้นตอนเรียนวิชาประวัติศาสตร์และวรรณคดีอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โธมัส ได้พบกับ ไชนา ฟอร์บส์ (China Forbes) นักศึกษาวิชาการแสดงที่นั่น ดูเหมือนธาตุทางเคมีของทั้งคู่จะลงตัวอย่างมาก จนนำไปสู่การตั้งวงดนตรีอย่างเป็นกิจจะลักษณะในที่สุด ทั้งที่ความมุ่งหมายเดิมของ โธมัส นั้น เขาใฝ่ฝันจะเป็นนักการเมืองมากกว่า ดังสะท้อนจากกิจกรรมจิตอาสาที่เขาไปช่วยเหลือหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้อยู่เนืองๆ ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมด้วยซ้ำ
แม้ทุกวันนี้ โธมัส ยังเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองอย่างไม่ว่างเว้น ทั้งแคมเปญรณรงค์ในเรื่องสิทธิทางด้านเพศสภาพที่เปิดกว้างแก่เกย์/เลสเบียน , สิ่งแวดล้อม , ที่อยู่อาศัย ฯ หรืออะไรก็ตาม โดยนำเอาดนตรีเป็นสื่อในการรณรงค์และหารายได้ แต่เขาน่าจะตัดสินใจถูกแล้ว เพราะโลกของเสียงเพลงนั้นรื่นรมย์กว่าการเมืองเป็นกอง
เกือบ 2 ทศวรรษ กับอัลบั้ม 6 ชุด (ไม่นับรวมอัลบั้มบันทึกการแสดงสดและรวมฮิต Retrospective) อาจจะดูว่าไม่มากนัก แต่หากดูจากการทัวร์อย่างต่อเนื่อง ออกแสดงทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น และเอเชีย ก็นับว่า พิงค์ มาร์ตินี ฝากชื่อชั้นเอาไว้อย่างพอตัว ในฐานะวงดนตรีที่เล่นดนตรีข้ามผ่านแนวดนตรีต่างๆ ทั้งคลาสสิก แจ๊ส ป๊อปโบราณ เพลงร่วมสมัย จนถึงเพลงในจังหวะเต้นรำแบบต่างๆ จากจุดเริ่มต้นพวกเขามีเพียง 4 คน แล้วค่อยปรับขยายวงเพิ่มจนกลายเป็น 10 คนในที่สุด
ในอัลบั้มชุดที่ 6 Get Happy ที่เพิ่งออกวางขายนั้น ดูเหมือน โธมัส กับ ไชนา และ สตอร์ม ลาร์ก (Storm Large) เพื่อนนักร้องอีกคนในวง มุ่งหวังจะให้คนฟังเปี่ยมสุขกับเสียงเพลงในอัลบั้มนี้ จึงมีแทร็คพิเศษ กับศิลปินรับเชิญหลายรายทีเดียว
แต่ที่เรียกน้ำตาซึมได้ทันที คงหนีไม่พ้นเมื่อ ฟิลลิส ดิลเลอร์ (Phillis Diller) นักแสดงตลกแนว "เดี่ยวไมโครโฟน" รุ่นอาวุโส เจ้าของเสียงพากย์ "ราชินี" ในหนังเรื่อง A Bug's Life ซึ่งถ่ายทอดเสียงร้องใน Smile เพลงอมตะของ ชาร์ลี แชปลิน ไว้อย่างเต็มด้วยกระแสอารมณ์อันงดงาม ด้วยลีลาที่แตกต่างไปจาก โทนี เบ็นเน็ตต์ โดยเธอทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงของเธอได้ในบัดดล
น่าเศร้าใจที่เธอเสียชีวิตหลังจากบันทึกเสียงได้ไม่นานนัก
ในอัลบั้ม มีบทเพลงหลากหลายลีลา หลายภาษา ในแบบ multi-cultural ที่ผสมผสานกันอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งอังกฤษ, สเปน, จีน และ ญี่ปุ่น ฯ
เริ่มจาก ไชนา ฟอร์บส์ นักร้องนำของวง ที่มีเชื้อสายฝรั่้งเศส/สก็อตต์ครึ่งหนึ่ง กับแอฟริกันอเมริกันอีกครึ่งหนึ่งนั้น ถ่ายทอดบทเพลงออกมาได้งดงาม โดยควบคุมมนต์เสน่ห์ในน้ำเสียงของเธอได้ดี ตั้งแต่โน้ตแรก ไม่ว่าจะเป็นแทร็คเปิดอัลบั้ม อย่าง Ich dich liebe ที่มีท่วงทำนองวาบหวามรัญจวนใจ ตรงข้ามกับความใสสว่างในเพลงบอสซาโนวาอันโปร่งเบา อย่าง Je ne t'aime plus ที่เธอแต่งร่วมกับ ฟิลิป แคธเทอลีน นักร้องฝรั่งเศสที่มาร่วมงานอัลบั้มนี้ด้วย ขณะที่ Uskudar'a Gider iken ข้ามไปสู่โลกตะวันออกกลางอันเร่าร้อน ด้วยบทเพลงโฟล์คเก่าแก่ของชาวเติร์กที่ลื่นไหลและสละสลวย ในเวลาเดียวกัน เธอยังตีความ What'll I Do ? บทเพลงของเออร์วิง เบอร์ลิน ได้อย่างเรียบง่าย หมดจด และไม่ฟูมฟายจนเกินงาม
ขณะที่ สตอร์ม ลาร์ก มากับเพลงยอดฮิต อย่าง Quizas, Quizas , Quizas ซึ่งเป็นเพลงคิวบาที่โด่งดังมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือจะเป็น Sway บนชีพจรแมมโบ ซึ่งไม่ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ในอัลบั้มยังมีแขกรับเชิญอีกหลายคน อาทิ อริ ชาไปโร สื่อมวลชนแห่งโอเรกอน, รูฟัส เวย์นไรท์ นักร้องนักแต่งเพลงรุ่นใหญ่ หรือจะเป็น มีอาว มีอาว ที่มากับเพลงจีน I'm Waiting for You to Come Back แต่งโดย Yan Kuan และ Chen Ruizhen ในลีลาดนตรีแจ๊สแบบเซี่ยงไฮ้ แต่ด้วยภาคโซโลทรัมเป็ตแบบนิวออร์ลีนส์
"ทั้งไชนา ฟอร์บส์ และผม มาจากครอบครัวที่มีลักษณะพหุวัฒนธรรม" ครั้งหนึ่ง โธมัส เคยให้สัมภาษณ์ไว้ "เราทุกคนใน พิงค์ มาร์ตินี ต่างเรียนภาษาที่แตกต่างออกไป เช่นเดียวกับเรียนรู้ดนตรีสไตล์ต่างๆ จากส่วนอื่นๆ ของโลก จึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะหลากหลายอย่างสุดขั้ว ณ ขณะหนึ่ง คุณรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในสวรรค์ของแซมบาในนครริโอ เดอจาเนโร แต่ไม่กี่ขณะถัดมา คุณไปอยู่ในมิวสิคฮอลล์ของฝรั่งเศสยุคทศวรรษ 1930s ไปแล้ว หรือจะเป็นในปาลาซโซสักแห่งในอิตาลี มันเสมือนการเดินทางทางดนตรีไปในแหล่งต่างๆ นั่นเอง"
โดยภาพรวมของ Get Happy ไม่แตกต่างจากผลงานของ พิงค์ มาร์ตินี ก่อนหน้านี้นัก โธมัส ลอเดอร์เดล ยังสนุกกับการหยิบเอาบุคลิกภาพของเพลงแต่ละแบบมาผสมปนเปในอัลบั้มเดียวกัน ราวกับปรารถนาจะพาคนฟังออกไปในดินแดนอันไกลโพ้น ที่เปี่ยมด้วยความสุข.





