คำว่า "ครู" ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อวันนี้แม่พิมพ์ของชาติถูกมองว่าไม่สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพได้อีกต่อไป
“ผมไม่ชอบการสอนที่ดูหยุดนิ่ง ครูนั่งบรรยายอย่างเดียว เวลาเรียนมันน่าเบื่อ และผู้เรียนไม่ได้มีส่วนร่วมไปด้วย"
“หนูไม่อยากให้การเรียนมีแต่เนื้อหาในบทเรียนอย่างเดียว มันทำให้การเรียนถูกจำกัดอยู่แค่ในหนังสือ และทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนเงียบเหงา”
“ผมไม่ชอบเนื้อหาที่มาจากตำราอย่างเดียว ผมอยากได้ความรู้ที่มาจากตัวผู้สอนด้วย และอยากให้มีกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ร่วมกันหาคำตอบ”
เหล่านี้คือทัศนะส่วนหนึ่งของนักศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่า พวกเขาไม่พอใจกับวิธีการสอนของครูในแบบเดิมๆ อย่างการนั่งบรรยายแบบ "โมโนโทน" หรือนั่ง ‘ปิ้งแผ่นสไลด์’ ในห้องเรียนอีกต่อไป ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศการเรียนการสอนแบบนี้ยังคงมีอยู่ในห้องเรียนแบบไทยแลนด์สไตล์
ส่วนฟากฝั่งของผู้สอนเอง ก็พบว่าบางกลุ่มยังไม่มีความเข้มแข็งทางวิชาการ อย่างกรณีของการทดสอบครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์แล้วพบว่า ครู 60 เปอร์เซ็นต์ สอบตกในวิชาที่ตัวเองเป็นคนสอน
นาทีนี้จึงดูเหมือนว่า "ครู" กำลังถูกพิพากษาจากสังคมว่าเป็น "จุดอ่อน" ของวงการการศึกษาไทยเช่นนั้นหรือ ?
- เมื่อครูสอบตก
จากผลการวัดความรู้ของครูไทยที่พบว่า "สอบตก" เกินกว่าครึ่งนั้น สร้างแรงกระเพื่อมให้แก่สังคมไทยไม่น้อย ผู้คนต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันว่า หากระดับครูยังแย่อย่างนี้ นักเรียนไทยจะเก่งกว่าครูได้ก็คงลำบากเต็มที
ผลพวงที่ต่อเนื่องตามมาก็คือ ผลการสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA พิสูจน์ให้เห็นชัดว่า เด็กไทยมีคุณภาพการศึกษาที่ล้มเหลว โดยคะแนนของเด็กได้มาจากการท่องจำเพียงอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ PISA มีคะแนนในหลายด้าน อาทิเช่น การคิดวิเคราะห์ การสร้างสรรค์จินตนาการ และการนำไปใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน ซึ่งจากข้อมูลนี้ทำให้ ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ อดีตประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ สถาบันวิจัยและพัฒนาคุณภาพ (สวพ.) ถึงกับออกปากว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นการลดลงของคุณภาพการศึกษาเด็กไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับ 30 ปีที่แล้วอเด็กไทยมีคะแนนอยู่ในระดับ "ดี" แต่หลังจากนั้นคะแนนก็ลดลงอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันอยู่ในระดับ "แย่"
อุทัย ดุลยเกษม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการการศึกษามายาวนาน อธิบายถึงปรากฏการณ์นี้ว่า เนื่องจากระบบการศึกษาแบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ครูทำงานแบบที่มี Input Process Output ทุกอย่างเหมือนอุตสาหกรรม แล้วก็เคยชินแบบนั้นมาตลอด เวลาผลลัพธ์มีปัญหาก็มักจะโทษที่วัตถุดิบและกระบวนการ
"เราก็จะเอาแต่โทษว่า input ไม่ดี โทษเด็กว่ามีปัญหาติดยามั่ง บ้านแตกแยกมั่ง ต่อมาก็ติดปัญหาตรง process อีก เป็นต้นว่าผู้บริหารไม่เอื้อเฟื้อ อุปกรณ์ไม่พร้อม งบประมาณน้อย เพราะฉะนั้น output ที่ออกมาห่วยๆ อย่าโทษครู อะไรอย่างนี้ ซึ่งผมว่ามันก็ไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าเราไม่ปรับวิธีคิดทางการศึกษาใหม่ ทำแบบเดิมแต่ไปคาดหวังว่า Output จะดี มันไม่มีทาง”
นอกจากเรื่องวิวัฒนาการทางสังคมที่มีผลต่อวงการการศึกษาแล้ว อุทัยบอกอีกว่า อีกส่วนหนึ่งก็มาจากวิธีคิดของนักการศึกษาด้วย
เขาบอกว่าทุกวันนี้ในระดับนโยบายก็มีปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก เช่น เร่งรัดปฏิรูปการศึกษาโดยไม่ได้ดูบริบทสังคมโดยรวม และล่าสุดก็ยังมีการเร่งรัดปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาโดย สพฐ. อีก ซึ่งก็ยังไม่ได้ศึกษาข้อดีข้อเสียให้ชัดเจน ส่วนครูผู้สอนเองก็ยังต้องปรับวิธีคิดเรื่องการสอนอีกบางประการ
“สิ่งที่ครูยุคนี้ขาดหายไปคือ Sharing หรือคุณค่าแห่งการแบ่งปัน เวลาสอนไม่ควรจะสนใจเรื่องเทคนิควิธีมาก ต้องดูว่าทำยังไงที่เราจะมีโลกทัศน์ มองโลกกว้าง มองความเป็นมนุษย์ของเด็กแต่ละคน”
- ขวากหนามในระบบ
แต่จะบอกว่าครูเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การศึกษาไทยหยุดอยู่กับที่ ก็คงไม่ใช่ เพราะในมุมของผู้สอนเองก็พบว่ามีอุปสรรคบางอย่างที่พวกเขาปฏิเสธไม่ได้และต้องอ้าแขนรับ อุปสรรคที่ว่าก็คืองานอีกส่วนหนึ่งของการเป็นครู อย่างเช่นงานเอกสาร เป็นต้น
อรรถพล อนันตวรกุล ผู้ช่วยคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ครูยุคนี้ถูกขโมยเวลาไปเยอะมาก ทำให้เวลาในการสอนซึ่งเป็นกิจกรรมหลักหายไป ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร งานประเมินผล งานทางเทคนิค กิจกรรมโรงเรียน หรือแม้แต่การต้อนรับแขกผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งหมดนี้คือภาระที่คอยหน่วงให้ครูออกจากห้องเรียน และลดทอนชั่วโมงเรียนของเด็กๆ ให้น้อยลง
“ผมไปดูงานที่ฟินแลนด์ การเรียนการสอนของเขาใช้เวลาน้อยกว่าของเรา แต่เขามีประสิทธิภาพอย่างมากในการจัดการ ทำไมเราทำงาน 7 วัน บางวันก็ถึงทุ่มสองทุ่ม แต่ประสิทธิผลที่ออกมามันน้อยกว่าเขามาก”
ยิ่งไปกว่านั้น "การบริหารจัดการการศึกษา" ก็ยังคงเป็นปัญหาเรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด
วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต เล่าว่า กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่ได้เงินมากที่สุดในอาเซียนด้วยกัน ไทยเป็นประเทศที่จัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ที่สุดให้กับการศึกษา แต่มีการบริหารจัดการที่ไม่ดี จึงได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในปัจจุบัน
“เรามีครูประมาณ 4 แสนคนทั้งประเทศ ในจำนวนนี้มีครูที่อยู่ในช่วงอายุ 50-60 ปี ถึงร้อยละ 40 แสดงว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ครูเกือบครึ่งหนึ่งจะเกษียณอายุ การบรรจุครูก็ใช้เวลานานมาก อำนาจของครูใหญ่ก็ไม่ชัดเจนว่าจะโยกย้ายครูที่อยู่ในโรงเรียนได้มากน้อยแค่ไหน บางทีโรงเรียนรอครูสอนภาษาอังกฤษมาบรรจุ รอนานมาก แต่พอได้ก็ได้ครูพละมาแทน เมื่อโครงสร้างของครูเป็นอย่างนี้ ก็เป็นเสียงสะท้อนที่เห็นชัดเจนว่าการบริหารจัดการของเราไม่ดี มีปัญหามาก ที่กระทรวงฯ มีการปฏิรูปกัน ก็ไปเน้นเรื่องของตำแหน่ง เงินเดือน โครงสร้าง มากกว่าจะเอามาพัฒนาคน”
วรากรณ์ บอกอีกว่า นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในภาระหน้าที่ ซึ่งในระบบของไทยยังอ่อนอยู่มาก ในประเทศที่การศึกษาประสบความสำเร็จ ถ้าหากครูทำงานแล้วไม่เป็นผลดีต่อนักเรียน ก็จะไม่ได้ขึ้นเงินเดือนหรือไม่ก็ถูกลงโทษ
“บ้านเรามันไม่ใช่ ครูทำงานดีไม่ได้ขึ้นเงินเดือน ส่วนคนที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ เลขาหรือตำแหน่งอะไรอื่นๆ เงินเดือนขึ้นหมดเลย โดยที่ไม่ได้ดูผลงาน นี่คือความรับผิดและรับชอบที่บ้านเราไม่มีตรงนี้ คือทำดีต้องได้ดี ทำไม่ดีก็ต้องไม่ได้รับผลตอบแทนอย่างคนอื่น”
และส่วนสุดท้ายที่อธิการบดีคนเดิมสะท้อนว่าเป็นสิ่งที่มาฉุดรั้งการศึกษาไทยและคุณภาพเด็กไทย ก็คือ "สังคม" เพราะหากสังคมเข้มแข็ง เด็กไทยต้องได้ดีแน่นอน แต่ถ้าสังคมทิ้งไว้ว่านี่เป็นหน้าที่ของครู นั่นไม่ใช่ เพราะการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน
“เด็กคนหนึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นมันไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนอย่างเดียว แต่อยู่ที่พ่อแม่ อยู่ที่สังคมด้วย ผมลองคำนวณเวลาดู เด็กคนหนึ่งใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนจริงๆ ในเวลา 1 ปี เขาอยู่ในโรงเรียนเพียงร้อยละ 15 ของเวลาทั้งหมด การศึกษาไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในโรงเรียนเท่านั้น แต่การศึกษาอยู่ทุกแห่งหน และไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในมือของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ใช่ครับ แต่เป็นเรื่องที่สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกัน”
- กล้าที่จะสอน
ในเมื่อปัญหานี้ยังคงคาราคาซัง และยังไม่มีแผนทางออกในเร็ววัน สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดตอนนี้น่าจะอยู่ที่ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่จะพยายามประคองให้การศึกษาไทยไปรอด
วรากรณ์ บอกว่า ในระดับชาติ ไทยต้องแก้ไขเรื่องการจัดการ ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเป็นปัญหามาก ในขณะเดียวกันอีกทางหนึ่ง นักการศึกษาเองก็ต้องช่วยกันปรับเปลี่ยน ต้องคิดใหม่ทำใหม่
“คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม แล้วหวังว่ามันจะเปลี่ยนแปลง มันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราคิดว่าการศึกษาเป็นของทุกคนในสังคม มีส่วนร่วมด้วยกันอย่างเข้มแข็ง ผมว่าการศึกษาของเรายั่งยืนแน่นอน”
โดยเฉพาะการสร้างการศึกษาอย่างเท่าเทียม นั่นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ครูสามารถผลิตเด็กไทยที่มีคุณภาพให้ได้จำนวนที่มากขึ้น ทั้งในเมืองใหญ่และในชนบท
“การศึกษาปัจจุบันนี้เหมือนกับมี 2 มาตรฐาน คือเด็กในเมืองใหญ่ คุณภาพของคนที่จบออกมามีสูงมาก คนสมัยนี้เก่งกว่าคนสมัยก่อนเยอะ แต่ที่มันแย่ลงก็คือ เราละเลยเด็กอีกจำนวนมหาศาลที่อยู่ในต่างจังหวัด ละเลยโรงเรียนเล็กๆ ละเลยคนตัวเล็กๆ ที่มีโอกาสน้อยกว่า แต่เราหันมามองแต่กับโรงเรียนใหญ่ๆ ฉะนั้น เมื่อเฉลี่ยออกมาแล้วก็เลยทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาลดต่ำลง”
นอกจากนั้น ยังต้องปรับเปลี่ยนที่ตัวครูด้วย ให้ครูมีความกล้าที่จะสอนในสิ่งอื่นๆ ด้วยไม่ใช่เพียงแต่วิชาความรู้ในตำราเท่านั้น
“คนที่จะสอนหนังสือได้ดีต้องมีมากกว่าความรู้ที่จะสอน เท่าที่อยู่ในวงการศึกษามา 40 ปี ครูที่ดีในทัศนะของผมมี 3 ลักษณะ คือ มีอุดมการณ์ มีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู อยากจะเป็นครูเพราะคิดว่าเป็นอาชีพที่มีประโยชน์กับคนอื่น ชีวิตมีความหมาย นอกจากนี้ต้องมีความรับผิดชอบ และมี Passion คือมีอารมณ์ร่วมในการสอน”
ส่วนครูที่เป็นคนผลิตครูเข้าสู่ระบบอย่าง อรรถพล เขาบอกว่าสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นครูคือ ถ้าครูเชื่อมั่นในตัวลูกศิษย์แล้ว ครูก็จะเป็นครูได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะการเป็นครูไม่ได้เป็นแค่ผู้สอนวิชาความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังสอนรวมไปถึงการใช้ชีวิตอีกด้วย
“เด็กๆ ไม่ได้จำเฉพาะความรู้ที่ได้จากเราเพียงอย่างเดียว แต่ยังจำตัวตนของครูที่สอนเขาได้ด้วย ผมอยากให้ครูทุกคนรู้ว่า เรากำลังสอนอนาคตของประเทศชาติอยู่"
ด้าน นำโชค อุ่นเขียว ครูประจำวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนศรีอยุธยา ในฐานะที่เป็นครูยุคใหม่ แสดงทัศนะในเรื่องนี้ว่า ครูในยุคนี้ก็ต้องเข้าใจภาวะของเด็กสมัยนี้ให้ได้ว่าเขาเป็นอย่างไร และเพราะเขาใช้เวลาอยู่กับครูอยู่กับโรงเรียนแค่ 15 เปอร์เซ็นต์จากเวลาทั้งหมด ครูจึงต้องทำเวลาสั้นๆ นี้ให้กลายเป็นช่วงเวลาทอง
“เราต้องใช้เวลานี้ในการที่จะสร้างให้เขาดีและเก่ง ให้เขามีความรู้พร้อม ให้เขาเป็นคนที่เต็มคน โดยตัวเราเองก็ต้องปรับวิธีการสอนให้เหมาะสมกับเขา เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว วิธีการสอนเปลี่ยน ตัวผู้เรียนเปลี่ยน ตัวกระบวนการที่เราใช้ก็ต้องเปลี่ยนด้วยเช่นกัน”
ครูนำโชคบอกอีกว่า ครูสมัยนี้ต้องกล้าที่จะสอนให้แตกต่างจากเดิม นอกจากเนื้อหาบทเรียนแล้ว ต้องสอนความเป็นคนด้วย ให้เด็กได้รู้ว่าการใช้ชีวิตในสังคม การอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือการรับผิดชอบเรื่องต่างๆ ในสังคม ต้องทำอย่างไร เพราะความเป็นครูมันติดตัวไปตลอด ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องกล้าที่จะคิดใหม่ทำใหม่ด้วย ไม่ใช่กล้าที่จะสอนอย่างเดียว
“เราถือว่าตัวเองเป็นฟันเฟืองหนึ่งในสังคมที่จะทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นเราต้องกล้าที่จะทำให้สังคมมันเปลี่ยนไปในทางที่ดี”
แม้ว่าการแก้ปัญหานี้อาจต้องใช้เวลาอีกนาน แต่หากทุกคนตระหนักในหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ และทำมันอย่างสุดกำลังแล้ว เชื่อว่าสักวันการศึกษาไทยต้องไปได้ไกลกว่านี้แน่นอน





