"ความคิด" หรือ "จิตสังขาร" เนื้อแท้ก็คือ "ความคิดปรุงแต่ง"
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า "ไม่ว่าจะเป็นพุทธ-คริสต์ ขวา-ซ้าย อำมาตย์-ไพร่ ก่อนที่เราจะเป็นอะไรพวกนี้ เราเป็นมนุษย์ และความเป็นมนุษย์นั้นสำคัญกว่าอะไรทั้งหมดที่กล่าว เมื่อยึดถืออุดมการณ์อะไรก็ตาม เราก็ควรรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ และพยายามมองเห็นคนอื่นให้เป็นมนุษย์ด้วย"
เมื่ออ่านแล้ว มีความคิดเห็นเป็นเช่นใด สำหรับฉัน 'ความคิด' หรือ 'จิตสังขาร' แม้กระทั่งที่เราเรียกว่า 'อุดมการณ์' นั้น เนื้อแท้ก็คือ 'ความคิดปรุงแต่ง' ชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าเรายึดมั่นในความคิดใดคิดหนึ่งเป็นสรณะ หรือจะเรียกว่าให้มันมีอิทธิพลเหนือจิตใจของเรา ก็ย่อมต้องเป็นทาสความคิดนั้นไปตลอด จนกว่าเราจะเห็นมันว่า มันคือความคิด มันคือสิ่งที่มาอาศัยกายและใจตัวเรา เพื่อหลอกเราให้เชื่อมัน แล้วมันก็จะมีชัยเหนือสัมปชัญญะของเรา ในขณะที่สติเรามาไม่ทัน
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านว่าบนโลกใบนี้ ใครมีอิทธิพล หรือมีอำนาจมากที่สุด แท้จริงแล้วหาใช่ตัวบุคคลไม่ หรือผู้ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ไม่ แต่คือ ความคิดที่บงการตัวบุคคลนั้นต่างหาก ที่จะทำให้โลกเดินไปทางไหนก็ได้ พระพุทธองค์จึงทรงให้ระวังความคิดเป็นอันดับแรก ดังที่หลวงปู่ชา สุภัทโทกล่าวว่า ...
เธอจงระวังความคิดของเธอ
เพราะความคิดของเธอ จะกลายเป็นความประพฤติของเธอ
เธอจงระวังความประพฤติของเธอ
เพราะความประพฤติของเธอ จะกลายเป็นความเคยชินของเธอ
เธอจงระวัง ความเคยชินของเธอ
เพราะความเคยชินของเธอ จะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ
เธอจงระวังอุปนิสัยของเธอ
เพราะอุปนิสัยของเธอ จะกำหนดชะตาชีวิตของเธอ 'ชั่วชีวิต'
'ความคิดปรุงแต่ง' จึงเป็นสิ่งที่ควรเฝ้าระวังอย่างยิ่ง ท่านว่าจริงหรือไม่
สำหรับ วิธีการเฝ้าระวังความคิด ไม่ใช่การไม่คิด แต่เมื่อความคิดไม่ดีเข้ามาในใจเรา ก็ไม่ต้องรับมันมาไว้เป็นส่วนหนึ่งของเรา ผู้ฝึกปฏิบัติเจริญสติด้วยวิธีไหนก็ตาม เช่นว่า มีสติกับลมหายใจเข้าและออก หรือเจริญสติด้วยวิธีการเคลื่อนไหวดูความคิด ดูจิต ดูกาย หรือ ดูเวทนา ฯลฯ ก็ตาม เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสติแข็งแรงขึ้น ก็สามารถกั้นความคิดไม่ดีได้จริงๆ
แต่ในตอนแรกๆ ก็ปล่อยให้ความคิดไหลเข้ามา แล้วก็ผ่านออกไปก่อน โดยไม่ต้องทำตามความคิดที่ไม่ดีใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าจะอยากทำตามมันแทบขาดใจ เพราะในขณะที่ความคิดไม่ดีมีกำลังเหนือสติ มันจะมีข้ออ้างสารพัดเพื่อที่จะให้เราทำตามมัน และปรุงแต่งต่อไปว่า ถูกต้องแล้ว ทำเถอะ แล้วถ้าทำตามมัน ก็จะกลายเป็นปัญหาให้เราต้องเป็นทุกข์เพราะมันในภายหลัง ดังเช่น การที่นักการเมืองผู้เคยมีอำนาจทางการเมืองแล้วใช้อำนาจนั้นไปในทางไม่ถูกต้อง สุดท้ายก็เป็นเช่นนี้เอง
แม้ว่า เราคิดว่าเราดีแล้ว ก็ยังต้องระวังความคิดอีกอยู่ดี เพราะความคิดไม่ดี มันสามารถมีอิทธิพลกับใจของเราได้เช่นเดียวกัน ถ้าสติ สมาธิ และปัญญาเราไม่พอต่อกรกับมัน ตัวอย่างในโซเชียลมีเดียที่รวบรวมประชาชนไม่เอา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ขับไล่ผู้โกงกินภาษีประชาชน การรวมตัวกันเป็นล้านคนเพื่อไม่เอาตัวบุคคลที่ไม่มีศีลธรรม ไม่ซื่อสัตย์ ก็ต้องระวังจิตให้ดีว่า เมื่อรวมพลได้ เรากำลังคิดว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่รักชาติยิ่งชีพ และกำลังเห็นว่า คนที่ไม่มาร่วมด้วยเป็นคนไม่รักชาติหรือไม่ เรากำลังต่อต้านตัวบุคคลที่ทำไม่ดี หรือต่อต้านความไม่ถูกต้องกันแน่ อันนี้ต้องพิจารณาใคร่ครวญให้ดีๆ อย่าให้ความเกลียดชังตัวบุคคลเข้าสู่จิตใจเราเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจิตเราจะผูกใจเจ็บไปกับผู้นั้นได้ สังเกตดูจากโซเชียลมีเดีย ที่การคัดค้านบางทีก็เต็มไปด้วยความรุนแรงทางวาจา ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงทางร่างกายได้เช่นกัน
การลอยกระทงในวันเพ็ญเดือน 12 ที่ผ่านมา หากเราน้อมกุศโลบายแห่งการลอยเคราะห์ลอยโศก ลอยโรค ลอยภัยออกไปจากใจของเรา ก็คือการลอยความคิดไม่ดี ลอยความเกลียดชัง ออกไปจากใจเรานั่นเอง หาใช่เพิ่มความเกลียดชังในตัวบุคคลไม่





