สุดทาง "รักษ์" ที่มัลดีฟส์

ใครๆ ก็ปรารถนาที่จะไปเยือนเกาะสวรรค์ "มัลดีฟส์" ให้ได้สักครั้งในชีวิต แต่คงต้องรีบหน่อย เพราะอีกแค่ 100 ปี ก็จะไม่มีแผ่นดินนี้บนแผนที่โลกแล้ว
มัลดีฟส์กำลังจมน้ำ!!!
ไม่ได้ล้อเล่น เพราะนี่เป็นผลการรายงานที่จับต้องได้ของ IPCC หรือ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Pro gramme,UNEP) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization, WMO)
IPCC คาดการณ์ว่า อีก 100 ปีข้างหน้า น้ำทะเลจะเพิ่มปริมาณสูงขึ้น 1 เมตร ซึ่งถ้าเป็นจริงดังคาด มัลดีฟส์ก็อาจจะเป็นแผ่นดินแรกสุดที่ต้องมุดอยู่ใต้ทะเล เพราะประเทศที่เล็กที่สุดในเอเชียแห่งนี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง 1.5-2.3 เมตรเท่านั้น
จะแก้ปัญหาใหญ่ระดับโลกแบบนี้ได้ต้องให้ "ทุกคนบนโลก" ช่วยกัน หนึ่งคือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นต้นเหตุของโลกร้อน และน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และสองคือ เร่งสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับโลกใบใหญ่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าจะบนบกหรือในทะเลก็ตาม
ใครที่ยังไม่เจอกับตัวอาจไม่รู้สึกรู้สา แต่ว่า "มัลดีฟส์" ต้องรีบทำ เพราะวันนี้มีเกาะขนาดเล็กหลายเกาะแล้วที่ถูกน้ำทะเลกลืนกิน
........................
"แม้มีประชาธิปไตย แต่หากไม่มีประเทศเหลือแล้ว ผู้นำจะทำงานต่อไปเพื่อประชาชนได้อย่างไร" คำประกาศกร้าวของอดีตประธานาธิบดี โมฮาเหม็ด นาชีด (Mohamed Nasheed) สะท้อนให้เห็นว่า แม้เขาจะรักและดิ้นรนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขนาดไหน แต่สิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันทำให้พวกเขายังคงมีแผ่นดินอยู่
นั่นเป็นเหตุให้ตลอดการทำงานในตำแหน่งประธานาธิบดี 4 ปีเต็ม โมฮาเหม็ด นาชีด ทุ่มเททุกอย่างเพื่อการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม กระทั่งองค์การสหประชาชาติ หรือ UN มอบรางวัล "ผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์โลก" ให้กับเขาในปี 2553 ภายหลังก็ยังมีหนังสารคดีเรื่อง The Island President ที่ฉายภาพภารกิจของประธานาธิบดีที่พยายามช่วยมัลดีฟส์ไม่ให้จมน้ำ แน่นอนว่า โมฮาเหม็ด นาชีด รับบทแสดงนำ
จะว่าไป ไม่ใช่แค่โมฮาเหม็ด นาชีด คนเดียวเท่านั้นที่รักธรรมชาติยิ่งชีพ แต่ประธานาธิบดีผู้กุมอำนาจในมัลดีฟส์มานาน 30 ปีเต็มอย่าง มัวมูน อับดุล กายูม(Muamoon Abdul Gayoom) ก็เป็นผู้ริเริ่มโครงการ "ต้นไม้ล้านต้น" โดยรณรงค์ให้ประชากรปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเกาะต่างๆ รวมถึงจัดทำโครงการ Independence Maldives, Clean Maldives เพื่อให้ประเทศปราศจากขยะและวัสดุเหลือทิ้ง ส่วนประธานาธิบดีโมฮาเหม็ด วาฮีด ฮัสซัน (Mohamed Waheed Hassen) ที่เพิ่งปลดประจำการไป ก็เคยประกาศว่า หมู่เกาะมัลดีฟส์ทั้งหมดจะกลายเป็นเขตอนุรักษ์ทางทะเลในปี 2560
"เราให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเราอย่างมาก เราได้ใช้มาตรการเหล่านี้เพื่อพิทักษ์แนวปะการัง บึงน้ำเค็ม เกาะหินปะการัง และหาดทรายหินปะการัง มัลดีฟส์จะดำเนินการใดๆ ที่จำเป็น เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับอนาคตของเรา” โมฮาเหม็ด วาฮีด ฮัสซัน กล่าวในที่ประชุมสหประชาชาติริโอ +20 ณ เมืองริโอ เดอจาเนโร ประเทศบราซิล
เมื่อผู้นำประเทศลงมือเอง พลเมืองมัลดิเวียน(Maldivian)มีหรือจะไม่เห็นด้วย พวกเขาให้ความร่วมมือเต็มที่กับนโยบายที่ภาครัฐเสนอ ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกแห่ง ต่างขานรับถึงการดูแลใส่ใจสิ่งแวดล้อม จนทำให้ทุกโรงแรมต้องมี "Environment Center" ไว้เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการทำงาน
อย่างที่บอก มัลดีฟส์เป็นเกาะสวรรค์ที่คนทั่วโลกหมายปอง เพราะมีทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์ สวยงาม ใน 1 ปี จึงมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 5 ล้านคน ยอมจ่ายสตางค์เพื่อเข้ามาชื่นชมทรัพยากรเหล่านั้นในราคาแพงหูฉี่ และรายได้มวลรวมของประเทศนี้กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ก็มาจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวนี่เอง
ในเมื่อมีรายได้หลักจากทรัพยากรทางทะเล ชาวมัลดีฟส์ รวมถึงผู้ประกอบการทุกคน จึงพยายามสงวนความสวยงามสมบูรณ์นั้นให้อยู่กับพวกเขาไปให้นานที่สุด เพราะแม้นอสตราดามุสจะไม่ใช่คนทำนาย แต่ความจริงที่เลวร้ายว่าน้ำกำลังจะท่วมประเทศก็มีเหตุผลมากพอที่จะทำให้พวกเขาต้องช่วยกันอนุรักษ์
"มีงานวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่าถ้าหากอากาศร้อนขึ้น น้ำทะเลมากขึ้น มัลดีฟส์อาจจะจมหายไปภายใน 100 ปี หรือที่แย่กว่านั้นคืออาจจมลงไปภายใน 80 ปี ตอนนี้จริงๆ แล้วก็มีหลายเกาะที่จมลงไปใต้น้ำ มัลดีฟส์มีเกาะอยู่ประมาณ 1,200 เกาะ ก็ได้แต่หวังว่าคงไม่จมลงไปทั้งหมด" ไลราซ์ เลวี (Liraz Levy) นักชีววิทยาทางทะเล จากบริษัทที่ทำงานด้านการอนุรักษ์อย่าง SEAMARC บอก และเสริมว่า ผลจากภาวะโลกร้อนอาจต้องใช้เวลาเนิ่นนานเป็นร้อยปี แต่ทุกวันนี้ก็มีลางบอกเหตุหลายอย่างที่คอยเตือนว่า มัลดีฟส์กำลังเสี่ยงอันตรายจริงๆ
"ตอนนี้หากในช่วงที่อากาศไม่ดีนัก เกาะจะค่อยๆ เล็กลงเพราะแรงคลื่นได้ซัดเอาชายหาดของเกาะหายไป ทุกๆ ปีเกาะจะมีขนาดเล็กลง นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมเราต้องปลูกแนวปะการัง เราปลูกแนวปะการังเพื่อช่วยลดและป้องกันการกัดเซาะ การพังทลายของชายหาดซึ่งจะทำให้เกาะมีขนาดเล็กลง"
ปัจจุบันไลราซ์ทำงานประจำอยู่ที่ ศูนย์ศึกษาทางทะเล (Marine DiscoveryCenter) ของโรงแรมโฟร์ ซีซั่น, คูดา ฮูรา เธอรับอาสาให้ความรู้กับแขกทุกคนที่เข้ามาพักในโรงแรม ทั้งยังลงมือสำรวจทรัพยากร เพื่อทำการวิจัย และส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง
ผลจากการทำงานในโครงการปลูกปะการังตั้งแต่ปี 2550 ทำให้ตอนนี้รอบเกาะคูดา ฮูรา เต็มไปด้วยโครงปะการังที่สมบูรณ์กว่า 1,200 ชิ้น ทำหน้าที่เป็นที่อยู่ของปลา และเป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำ
"นอกจากนี้ปะการังยังช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งซึ่งถือเป็นการช่วยรักษาเกาะไปด้วย แนวปะการังทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่เราปลูกขึ้นมาใหม่ล้วนช่วยป้องกันเกาะ เพราะเวลาที่คลื่นซัดเข้าและออกจากฝั่งจะมีการดึงเอาทรายจำนวนมากลงทะเลไปด้วยตามแรงคลื่นซึ่งนั่นจะทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง"
ไม่เพียงแค่ปะการังเท่านั้น แต่ศูนย์ศึกษาทางทะเลแห่งนี้ยังทำงานเรื่องการอนุรักษ์เต่าทะเล โดยมีสถานอนุบาลเต่า และออกกฎห้ามจับเต่าและเก็บไข่เต่า ซึ่งเกาะอื่นๆ ยังไม่มีการห้ามเท่าไร แต่ที่นี่เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างหนัก และมันก็ส่งผลที่ดีตามมา
"เราเข้าใจดีว่าตลอดมาเต่าและไข่เต่าถือเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของชาวมัลดีฟส์ พวกเขาเป็นชาวทะเล เขากินสิ่งที่พวกเขาจับได้ แต่ประเทศนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เราต้องค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองของพวกชาวบ้านเพราะจำนวนประชากรเต่าทะเลลดลงไปมาก เราได้ให้ความรู้เด็กนักเรียน พาพวกเขามาที่ศูนย์ฯ ให้เด็กๆ ทดลองดูแลและให้อาหารเต่าทะเลเหล่านี้ เด็กๆ จะรู้สึกผูกพันกับเต่ามากขึ้น เราอธิบายให้เด็กๆ ฟังว่าเต่าทะเลต้องการอาหารแบบไหน ต้องอยู่อย่างไร
ในมัลดีฟส์มันเป็นเรื่องธรรมดามากที่เด็กๆ จะเอาเต่าที่ติดแห ติดอวนมาเป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เราต้องให้ความรู้เด็กๆ ว่าหากเต่าอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมมันอาจติดเชื้อและตายได้ อาหารที่ไม่เหมาะสมก็อาจจะฆ่าเต่าได้เหมือนกัน นอกจากนี้เราได้เข้าไปทำเวิร์คชอปกับชาวบ้านให้พวกเขาช่วยดูแลรังเต่า ให้คอยเฝ้าดูไข่เต่าจนกว่ามันจะฟักเป็นตัว ปัจจุบันชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือมากขึ้น หลายครั้งที่พวกเขาพบเต่าทะเลบาดเจ็บและเอามาส่งให้ศูนย์ฯ ของเรา"
ไลราซ์ บอกว่า การอนุรักษ์ฉลามก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมัลดีฟส์เองเป็นประเทศที่ 2 ของโลก(รองจากฟิลิปปินส์) ที่ประกาศเป็นเขตปลอดการจับฉลาม ส่วนสัตว์ใหญ่อย่างกระเบนราหู(Manta Rays) ก็พบได้โดยง่ายในมหาสมุทรอินเดียแห่งนี้ โดยเฉพาะบริเวณ Baa Atoll หรือ หมู่เกาะปะการังบา ที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองมาเล่ (Male) เมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐมัลดีฟส์
สำหรับหมู่เกาะปะการังบา มีจำนวนเกาะทั้งหมดราว 75 เกาะ ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี 2554 ให้เป็น "เขตสงวนชีวมณฑล" (Biophere Reserve) ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของโลกใต้ทะเล นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากสัตว์ทะเลหายากต่างๆ จะพบเห็นได้โดยง่ายที่หมู่เกาะแห่งนี้
อย่างไรก็ดี ภายในพื้นที่อ่อนไหวของ "บาอะทอลล์" ก็ได้รับอนุญาตให้มีการสร้างโรงแรมที่พักด้วยเช่นกัน โดยอนุญาตเฉพาะในเกาะที่ปราศจากชาวบ้าน 1 เกาะต่อ 1 โรงแรมเท่านั้น และแต่ละแห่งต้องมีเครื่องปั่นไฟ เครื่องทำน้ำจืด เครื่องบำบัดน้ำเสีย รวมถึงเครื่องมือและกฎเกณฑ์ที่จะทำให้เกาะทั้งเกาะปราศจากมลพิษ ซึ่งทุกโรงแรมต้องปฏิบัติตามกฎแห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
โรเบอร์โต เฟอร์นานเดซ (Roberto Fernandez) ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมศาสตร์ โรงแรมโฟร์ ซีซั่น, ลันดา กีราวารู บอกว่า โดยปกติ ทุกโรงแรมในทุกๆ เกาะ ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศมัลดีฟส์ต้องปฏิบัติตามกฎเดียวกันอย่างเคร่งครัด แต่บาอะทอลล์ ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ชีวมณฑล จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่เข้มข้นกว่า
"ที่โรงแรมโฟร์ ซีซั่น เลิกใช้ขวดพลาสติกในการบรรจุน้ำดื่มภายในโรงแรม และหันมาใช้ภาชนะที่เป็นแก้วแทนเพื่อเป็นการลดปริมาณขยะ ขวดแก้วทุกใบจะผ่านการฆ่าเชื้อเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ส่วนน้ำที่ใช้ในเกาะ ทั้งน้ำดื่มและน้ำใช้จะเป็นน้ำที่สูบขึ้นมาจากทะเลแล้วนำมาผ่านกระบวนการเอาเกลือออกจากน้ำ และนำน้ำนั้นมาผ่านกระบวนการทำความสะอาดอีกหลายขั้นตอน จนทำให้น้ำมีความบริสุทธิ์พอที่จะนำมาใช้ดื่มกินได้
เราพยายามอย่างมากที่จะไม่ใช้คลอรีนในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ เพราะคลอรีนจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลและจะทำให้สัตว์ทะเลตาย เราเลือกใช้แสง UV ในการทำความสะอาดน้ำ ส่วนเกลือที่ได้จากการแยกออกมาจากน้ำจะต้องถูกนำมาเจือจางก่อนที่จะปล่อยลงสู่ทะเลอีกครั้ง"
ในส่วนของการจัดการน้ำเสียนั้น ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมศาสตร์ บอก น้ำเสียจากทุกส่วนของโรงแรมจะถูกนำมาเข้าอยู่ในบ่อพักน้ำเสีย และผ่านกระบวนการกำจัดน้ำเสียจนคุณภาพของน้ำดีขึ้น จากนั้นจึงปล่อยลงไปสู่ทะเล
ถามว่า ระบบการจัดการขยะของมัลดีฟส์เป็นอย่างไร โรเบอร์โต อธิบายว่า ก่อนหน้านี้ขยะจากทุกที่จะไปสุมรวมกันที่เกาะแห่งหนึ่งชื่อ ทิลาฟุชิ (Thilafushi) รับรู้กันในฐานะ "เกาะขยะ" ทว่า ปัจจุบันเกิดปัญหาขยะล้นเกาะ และส่งผลต่อระบบนิเวศ รัฐบาลจึงพยายามหาวิธีกำจัดขยะแบบใหม่ โดยอาจจะใช้เทคโนโลยีการกำจัดขยะจากประเทศญี่ปุ่น แต่อยู่ในช่วงของการศึกษา
"โดยปกติขยะเปียกที่เป็นขยะจากอาหารจะถูกนำไปทิ้งที่ทะเลลึกเพื่อไปเป็นอาหารของปลา แต่เราก็พยายามหาทางเลือกอื่นในการกำจัดขยะประเภทนี้ต่อไปในอนาคต ส่วนขยะอื่นๆ ในปัจจุบันนี้เรายังต้องขนไปไว้ที่เกาะขยะ ซึ่งนับวันจะขยายขนาดขึ้นตามปริมาณขยะที่แต่ละเกาะนำไปทิ้งไว้"
ยิ่งนักท่องเที่ยวมากขึ้นเท่าไร ปริมาณขยะก็กองโตขึ้นเป็นเงาตามตัว กระนั้นก็ตาม รัฐบาลมัลดีฟส์ยังคงยิ้มแย้มและอ้าแขนรับทุกคนอย่างยินดี ขอเพียงนักท่องเที่ยวมี "จิตสำนึก" บ้างเท่านั้น เพราะต่อให้เหลือเวลาอีก 100 ปี แต่ถ้าทุกคนไม่มีใจ "รักษ์" เวลาทั้งหมดก็อาจจะถูกย่นย่อลง







