วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วุ่นเหลือหลาย กฎหมายวัฒนธรรม

ไม่เพียงพรบ.นิรโทษกรรมที่ทำให้ผู้คนออกมาสำแดงพลังบนท้องถนน แต่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรม 'ร่าง พรบ.คุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม' กำลังเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมออกไปในวงกว้าง

พลันที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการ "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ...." 8 ตุลาคมที่ผ่านมา และส่งเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรียกเสียงวิพากษ์ วิจารณ์ จากหลากหลายบุคคลและองค์กรในแวดวงศิลปวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง

ทัศชล เทพกำปนาท ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม อธิบายที่มาของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวว่า ที่ผ่านมาองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้กำหนดอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกด้วย

อย่างไรก็ตาม มีประเทศสมาชิกส่วนหนึ่งเห็นว่านอกจากมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้เช่นโบราณสถาน โบราณวัตถุต่างๆ ยังมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่มีรูปร่างหน้าตาให้จับต้อง เช่น ประเพณี พิธีกรรม ตำรับยา สูตรอาหาร ทำให้ประเทศสมาชิกร่วมกันเรียกร้องให้ยูเนสโกมีบทบัญญัติคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เหล่านั้นด้วย

กระทั่งในการประชุมใหญ่ของยูเนสโก ครั้ง 32 ที่กรุงปารีสในปีพ.ศ.2546 จึงได้มีการกำหนดอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษาวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก 155 ประเทศ โดยในกลุ่มอาเซียนมี 3 ประเทศที่ยังไม่เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกคือ สิงคโปร์ เมียนมาร์ และประเทศไทยซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการเข้าเป็นสมาชิก

"รัฐธรรมนูญระบุว่าการจะเข้าเป็นสมาชิกภาคีอนุสัญญากับต่างประเทศต้องเข้าสภา รัฐบาลจึงได้มอบหมายกระทวงวัฒนธรรมให้ไปศึกษาข้อดีข้อเสียของการเข้าเป็นสมาชิก กระทรวงก็ได้มอบให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพ มีการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิมาศึกษาว่าจะมีผลกระทบดีเสียอย่างไร ส่วนใหญ่เห็นว่าการ่วมน่าจะมีผลดีเพราะภาคีเน้นการส่งเสริมปกป้องคุ้มครอง เพราะประเทศเล็กๆ มักจะมีมรดกวัฒนธรรมเยอะกว่า ถ้าไม่คุ้มครองก็อาจจะสูญหายหรือถูกลอกเลียนไป ทำให้มีการสอบถามความเห็นไปยังกระทรวงต่างๆ มีการนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก็ได้ข้อสรุปว่าควรจะเข้าเป็นสมาชิก"

ข้อกำหนดในการเข้าเป็นสมาชิกภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษาวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก ประเทศสมาชิกจะต้องมีมาตรการคุ้มครองมรดกที่จับต้องไม่ได้ในประเทศตนเอง จึงเป็นที่มาของร่างกฎหมายเจ้าปัญหาฉบับนี้

"จากข้อกำหนดของยูเนสโก กับการที่เรามองว่าในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่ว่าด้วยมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้โดยตรง ก็เลยเป็นที่มาของร่างพ.ร.บ.นี้ ที่ผ่านมาเราไปร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยกฎหมาย จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น พอทำเป็นร่างขึ้นมาก็มีการปรับเปลี่ยนหลายจุดที่ไม่ลงตัว แต่ก็เป็นการเสนอเป็นตุ๊กตาเพื่อให้เห็นหน้าตาก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ยังมีอีกหลายขั้นตอนกว่าที่กฎหมายจะผ่านออกมา"

  • "ก้อนอิฐ" ล้วนๆ จากประชาคมศิลปะ

เรียกได้ว่าแทบจะเป็น "ก้อนอิฐ" ล้วนๆ จากหลากหลายผู้คนในแวดวงของคนทำงานศิลปะร่วมสมัย ที่ลอยละลิ่วเข้าใส่ร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยประเด็นคัดค้านมุ่งไปที่การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกทางศิลปะ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์การผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างแทบจะเรียกว่าเป็นกรรมหนักอันไม่อาจอภัย

"การไปกำหนดมากเกินไป ทำให้วันนี้เราไม่สามารถคิดอะไรใหม่ได้ อย่างหมอลำแทบจะสิ้นสภาพไปแล้ว จนมีหมอลำซิ่งขึ้นมา อาจจะมีโป๊บ้าง แต่หมอลำก็บอกเองว่าถ้าไม่มีหมอลำซิ่งเขาอยู่ไม่ได้ ถ้ากรมศิลปากรเอามาตรฐานส่วนกลางไปกำหนดทุกอย่างต่อไปนายหนังตะลุงจะวิพากษ์การเมืองก็อาจจะทำไม่ได้ ก่อนจะออกกฎหมายแบบนี้ ต้องเข้าใจโครงสร้างวัฒนธรรมของประเทศซึ่งเรามีวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย การเข้าเป็นสมาชิกภาคีของยูเนสโกเป็นเรื่องที่ดี แต่คำถามคือทำไมเราต้องตั้งกฎหมายมาทำร้ายกันเอง อย่าดึงวัฒนธรรมมาสู่ความกลัว วัฒนธรรมไม่ควรทำให้มนุษย์แตกแยก" สกุล บุญยทัต จากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มอง

ขณะที่คนดนตรีไทยอย่าง บรูซ แกสตัน ตั้งคำถามเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ว่า ในขนบของดนตรีไทยนักดนตรีมีวิธีการตีความและนำเสนอแต่ละบทเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จึงยากที่จะระบุว่าสิ่งใดคือมรดกวัฒนธรรมดั้งเดิมจริงๆ

"นักดนตรีไทยเล่นเพลงเดียวกันร้อยครั้งไม่เหมือนกัน ให้เล่นเหมือนกันไม่ได้ แต่ละบ้านดนตรีไทยมีการสร้างทางของตัวเอง ไม่มีใครโบราณแท้ไม่มีการแก้ไขเลย แล้วผมจะจดทะเบียนฉบับไหนเป็นของจริง ยกตัวอย่างเพลงพม่าห้าท่อนซึ่งเป็นเพลงที่ใช้อวดฝีมือกัน อวดทางกัน ดนตรีไทยมีทำนอง มีทาง มีมือ มีวิธีแก้ไขแต่ละวรรคตอน มีทางเลือก เราจะได้ยินทางของแต่ละวงแต่ละบ้านที่แปลจากทำนองเดิมเป็นทางสวยๆ มีทางเลือกมากมาย มีวิชาของโบราณร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ของนักดนตรีแต่ละคน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอด แล้วจะจับตรงไหนเป็นของดั้งเดิม เสน่ห์ของความคิดแบบไทยๆ คือไม่มีมาตรฐาน ต้องคิดสร้างสรรค์เปลี่ยนแปลงตลอด"

"เวลาเราจะทำอะไรที่เป็นการกำหนดจากภายนอกอย่างกฎหมาย เราอาจจะเสียวิญญาณหรอืความหมายของสิ่งที่เราคิดว่าเรากำลังจะรักษาหรือป้องกัน ศิลปะวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ใช่จับต้องไม่ได้ ต้องจับ ไม่งั้นตาย ต้องปล่อยให้คนมีอิสระที่จะเลือกหนทางในแต่ละยุคสมัย สิ่งที่อยู่ได้ก็อยู่ สิ่งที่จะสูญหายเพราะไม่เกี่ยวกับชีวิตเราก็สูญหายไป ไม่ใช่เรื่องแปลก จะปฏิเสธกฎแห่งวัฎจักรไม่ได้" นายวงดนตรีไทยร่วมสมัย "ฟองน้ำ" สรุป

  • การเดินทางของกฎหมายยังไม่สิ้นสุด

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงวัฒนธรรมอธิบายว่า มีหลายความเห็นที่มองถึงข้อดีของร่างกฎหมายฉบับนี้ อาทิ ในหมวด 5 ที่กำหนดให้รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุน เพื่อสนับสนุนงานด้านวิชาการ พัฒนาบุคคล ส่วนเนื้อหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากคือ หมวด 7 ที่พูดถึงบทลงโทษ

"ส่วนที่มีบทลงโทษคือมาตรา 40 ห้ามดัดแปลงมรดกทางวัฒนธรรมที่ขึ้นทะเบียนแล้วเอาไปเผยแพร่ให้ลักษณะหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนา ความมั่นคง เพศ ขัดความสงบเรียบร้อย ประเด็นเหล่านี้เท่านั้นจึงจะมีบทลงโทษ นอกนั้นไม่มี ที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่าการเอามรดกทางวัฒนธรรมดัดแปลงจะมีโทษเป็นการเข้าใจผิด ประเด็นคือสามารถดัดแปลงได้ แต่ให้บอกแหล่งที่มา และห้ามมิให้ดัดแปลงไปทำให้เสียหายหรือบิดเบือนจนเพี้ยนไปจากสาระก็ไม่ควรทำ ส่วนการจะกล่าวโทษก็ต้องไปฟ้องร้อง ไปพิสูจน์กันที่ศาล กระทรวงวัฒนธรรมไม่ใช่ผู้ตัดสิน"

"ถามว่าทำไมในพรบ.ถึงเขียนเกินไปจากอนุสัญญา ถ้าเราไปดูมาตรา 14-15 ในอนุสัญญากำหนดว่ารัฐภาคีจะต้องทำรายการหรือรายชื่อเพื่อเก็บข้อมูลรายการมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ต้องเก็บรายละเอียดและจะต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้สูญหาย มีมาตรการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง ในขณะเดียวกันในโลกปัจจุบันมีการเอามรดกทางวัฒนธรรมไปใช้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น เช่น ดนตรีชนเผ่าฝรั่งเอาไปทำใหม่แล้วอ้างลิขสิทธิ์ เจ้าของวัฒนธรรมต้องไปขออนุญาตเล่น ตรงนี้เราก็มองว่าต้องมีมาตรการคุ้มครอง ต้องมีการระบุแหล่งที่มา

หรืออย่างเรื่องการบิดเบือนความหมาย คุณค่า หรือสาระสำคัญของวัฒนธรรม สงกรานต์โป๊เราโดนร้องเรียนบ่อย เราก็คิดว่าน่าจะมีมาตรการอะไรบางอย่างขึ้นมาเรื่องการบิดเบือนคุณค่าสาระสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรม ก็เลยกำหนดบทลงโทษไว้ในกฎหมายด้วย นั่นคือเหตุผล แต่เป้าหมายจริงๆ ของร่างพรบ.เพื่อคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ได้ต้องการไปจำกัดสิทธิ์หรือลงโทษใคร" เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมรายหนึ่ง กล่าว

คนทำงานจากกระทรวงวัฒนธรรมอีกรายเผยว่า การทำงานกับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านขั้นตอนที่ยาวนาน มีการรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย ซึ่งก็มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายที่มีการกล่าวถึงกันยังไม่ใช่ข้อสรุปและต้องผ่านขั้นตอนอีกยาวนานก่อนนำไปใช้

"เราก็มีประชาพิจารณ์ ฟังความเห็นจากศิลปินพื้นบ้าน ศิลปินแห่งชาติ ฟังความเห็นตามสถาบันการศึกษา แต่ละเวทีก็เห็นต่างกัน ศิลปินพื้นบ้านบางคนก็บอกว่าเห็นด้วยที่ใครจะเอามรดกวัฒธรรมไปละเมิดก็ต้องมีโทษบ้าง พวกที่อนุรักษ์นิยมอยากจะให้เพิ่มโทษให้หนักกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่ก็มีหลายคนเห็นต่างว่าไม่เหมาะในบางเรื่อง บางเรื่องที่พวกอนุรักษ์พอใจคนทำศิลปะร่วมสมัยอาจจะไม่พอใจ ก็ค้านกันไปมา เราอยู่ตรงกลางก็ว่าไปตามกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมาย"

"ตั้งแต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านครม.ออกมาก็เกิดการแส เกิดการกระเพื่อมในสังคม ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เรารับทราบปฏิริยาจากผู้มีส่วนได้เสีย เราในฐานะคนทำงานมองว่ากฎหมายน่าจะเป็นประโยชน์ แต่อย่างไรก็แล้วแต่อย่างน้อยการที่มีร่างฉบับนี้ออกมาก็เป็นตัวที่ทำให้คนได้เห็น ได้วิพากษ์วิจารณ์ กระบวนการยังไม่ได้จบแค่นี้ ตอนนี้อยู่ที่กฤษฎีกา พอส่งไปสภาก็อาจจะแก้กันอีก ตอนนั้นคงมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยที่จะเสนอความเห็นเข้าไป"

อ่าน ทำความเข้าใจ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดาวน์โหลด "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ...." พร้อมรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และเสนอความคิดเห็นได้ที่ www.culture.go.th/subculture4