วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จักรสิน น้อยไร่ภูมิ เขียว...บ้านๆ สายพันธุ์ใหม่

แม้จะไม่โด่งดังระดับแถวหน้าสถาปนิกเมืองไทย แต่มีมุมชวนคิด โดยเฉพาะความมุ่งมั่นที่จะสร้างสถาปนิกรุ่นใหม่เพื่อรับใช้สังคม

เพราะเชื่อว่า การช่วยคนยากคนจน ไม่ใช่แค่การเลือกระหว่าง "การให้"หรือ"การสอน" ให้ลงมือทำ แต่เป็นองค์ประกอบซึ่งกันและกัน

นี่คือมุมคิดของ จักรสิน น้อยไร่ภูมิ อาจารย์สาขาวิชาสถาปัตยกรรมและการออกแบบชุมชนเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศาลายา นอกจากนี้ยังเป็นคอลัมนิสต์ใน B-1 Magazine ,Art4d,สารคดี และอาษา เวปไซต์อีกสองแห่ง รวมถึงเจ้าของผลงานหนังสือ GREEN SUS.

เขาเชื่อว่า "ถ้าคนที่อยู่ในสภาวะที่ขาดแคลน หิวมากๆ ต่อให้เราสอนเขารู้จักวิธีจับปลา เขาก็ไม่สนใจที่จะเรียนรู้ เพราะจิตใจขณะนั้นสนใจแต่การได้ปลามากินประทังชีวิต ซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นกว่า แต่เมื่อเราให้ปลาเขากิน จนอิ่มแล้ว จนเขามีความพร้อมทั้งกายและใจ จึงค่อยสอนให้เขารู้จักวิธีจับปลา จากนั้นเขาก็จะสามารถจับปลากินเองได้"

ในงานออกแบบสถาปัตยกรรม เพื่อคนยากไร้ก็เช่นเดียวกัน เขาเชื่อว่า สถาปนิกผู้ออกแบบต้องใช้ทั้ง 2 วิธีในการแก้ปัญหาควบคู่กันไป บางกรณีต้องเริ่มจากการยื่นปลาให้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากนั้นค่อยสอนเขาจับปลา และบางกรณีอาจใช้ทั้งสองวิธี

ดังนั้นการ"ให้ปลา"และ"สอนจับปลา" ในมุมของเขา ก็สำคัญและจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และนั่นจึงเป็นที่มาของการพูดคุยกับอาจารย์จักรสินที่กำลังเรียนปริญญาเอกด้านสถาปัตยกรรม มหาวิทยาศิลปากร ที่เชื่อว่า การเป็นอาจารย์ก็มีบทบาทในการสร้างสถาปนิกรุ่นใหม่เพื่อรับใช้สังคม และนั่นเป็นก้าวย่างต่อไป โดยเน้นเรื่องงานออกแบบชุมชนที่พอเพียงและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เส้นทางก่อนมาเป็นอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมเป็นอย่างไรบ้าง
ตอนเด็กๆ ผมเป็นตัวแทนแข่งขันวาดรูปของรุ่นมาตลอด นั่นทำให้ผมได้ฝึกฝนตัวเอง ที่ผมเลือกเรียนสถาปัตย์ เพราะได้เรียนทั้งเรื่องศิลปะและวิทยาศาสตร์ ได้ใช้ทั้งจินตนาการและเหตุผล ก็เลยมุ่งมั่นด้านนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่องการหาเหตุผลความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง การคำนวณงบประมาณ และการสร้างสรรค์รูปทรง ซึ่งอยู่ในกรอบเหตุผลอีกรูปแบบหนึ่ง ตอนผมจบใหม่ๆ ก็คิดว่าจะทำงานออฟฟิค พอมาฝึกงานได้เห็นสถาปนิกที่ทำงานแต่เช้าแล้วกลับดึก ผมรู้สึกไม่ชอบ ถ้ามีครอบครัวคงไม่ใช่ทางของเรา ดังนั้นการเป็นอาจารย์น่าจะเป็นทางเลือก และการสอนหนังสือของผม เวลาผมให้งานเด็กๆ ก็ต้องคิดว่า พวกเขาทำแล้วสนุกไหม ให้ลองทำก่อน แล้วค่อยสรุป ซึ่งต่างจากอาจารย์ผู้ใหญ่ที่มีแบบแผน ผมจะให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง พัฒนางานจากการออกแบบและสนุกไปกับงาน เด็กบางคนเด่นเรื่องรูปทรง ก็ช่วยสนับสนุนให้เด่นเรื่องนั้นเลย และช่วยเติมในเรื่องฟังชั่น เวลาผมสอนหนังสือ ผมไม่ได้คิดจากมาตรฐานตัวเอง แล้วให้ทุกคนทำตาม

สนใจการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เมื่อไหร่
ในช่วงหนึ่งผมคิดว่า การหาความแตกต่างให้ตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาชีพสถาปนิก ทำให้เราคิดต่างอยูู่แล้ว ประกอบกับผมเป็นคนสนใจอ่านหนังสือทุกประเภท เรื่องสถาปัตยกรรมเมืองร้อนผมก็สนใจ โดยเฉพาะนิยายวิทยาศาสตร์ของไอแซด อสิมอฟ ผมก็ได้แรงบันดาลใจ เพื่อนำมาใช้ทำงานด้านสถาปัตยกรรม เมื่ออ่านนิยายที่เขาเขียนเรื่องอาคารหรืออะไรก็ตาม ผมก็ลองสเก็ตภาพ ซึ่งบางทีก็ใช้กับงานออกแบบได้ เมื่อก่อนผมคิดว่า การทำงานออกแบบที่คำนึงถึงสิ่้งแวดล้อมเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเองแตกต่างจากคนอื่น แต่ตอนนี้เป็นสำนึกในสิ่งที่ต้องทำ ไม่ต่างจากทำตามกฎหมาย

เมื่อผมสนใจด้านนี้ ผมก็ศึกษา ตอนเรียนปริญญาโท ผมทำวิทยานิพนธ์เรื่องการออกแบบชุมชนเมืองที่พอเพียง นั่นทำให้ผมสนใจพุทธศาสนา เอาปรัชญาพุทธมาลองทำงานออกแบบชุมชนเมือง จนผมได้มาอ่านเรื่องเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธของอี-เอฟ ชูเมกเกอร์ แนวคิดทางเลือกคานธี พุทธเศรษฐศาสตร์ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และเศรษฐกิจพอเพียง ผมก็เลยสนใจว่า ความพอเพียงน่าจะนำมาใช้ได้ เพราะคนยอมรับระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งหลักการออกแบบอย่างมีคุณค่า น่าจะนำมาใช้ได้ ผมก็ปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาคือ อ.สิงหนาท แสงสีหนาท ว่าจะใช้ได้ไหม สาเหตุที่ผมสนใจพุทธศาสนา เพราะได้นำมาใช้กับชีวิต เวลาผิดหวังก็นำมาใช้โดยไม่รู้ตัว ก็คิดว่า โลกเราก็แบบนี้แหละ ได้ลาภเสื่อม เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ

นำแนวคิดเหล่านี้มาใช้ในงานออกแบบให้พอเหมาะพอควรอย่างไร ?
เมื่อสิบปีที่แล้วตอนเรียนปริญญาตรี ผมเคยทำเรื่อง สถานีจอดและจร สมัยก่อนยังไม่มีงานออกแบบลักษณะนี้ คล้ายๆ สถานีรัชดาตอนนี้ที่ให้รถส่วนตัวมาจอด แล้วไปต่อรถไฟฟ้า ตอนนั้นผมเลือกทำโลเคชั่นจังหวัดนนทบุรี ทำเป็น Park and life ออกแบบโดยนำความเป็นสวนในจังหวัดนนทบุรีมาใช้ ส่วนการออกแบบออฟฟิคโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ผมลองออกแบบโดยไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ หรือใช้ให้น้อยที่สุดเฉพาะที่พักอาศัย ทางเดินก็ปลูกต้นไม้บังแดด สร้างแผงกันแดด หรือโซล่าเซลล์ผลิตไฟฟ้า ซึ่งตอนนั้นก็เป็นงานไม่เหมือนใครในรุ่นนั้น

อย่างเมื่อก่อนงานออกแบบห้างสรรพสินค้าที่ซอยย่อยเป็นหน่วยๆ แล้วเชื่อมต่อด้วยทางเดิน ไม่ติดเครื่องปรับอากาศ ใช้ต้นไม้ปรับอากาศ ปัจจุบันกลายเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ในยุคนี้ สมัยนั้นยังไม่มีภาพแบบนี้เลย ตอนนั้นเรื่องสิ่งแวดล้อมยังไม่บูม ส่วนหนึ่งผมก็ศึกษาจากพระราชดำรัสของในหลวงด้วย และหลายแนวคิดเพื่อนำมาตีความ ซึ่งต้องมีการพัฒนาตามลำดับขั้น ถ้าเป็นโมเดลของตะวันตก ชุมชนเมืองแบบพวกเขาใหญ่มาก ถ้าจะพัฒนาให้พอเพียง ผมว่า ยากมาก ผมก็เลยใช้แนวคิดว่า ถ้าทำเป็นชุมชนหน่วยย่อยๆ แต่ละหน่วยมีความพอเพียงในตัวเอง ภาพโดยรวมก็จะพอเพียงไปด้วย

แนวคิดแบบนี้ใช้ได้จริงหรือ
มีการหยิบยืมแนวคิดฝรั่งมาใช้ ในต่างประเทศมีความพยายามทำอยู่แล้ว ในชุมชนเล็กๆ ที่สมบูรณ์ในตัวเอง มีโรงเรียน มีบ้าน ทุกอย่างเพื่อให้คนเราใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนได้ หลักๆ คือ ลดการเดินทาง แต่ในเมืองไทยยังไม่มี เพราะการพัฒนาชุมชนเมืองบ้านเราไม่ได้วางแผน การแก้ปัญหาจึงเป็นไปได้ยาก ถ้าเป็นการออกแบบชุมชนเมือง ผมคิดว่า เราน่าจะเลือกจากหน่วยเล็กที่สุด เพื่อให้เกิดความพอเพียงและยั่งยืน ถ้าทำหน่วยเล็กๆ ได้ หน่วยใหญ่ก็จะพอเพียงได้ ผมมองเป็นจุดๆ มากกว่า ต้องทำชุมชนในละแวกบ้านให้ดีก่อน แล้วจะมีคนทำตาม อย่างชุมชนบ้านมั่นคง ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดวางสิ่งที่ต้องการ ออกแบบเอง โดยสถาปนิกแนะนำ ผมเคยลงไปดูชุมชนคลองลำนุ่น รามอินทรา มีการรวมกลุ่มอย่างเหนี่ยวแน่น ผมเห็นว่าชุมชนแออัดทุกแห่งเหมือนชุมชนชนบทในเมือง เวลาพัฒนาอะไรจะร่วมมือกัน แต่ขาดเรื่องคุณภาพชีวิต

โจทย์ในการสร้างสถาปนิกรุ่นใหม่ที่อาจารย์บอกว่าต้องรับใช้ชุมชนทำอย่างไร
มหาวิทยาลัยที่ผมสอนเน้นให้เด็กมีทักษะในการออกแบบและการแก้ปัญหา ไม่เน้นให้ออกแบบเชิงอุดมคติเกินไป เด็กๆ ต้องแกะแบบนามธรรมให้เป็นจริงได้ อาจารย์หลายคนในมหาวิทยาลัยที่นี่พยายามสอนเด็กแบบนั้น เมื่อออกแบบแล้ว ต้องสร้างรูปทรงอาคารได้จริง เพราะส่วนใหญ่เน้นสอนสถาปนิกให้เป็นดีไซเนอร์ เน้นกระบวนการออกแบบ ทำให้ดูซับซ้อนหรือค่อนข้างดูมีไอเดีย รูปทรงหวือหวา แต่การสอนที่นี่จะไม่เน้นความหวือหวา ต้องตอบให้ได้ว่า รูปทรงหวือหวอทำยังไง แก้ปัญหาให้ได้ ทั้งเรื่องความคิดสร้างสรรค์และเหตุผลในการออกแบบที่ทำได้จริง ผมเคยคุยกับอาจารย์หลายมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่มีปัญหาว่า ออกแบบไปแล้ว บางทีนำมาทำจริงๆ ไม่ค่อยได้ อยู่ในโลกอุดมคติมากไป ซึ่งจากนามธรรมมาเป็นรูปธรรมก็เป็นสิ่งที่พวกเราพยายามอุดช่องโหว่

หลักๆ ผมตั้งใจที่จะทำงานการออกแบบเพื่อชนบท ผมตั้งโจทย์ที่จะตั้งหน่วยงานออกแบบสถาปัตยกรรมชนบทในมหาวิทยาลัย แม้จะมีการออกค่ายทำงานตรงนี้บ้าง แต่ยังไม่ชัด ผมได้แนวคิดมาจากหน่วย Rural Studio ทีมสถาปนิกนักพัฒนาและนักศึกษาสถาปัตยกรรม สาขาวิชาออกแบบและก่อสร้าง มหาวิทยาลัย Auburn Alabama ในอเมริกา แทนที่จะให้นักศึกษาทำชิ้นงานออกแบบในกระดาษ ก็ให้ไปออกแบบศึกษากับชุมชนเลย เพื่อให้ออกแบบงานจริงๆ โดยใช้ทรัพยากรตรงนั้น นักศึกษาก็ไม่ใช่แค่ได้รับความรู้จากอาจารย์ ก็ได้ความรู้จากชาวบ้านและท้องถิ่น เป็นการกระจายความรู้สู่มหาวิทยาลัย และเอาความรู้สู่ท้องถิ่นด้วย

ผมจึงคิด ทำในนามของศูนย์บริการวิชาการในมหาวิทยาลัย ผมเคยร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งให้ผมทำโครงการออกแบบโรงเรียนชาวเขาที่แม่แจ่ม ศูนย์การเรียนรู้สมเด็จย่า เพราะเห็นว่า ผมมีความสนใจเรื่องชุมชนเมืองแบบพอเพียง ผมก็ได้ใช้ความรู้ตรงนี้ แต่ยังไม่ได้สร้างออกมา ผมใช้วัสดุพื้นถิ่นโมเดิร์น คือไม่ปฏิเสธสมัยใหม่ ถ้าเราคิดว่าใช้แล้วปลอดภัยและสะดวก ก็ใช้ แต่เอามารวมๆ กันแล้วมีอัตลักษณ์ท้องถิ่นอยู่ อย่างเด็กชาวเขาก็ใช้ชีวิตเหมือนปัจจุบัน ถ้าเราออกแบบบ้านให้เป็นแบบชาวเขายุคก่อน ก็คงไม่ตอบสนองการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ผมใช้โจทย์นั้นสนองสิ่งที่เขาใช้ บางอย่างก็ใช้วัสดุสมัยใหม่ราคาไม่แพง แต่คงวิญญาณของท้องถิ่น โดยเน้นความแข็งแรงคงทน ก็จะพรางให้อยู่ในคราบท้องถิ่น

อยากให้ขยายความแนวคิดสถาปัตยกรรมเพื่อชีวิต ?
ผมได้อ่านและเขียนงานของ แอนนา เฮอริงเกอร์ สถาปนิกอาสาที่ทำงานให้องค์กรเอกชนในประเทศโลกที่สาม ผลงานทุกชิ้นมุ่งรับใช้คนยากจนในชนบท ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากในประเทศโลกที่สามเห็นว่า หาทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากความล้าหลังและความยากจนได้เพื่อไปสู่ความเจริญอย่างประเทศพัฒนาแล้ว ก็คือ การลอกเลียนแบบประเทศที่เจริญแล้ว แต่แอนนาที่ซึ่งได้รับการศึกษาจากประเทศพัฒนาแล้ว เธอเกิดในเยอรมนีและเรียนที่ออสเตรีย แต่เธอกลับมองว่า ชาวโลกที่สามมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองได้ ซึ่งเธอได้พิสูจน์ความเชื่อนั้น จากเส่น่ห์ของงานสถาปัตยกรรมฝีมือเธอ งานทุกชิ้นสะท้อนภาพวิถีชีวิตผู้คนในชนบท และยังทำให้ผู้คนในชนบทหันมาเห็นความสำคัญของศักยภาพที่มีอยู่ในตนเอง ซึ่งเป็นเป้าหมายของสถาปัตยกรรมเพื่อชีวิต

หากจะทำเพื่อสังคม คนรุ่นใหม่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดอย่างไร ?
จากที่ผมดูวัฎจักรชีวิตของนักศึกษาที่เรียน หลายคนมาจากต่างจังหวัด แล้วที่สุดตั้งรกรากในกรุงเทพฯ ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด ถ้าทุกคนเป็นอย่างนี้หมด ภาพรวมของสังคมก็ไม่สมดุล คนส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่ยังมีงานออกแบบที่ต้องการสถาปนิกอีกเยอะที่เรามองไม่เห็น อย่างในชนบท หรือ แหล่งเสื่อมโทรม สถาปนิกน่าจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหา แต่ปัญหาคือ ถ้าออกไปทำแล้ว รายได้จะไม่เหมือนทำงานในเมือง จึงต้องมีหน่วยงานแบบนี้เข้ามาจัดการแก้ปัญหา นอกจากนักศึกษาที่เรียนมาด้านนี้ ก็ต้องมีสถาปนิกมืออาชีพคอยให้คำแนะนำด้วย ส่วนใหญ่ผมสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งการออกแบบให้ชุมชน ต้องใช้ความคิดของชุมชนมาออกแบบด้วย ผมก็เอาแนวคิดแบบนี้มาสอนนักศึกษาด้วย ไม่ใช่สถาปนิกเก่งคนเดียว ต้องมองดูว่า ชาวบ้านต้องการแบบไหน ผสมผสานสิ่งที่ควรจะเป็น แล้วเศรษฐกิจในมุมของผมคือ การบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากการสอนหนังสือ อาจารย์ยังสนใจเรื่องนวัตกรรมการเลือกใช้วัสดุโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ?
อีกบทบาทหนึ่ง ผมเป็นผู้ช่วยให้อาจารย์สิงห์ อินทรชูโต ในเรื่องการใช้วัสดุโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ทำไมมีการเลือกใช้วัสดุไม่คุ้มค่า ดูกันตั้งแต่วิสัยทัศน์ผู้นำในองค์กร ความรู้ของพนักงาน ปัจจัยอะไรมีอิทธิพลต่อการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้บ้าง ผมก็จะตามอาจารย์สิงห์ไปตามโรงงานต่างๆ บางแห่งมีเครื่องหนังเหลือใช้ก็นำมาผลิตโซฟา หรือโรงงานผ้า มีผ้าเหลือใช้ก็ต้องเพิ่มมูลค่า โดยการดีไซน์วัสดุรูปแบบใหม่ ผมก็เก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์องค์กรเพื่อช่วยอาจารย์

แล้วบทบาทการเป็นนักเขียนล่ะ ?
ผมเขียนด้านสถาปนิกให้นิตยสารอยู่สี่เล่ม พอผมอ่านเยอะๆ ก็มีอะไรอยากระบาย ตอนที่ทำวิทยานิพนธ์ก็ต้องมีผลงานในวารสารวิชาการระดับประเทศ เมื่อทำแล้วผมก็ติดใจ ผมชอบงานเขียนได้เสนอแนวคิดของเรา เมื่อผมชอบก็พยายามนำเสนอด้านสถาปนิกสีเขียว ซึ่งผมก็มีหนังสือรวมเล่ม GREEN SUS. จากที่นำเสนอเรื่องตึกใหญ่ๆ มีต้นไม้เยอะๆ รูปทรงแปลกๆ กังหันลมใหญ่ๆ เขียนไปเรื่อยๆ เริ่มซ้ำ ก็เลยมีสถาปัตยกรรมอีกแบบ ใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่า

สิ่งที่ผมนำเสนอก็เลยเชื่อมโยงกับความพอเพียงที่ผมทำ อย่างผมเคยเห็นงานของสถาปนิกไทยอย่างสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ ออกแบบอย่างง่ายๆ ใช้วัสดุเท่าที่มี โดยไม่ต้องบอกว่ากรีนหรือไม่กรีน แต่มีสำนึกของสิ่งแวดล้อมอยู่ในนั้น อย่างการออกแบบกุฏิให้พระ โดยใช้วัสดุที่หาได้ เอาหน้าต่างที่เหลือใช้มาประกอบ เอาเหล็กถูกๆ มาใช้ แล้วใช้สีกันสนิททาให้ดูดี และผมก็ชอบองค์กร Rural studio งานออกแบบที่ไม่ได้ทำตามโจทย์อย่างเดียว แต่มีความคิดสร้างสรรค์ การใช้งานก็น่าสนใจ

ในส่วนของแนวคิด Rural Studio อาจารย์บอกว่า เขียวแบบบ้านๆ สายพันธ์ USA เป็นอย่างไร
ในปัจจุบันร่อยรอยของความไม่ลงตัวระหว่างสังคมเมืองและชนบท ยังคงปรากฎให้เห็นอยู่เสมอ ในรูปความไม่เท่าเทียมกันในด้านต่างๆ และนับวันช่องว่างนี้ยิ่งมีแนวโน้มขยายห่างขึ้นเรื่อยๆ Rural Studio ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1992 โดยมีศาสตราจารย์แซมมวล มอคบีเป็นแกนนำ มีนโยบายหลักคือ หล่อหลอมให้นักศึกษามีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม และมีเป้าหมายให้ช่องว่างระหว่างคนเมืองกับคนชนบทได้รับการเติมเต็มมากขึ้น

เมื่อนักศึกษาเข้าใจความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างจำกัดในหลายด้าน พวกเขาเน้นแก้ปัญหาแบบบ้าน ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้านและองค์ความรู้ในการออกแบบ อย่างงาน Yancey Tire Chapel เมื่อปี 1995 ได้สร้างโบสถ์ที่มีผนังทำจากยางรถยนต์เก่าจำนวน 900 เส้น ยางเหล่านี้ยึดด้วยเหล็กเส้น ฉาบภายนอกด้วยปูน โครงสร้างหลังคามาจากบ้านเก่าละแวกนั้น นำมาจัดวางใหม่รูปทรงหลังคาแปลกสะดุดตา หรืองาน HERO Children ' s Center ปี 1998 พวกเขาสร้างอาคารศูนย์พักพิงสำหรับเด็ก เน้นบรรยากาศแบบชนบท อาคารคล้ายโรงนา มีลูกเล่นองค์ประกอบไม่ว่าจะหน้าต่างที่วางเอียง เสาทางเดินมีขนาดไม่เท่ากันและดูเหมือนบิดเบี้ยว หรือแผงฟินสำหรับบังแดดเป็นแนวเฉียง ไม่ตรงไปตรงมาเหมือนอาคารทั่วไป ชวนให้นึกถึงงานสถาปัตยกรรมประเภทรื้อโครงสร้าง ในยุค 80 แต่งานชิ้นนี้เป็นงาน Deconstruction หรือจะเรียกงาน Decon แบบบ้านจะเหมาะกว่า

ถ้าจะสร้างบ้านของตัวเองอาจารย์จะออกแบบแนวไหน
ผมจะคิดง่ายๆ ในกรอบเล็กและกรอบใหญ่คือ คนต้องอยู่แล้วสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาว เกินไป ไม่ใช้พลังงานมากเกินไปจนเบียดเบือนสิ่งแวดล้อม ผมคิดเรื่องบ้านไทยโบราณแต่ประยุกต์ในแบบของผม และความเป็นไทยไม่ใช่บ้านทรงไทย บ้านไม้ แต่เป็นวัสดุที่หาได้เพื่อทำเป็นบ้านไทยรูปแบบใหม่

ทักษะที่หายไปของมนุษย์ ที่อาจารย์บอกไว้ในหนังสือ จะขยายความได้ไหม
สิ่งที่มีบทบาทในการควบคุมพฤติกรรมของคนคือ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ สถาปนิกคือ คนที่กำหนดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ จะว่าออกแบบพฤติกรรมก็ได้ ออกแบบสภาพแวดล้อมให้คนอยู่แล้วสบาย มนุษย์มีทักษะในการสร้างที่อยู่อาศัยติดตัวมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล หากไม่นับเครื่องมือล่าสัตว์และเครื่องนุ่มห่มแล้ว ที่อยู่อาศัยน่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกๆ ที่เป็นผลผลิตจากมันสมองของเหล่าโฮโมซาเปียนส์ โดยมีทักษะที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอของมนุษย์ ในสมัยก่อนมนุษย์สร้างเรือนที่พักอาศัยด้วยวัสดุธรรมชาติที่หาได้รอบตัว มาถึงยุคอุตสาหกรรม

มนุษย์เริ่มสูญเสียทักษะในการสร้างที่อยู่อาศัยด้วยตัวเอง เมื่อวัสดุที่หาได้จากทรัพยากรธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยวัสดุจากโรงงาน จากแหล่งที่อยู่ไกลตัว และยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงในการก่อสร้าง ทำให้ทักษะการก่อสร้างแบบเดิม ซึ่งติดตัวมาตั้งแต่อดีต กลายเป็นส่วนเกินของชีวิตที่นับวันยิ่งใช้ประโยชน์ได้น้อยทุกที สำหรับผมแล้วต้องยอมรับความจริงว่า คงย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบโลกสวยเหมือนในอดีตไม่ได้แล้ว เพราะวิถีชีวิตทุกวันนี้ ไม่สามารถหลีกหนีจากการพึ่งระบบอุตสาหกรรม แต่ระดับการพึ่งพา ควรเป็นอย่างไร ผมคิดว่า ไม่ควรมากเกินไปจนบั่นทอนความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุด คือ หันกลับไปให้ความสำคัญกับธรรมชาติรอบตัวมากขึ้น