วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อ 'ศิลป์' ส่งเสียง

สื่อพลังศิลป์ ที่ไม่ว่าเฟรมผ้าหรือหน้าเพจล้วนสามารถใช้เป็น "พื้นที่" ส่งสาร สร้างกระแส เรียกแขกได้ทั้งยอดไลค์ และ(จูงมือกัน)ไปม็อบ

ท่ามกลางกระแสการชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ "สุดซอย" ที่กำลังเข้าไปคาเป็น "เผือกร้อน" อยู่กลางวงวุฒิสภาขณะนี้ ทำให้ "ความเห็นต่าง" ผลักดันให้ "แฟนขับ" ออกมาแสดงพลังตามเวทีชุมนุม ภาพโปสเตอร์ ใบปลิว แผ่นพับ ตลอดจนงานกราฟฟิกแนวๆ ยังกลายเป็น "สีสัน" และ "เจ๊ดัน" ปลุกให้คนตื่นตัวกับเหตุบ้านการเมืองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ถ้าจำกันได้ วันแรกๆ ของกระแสคัดค้าน ควบคู่ไปกับรอยเท้ากลางถนน ภาพโปรไฟล์บนหน้าเพจโซเชียลมีเดียต่างอุดมไปด้วย "ป้ายดำ" เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง ก่อนที่จะมี "ป้ายไม่เห็นด้วย" หลากหลายเวอร์ชั่นออกมาให้เลือกใช้

จนในที่สุด บรรดาผู้มีศิลปะในหัวใจต่างทยอยส่งชิ้นงานเข้า "ประชัน" ทรรศนะให้ชาวออนไลน์ตาม "ไลค์" ไล่ "แชร์" กันแทบไม่ทัน

------------------------------------

"ศิลปะเป็นสื่อสื่อหนึ่งที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างผู้สร้างกับผู้ที่รับชมเป็นหลัก" รศ.สุุธี คุณาวิชยานนท์ หัวหน้าภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรให้มุมมองถึงการใช้งานอาร์ตมาถ่ายทอดความเห็น ที่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ "ศิลปะ" ช่วยได้

"เพราะสารที่ต้องการสื่อมันอาจจะเป็นเรื่องซีเรียส เป็นเรื่องหนัก เข้าใจยาก ศิลปะก็จะมาช่วยทำให้รู้สึกเตะตา สะดุด หยุดมอง อันนี้ก็ต้องใช้ความเป็นศิลปะมาคิดว่าทำยังไง ถึงจะมีอิมแพ็คกับสายตาของคน แล้วก็ได้รับสารที่ว่านั้นๆ ก่อนจะแปลงข้อความให้เป็นภาพ ดึงดูด ซึ่งจะทำให้เรื่องที่ดูจริงจัง เข้าใจยาก เข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วย"

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราค่อนข้างคุ้นชินกับการนำศิลปะมาใช้ขับเคลื่อนอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเมือง

"ในแง่ของ Propaganda เท่าที่เห็น ทั้งโปสเตอร์รณรงค์ ทั้งผู้ปกครองและประชาชนก็ใช้ศิลปะในการสื่อสารความคิดของตัวเองออกมา อย่าง โปสเตอร์ I Want You ของอเมริกาในช่วงสงครามโลกที่ต้องการให้ทุกคนเป็นทหารก็เป็นตัวอย่างชัดเจนอย่างหนึ่ง และได้ผลด้วย" ทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ หรือ หมอ การ์ตูนนิสต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจยกตัวอย่าง

สำหรับประเทศไทยนั้น เขาเล่าว่ามีมาตั้งแต่ "ยุคมาลานำไทย" ที่รัฐต้องการให้ประชาชนเลิกกินหมาก สวมหมวก ก็บอกกล่าวผ่านภาพโปสเตอร์ ซึ่งจุดที่ถือว่าชัดเจนที่สุดในแง่ของการเป็น "ที่ระบายอารมณ์" นั้นเขาบอกว่าอยู่ในยุค 60'S - 70'S หรือยุคบุปผาชนที่กำลังเรียกร้องถามหาสันติภาพให้กับโลก ศิลปะทุกแขนงไม่ว่าจะเป็น ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพยนตร์ ดนตรี วรรณกรรม ล้วนแล้วแต่ถูกใช้ในเรื่องของการเมืองทั้งนั้น

...จนมาถึงม็อบรุ่น "โซเชียลเน็ตเวิร์ก" ...

ภายหลังจากเกิดแรงปะทุทำให้คนออกมาชุมนุม (ไม่ว่าสีไหน ประเด็นอะไรก็ตาม) สิ่งที่เดินตามกันมาติดๆ มักเป็น "งานออกแบบ" ที่นอกจากจะเป็น "ลายเซ็น" ของงานนั้นแล้ว คนดูยังรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องปริปากบอก

"ตั้งแต่วันแรกๆ ก็เริ่มมีการใช้งานออกแบบ งานศิลปะเข้าไปแสดงความรู้สึกของตัวเองที่จะให้ร่วมรณรงค์ แต่วันหลังๆ ก็เริ่มมีเพียวอาร์ต (Pure Art) มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของสถาบันการศึกษา หรือคนทำงานศิลปะ ในสังคมออนไลน์ ก็มีเยอะมาก เราจะเห็นในส่วนการออกแบบของแต่ละคนก็มีเยอะ" อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ คณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากรเล่าถึงพัฒนาการของงานศิลปะที่เกิดขึ้นในการชุมนุม

เขาชวนตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชิ้นงานในห้วงสถานการณ์นั้น ทำให้เห็นว่า สื่อการออกแบบ และศิลปะสามารถใช้งานได้กับทุกประเด็นจริงๆ

"สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พิเศษ เพราะเราจะเห็นการตื่นตัวของศิลปิน และนักออกแบบเยอะมาก และประเด็นที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราก็จะได้เห็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เครียดจนเกินไป มันมีเรื่องดีไซน์ มีเรื่องอะไรให้ตาม ซึ่งหากลองรวบรวมงานต่างๆ ที่ปรากฏมารวมกันเราก็จะได้เห็นรอยต่อชิ้นหนึ่งทางประวัติศาสตร์ศิลปะและการออกแบบของประเทศไทยได้เหมือนกัน"

"บทบันทึกทางประวัติศาสตร์" เป็นเรื่องเดียวกันกับการ์ตูนนิสต์อย่าง "หมอ" นอกเหนือจากความงามในเชิงศิลปะ

"จะเห็นเลยว่า ช่วงเวลานั้น คนเขาคิดอะไรกัน" เขายืนยัน

เหมือนกับ วิภว์ บูรพาเดชะ บรรณาธิการนิตยสาร Happening ที่ชวนเครือข่ายศิลปินมาเปิดอัลบั้มงานศิลปะบนหน้าแฟนเพจของ happening mag ค้นพบว่า งานคอนเซปต์นี้มีเรื่องราวซ่อนอยู่เยอะมาก

"คนส่วนใหญ่มักจะแสดงความไม่เห็นด้วย คัดค้าน และต่อต้าน เพียงแต่ว่าดีกรีจะไม่เท่ากัน อย่างอาจารย์สันติ ลอรัชวี กราฟฟิกดีไซเนอร์ชื่อดัง แกออกแบบภาพ 4 เหลี่ยมเหมือนที่เราเห็นกันทั่วไป แต่ข้างในแกจะเขียนขึ้นมาคำหนึ่ง ซึ่งกราฟฟิกดีไซเนอร์จะรู้กันว่าเป็นคำหลอก ซึ่งแกก็ให้เหตุผลว่า คนที่คัดค้านต่างก็มีหลายเหตุผล ลองหาเหตุผลของตัวเองดูว่าคืออะไร"

หากยิ่งมองในแง่ปรากฏการณ์ เทคโนโลยีก็ช่วยให้การทำงานง่ายและแพร่หลายขึ้น เพื่อดึงคน ดึงอารมณ์ร่วมในการรณรงค์ผ่านงานศิลปะ ซึ่งถูกใช้ซ่อนความหมายอย่างแหลมคม และมีชั้นเชิง

"คนที่ต้องการเคลื่อนไหว แล้วรู้จักใช้ศิลปะให้เหมาะสม มันก็จะช่วยในการสื่อสาร และสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการได้" หัวหน้าภาควิชาทฤษฎีศิลป์ จากรั้ววังท่าพระย้ำ