สื่อพลังศิลป์ ที่ไม่ว่าเฟรมผ้าหรือหน้าเพจล้วนสามารถใช้เป็น "พื้นที่" ส่งสาร สร้างกระแส เรียกแขกได้ทั้งยอดไลค์ และ(จูงมือกัน)ไปม็อบ
ท่ามกลางกระแสการชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ "สุดซอย" ที่กำลังเข้าไปคาเป็น "เผือกร้อน" อยู่กลางวงวุฒิสภาขณะนี้ ทำให้ "ความเห็นต่าง" ผลักดันให้ "แฟนขับ" ออกมาแสดงพลังตามเวทีชุมนุม ภาพโปสเตอร์ ใบปลิว แผ่นพับ ตลอดจนงานกราฟฟิกแนวๆ ยังกลายเป็น "สีสัน" และ "เจ๊ดัน" ปลุกให้คนตื่นตัวกับเหตุบ้านการเมืองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าจำกันได้ วันแรกๆ ของกระแสคัดค้าน ควบคู่ไปกับรอยเท้ากลางถนน ภาพโปรไฟล์บนหน้าเพจโซเชียลมีเดียต่างอุดมไปด้วย "ป้ายดำ" เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง ก่อนที่จะมี "ป้ายไม่เห็นด้วย" หลากหลายเวอร์ชั่นออกมาให้เลือกใช้
จนในที่สุด บรรดาผู้มีศิลปะในหัวใจต่างทยอยส่งชิ้นงานเข้า "ประชัน" ทรรศนะให้ชาวออนไลน์ตาม "ไลค์" ไล่ "แชร์" กันแทบไม่ทัน
------------------------------------
"ศิลปะเป็นสื่อสื่อหนึ่งที่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างผู้สร้างกับผู้ที่รับชมเป็นหลัก" รศ.สุุธี คุณาวิชยานนท์ หัวหน้าภาควิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากรให้มุมมองถึงการใช้งานอาร์ตมาถ่ายทอดความเห็น ที่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ "ศิลปะ" ช่วยได้
"เพราะสารที่ต้องการสื่อมันอาจจะเป็นเรื่องซีเรียส เป็นเรื่องหนัก เข้าใจยาก ศิลปะก็จะมาช่วยทำให้รู้สึกเตะตา สะดุด หยุดมอง อันนี้ก็ต้องใช้ความเป็นศิลปะมาคิดว่าทำยังไง ถึงจะมีอิมแพ็คกับสายตาของคน แล้วก็ได้รับสารที่ว่านั้นๆ ก่อนจะแปลงข้อความให้เป็นภาพ ดึงดูด ซึ่งจะทำให้เรื่องที่ดูจริงจัง เข้าใจยาก เข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วย"
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราค่อนข้างคุ้นชินกับการนำศิลปะมาใช้ขับเคลื่อนอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเมือง
"ในแง่ของ Propaganda เท่าที่เห็น ทั้งโปสเตอร์รณรงค์ ทั้งผู้ปกครองและประชาชนก็ใช้ศิลปะในการสื่อสารความคิดของตัวเองออกมา อย่าง โปสเตอร์ I Want You ของอเมริกาในช่วงสงครามโลกที่ต้องการให้ทุกคนเป็นทหารก็เป็นตัวอย่างชัดเจนอย่างหนึ่ง และได้ผลด้วย" ทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์ หรือ หมอ การ์ตูนนิสต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจยกตัวอย่าง
สำหรับประเทศไทยนั้น เขาเล่าว่ามีมาตั้งแต่ "ยุคมาลานำไทย" ที่รัฐต้องการให้ประชาชนเลิกกินหมาก สวมหมวก ก็บอกกล่าวผ่านภาพโปสเตอร์ ซึ่งจุดที่ถือว่าชัดเจนที่สุดในแง่ของการเป็น "ที่ระบายอารมณ์" นั้นเขาบอกว่าอยู่ในยุค 60'S - 70'S หรือยุคบุปผาชนที่กำลังเรียกร้องถามหาสันติภาพให้กับโลก ศิลปะทุกแขนงไม่ว่าจะเป็น ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพยนตร์ ดนตรี วรรณกรรม ล้วนแล้วแต่ถูกใช้ในเรื่องของการเมืองทั้งนั้น
...จนมาถึงม็อบรุ่น "โซเชียลเน็ตเวิร์ก" ...
ภายหลังจากเกิดแรงปะทุทำให้คนออกมาชุมนุม (ไม่ว่าสีไหน ประเด็นอะไรก็ตาม) สิ่งที่เดินตามกันมาติดๆ มักเป็น "งานออกแบบ" ที่นอกจากจะเป็น "ลายเซ็น" ของงานนั้นแล้ว คนดูยังรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องปริปากบอก
"ตั้งแต่วันแรกๆ ก็เริ่มมีการใช้งานออกแบบ งานศิลปะเข้าไปแสดงความรู้สึกของตัวเองที่จะให้ร่วมรณรงค์ แต่วันหลังๆ ก็เริ่มมีเพียวอาร์ต (Pure Art) มากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของสถาบันการศึกษา หรือคนทำงานศิลปะ ในสังคมออนไลน์ ก็มีเยอะมาก เราจะเห็นในส่วนการออกแบบของแต่ละคนก็มีเยอะ" อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ คณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากรเล่าถึงพัฒนาการของงานศิลปะที่เกิดขึ้นในการชุมนุม
เขาชวนตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชิ้นงานในห้วงสถานการณ์นั้น ทำให้เห็นว่า สื่อการออกแบบ และศิลปะสามารถใช้งานได้กับทุกประเด็นจริงๆ
"สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พิเศษ เพราะเราจะเห็นการตื่นตัวของศิลปิน และนักออกแบบเยอะมาก และประเด็นที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราก็จะได้เห็นความเคลื่อนไหวที่ไม่เครียดจนเกินไป มันมีเรื่องดีไซน์ มีเรื่องอะไรให้ตาม ซึ่งหากลองรวบรวมงานต่างๆ ที่ปรากฏมารวมกันเราก็จะได้เห็นรอยต่อชิ้นหนึ่งทางประวัติศาสตร์ศิลปะและการออกแบบของประเทศไทยได้เหมือนกัน"
"บทบันทึกทางประวัติศาสตร์" เป็นเรื่องเดียวกันกับการ์ตูนนิสต์อย่าง "หมอ" นอกเหนือจากความงามในเชิงศิลปะ
"จะเห็นเลยว่า ช่วงเวลานั้น คนเขาคิดอะไรกัน" เขายืนยัน
เหมือนกับ วิภว์ บูรพาเดชะ บรรณาธิการนิตยสาร Happening ที่ชวนเครือข่ายศิลปินมาเปิดอัลบั้มงานศิลปะบนหน้าแฟนเพจของ happening mag ค้นพบว่า งานคอนเซปต์นี้มีเรื่องราวซ่อนอยู่เยอะมาก
"คนส่วนใหญ่มักจะแสดงความไม่เห็นด้วย คัดค้าน และต่อต้าน เพียงแต่ว่าดีกรีจะไม่เท่ากัน อย่างอาจารย์สันติ ลอรัชวี กราฟฟิกดีไซเนอร์ชื่อดัง แกออกแบบภาพ 4 เหลี่ยมเหมือนที่เราเห็นกันทั่วไป แต่ข้างในแกจะเขียนขึ้นมาคำหนึ่ง ซึ่งกราฟฟิกดีไซเนอร์จะรู้กันว่าเป็นคำหลอก ซึ่งแกก็ให้เหตุผลว่า คนที่คัดค้านต่างก็มีหลายเหตุผล ลองหาเหตุผลของตัวเองดูว่าคืออะไร"
หากยิ่งมองในแง่ปรากฏการณ์ เทคโนโลยีก็ช่วยให้การทำงานง่ายและแพร่หลายขึ้น เพื่อดึงคน ดึงอารมณ์ร่วมในการรณรงค์ผ่านงานศิลปะ ซึ่งถูกใช้ซ่อนความหมายอย่างแหลมคม และมีชั้นเชิง
"คนที่ต้องการเคลื่อนไหว แล้วรู้จักใช้ศิลปะให้เหมาะสม มันก็จะช่วยในการสื่อสาร และสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการได้" หัวหน้าภาควิชาทฤษฎีศิลป์ จากรั้ววังท่าพระย้ำ





