ไม่เพียงเป็นผู้บริหารหญิงคนเก่งเท่านั้น แต่เธอคนนี้ยังมีหลักในการทำงานและการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจมากทีเดียว
แม้ว่าจะคร่ำหวอดอยู่ในวงการไฟแนนซ์มานาน แต่การเปลี่ยนเส้นทางการทำงานมาขึ้นแท่นตำแหน่ง 'ผู้อำนวยการส่วนงานกลุ่มบริหารธุรการ บริษัทแคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด' นั้น ก็ไม่ได้ทำให้ความสามารถของ สุภาณี ศรีวิเชียร บิดเบือนไปจากเดิม แต่ยิ่งทำให้เสริมการทำงานในเส้นทางใหม่นี้ให้เข้มข้นและเข้าถึงชุมชนและผู้บริโภคได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
"หัวใจหลักของการทำงานคือ จิตอาสา องค์กรใดถ้าหากเขามีงานทางด้าน CSR หลักสำคัญที่สุดคือเขาอยากให้พนักงานของเขาภูมิใจกับการที่องค์กรได้เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะให้อะไรกับสังคม" สุภาณี เล่าถึงหลักการสำคัญของการทำงานเกี่ยวกับโครงการพัฒนาสังคมเพื่อความยั่งยืน
นอกจากนั้นเธอยังย้ำว่าการจะทำงานด้านนี้ให้ได้อย่างสมบูรณ์พร้อม ต้องมีจิตใจโอบอ้อมอารี เกื้อกูลผู้อื่น รวมถึงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวด้วย
- ทราบว่าคุณมีหลักการคือทำงานควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ช่วยเล่าถึงหลักการนี้ให้ฟังหน่อยค่ะ
ในแง่ของปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ เรามีหลักของ 'เคียวเซ' (Kyosei) เป็นปรัชญาในองค์กรของแคนนอนทั้งหมด หมายถึงการพัฒนาและเติบโตอย่างมั่นคงไปพร้อมๆ กับการสร้างสรรค์โลกและความสุขของมวลมนุษย์ ซึ่งในทุกองค์กรของเราต้องนำมาปรับใช้ให้เข้ากับการทำงาน หมายถึงว่า ถ้าเราเข้าไปทำธุรกิจกับประเทศไหนก็ตาม เราจะไม่ได้มุ่งเน้นแค่ตัวธุรกิจอย่างเดียว แต่ต้องเติบโตคู่กันไปกับด้านของสังคมด้วย แล้วก็จะต้องดูเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทั้งหลายด้วย
ในด้านสังคมที่เรามาตั้งฐานธุรกิจอยู่ ทุกที่ที่แคนนอนเข้าไปทำธุรกิจก็จะเน้นเรื่องของ CSR Activity ทั้งหลาย คือเราก็จะมีกรอบกว้างๆ มาจากทางญี่ปุ่นว่า เราจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องของการพัฒนาสังคมที่เราอยู่ อย่างเช่นเรื่องของภัยพิบัติต่างๆ ที่ทุกวันนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เราก็จะต้องเข้าไปช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรม นอกจากนี้เราต้องมีส่วนร่วมในแง่ของเชิงวัฒนธรรมด้วย ต้องส่งเสริมเรื่องศิลปวัฒนธรรม การกีฬา เรื่องการศึกษา รวมถึงในแง่ของคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนที่เราเข้าไปอยู่ ซึ่งเหล่านี้ต้องทำแบบระยะยาว
- อย่างในเรื่องของพลังงานสะอาด ปีนี้มีอะไรอัพเดทบ้าง
ตอนนี้เราก็ยังเดินทางไปแจกกังหันลมอยู่เหมือนเดิม และสำหรับปีนี้เราแพลนว่าจะติดเพิ่มอีก 7 แห่ง ซึ่งตอนนี้ก็ดำเนินการไป 4แห่งแล้ว และก็มีการเพิ่มเทคโนโลยีแบบไฮบริดเข้าไปด้วย ปีนี้ยังคงเน้นการส่งมอบกังหันลมเพื่อการผลิตไฟฟ้าไปให้กับโรงเรียนในพื้นที่ชนบท ตั้งแต่ปี 2551 ที่เริ่มโครงการมาจนถึงปีที่แล้วเราติดไป 29 โรงเรียน บวกอีก 1 โครงการหลวง ก็พยายามกระจายให้กว้างๆ ปีนี้รวมทั้งสิ้นตั้งแต่เริ่มโครงการมาเราติดไปแล้ว 37 ตัว
ตั้งแต่เริ่มโครงการตอนปี 2551 จนถึงตอนนี้ เราคิดว่าเรื่องพลังงานก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญในระดับโลกและกับประเทศไทยเอง จริงๆ แล้วกังหันลมนี้คงเป็นไม่ใช่คอนเซ็ปต์ใหม่ เพราะเมืองนอกเขาใช้มาเยอะแล้ว แต่ว่าในเมืองไทยยังน้อยอยู่ และเรามองว่ามันน่าจะเป็นอะไรที่ยั่งยืนได้เพราะว่าอย่างในตัวกังหันเองก็ไม่ได้ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายในการวางระบบ และการติดตั้งก็น้อย และตัวพลังงานที่ได้ก็ได้จากพลังงานลมซึ่งก็ไม่ต้องซื้อหามา ทุกพื้นที่ที่เราไปติดให้ เราสำรวจแล้วว่ามีภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมในการใช้กังหันผลิตไฟฟ้าได้ ถ้าไปดูตามโรงเรียนต่างจังหวัดจริงๆ เขาก็ขาดแคลน ตัวนี้จะช่วยประหยัดค่าไฟ ก็ถือว่าช่วยเขาได้มากทีเดียว
-การทำงานในตำแหน่งใหม่คงจะต้องปรับตัวมากพอสมควร มี work life balance อย่างไรบ้างคะ
ก็เครียดนะคะ โดยเฉพาะเวลาเดินทางอาจจะเครียดมากหน่อย ถ้าพูดถึงการบาลานซ์คงจะอยู่ที่การทำงานอดิเรก ซึ่งงานอดิเรกที่เคยทำมามันก็แล้วแต่ช่วงอายุ อย่างเมื่อก่อนอายุน้อยๆ ยังมีแรงเยอะ ก็เดินทางเยอะหน่อย สมัยเรียนนี่เราจะออกค่ายบ่อยมาก ถ้าเป็นช่วงปิดเทอมซัมเมอร์นี่ไม่ค่อยอยู่บ้าน จะออกค่ายบ่อยๆ แล้วพอช่วงหนึ่งซึ่งทำงานแล้ว มีอยู่บางปีที่ทำงานเยอะ ได้เดินทางบ่อยๆ ก็จะมีได้เดินทางท่องเที่ยวบ้างหลังจากที่ไปสัมมนา ไปเวิร์คชอป เราก็จะจัดทริปสั้นๆ เดินทางต่างประเทศ ก็ช่วยได้เยอะในแง่ของการได้เห็นอะไรใหม่ๆ
แต่ว่าช่วง 2-3 ปีหลังนี้ยุ่งเรื่องงานใหม่ ก็จะไม่ค่อยได้ออกต่างประเทศแล้ว หลังๆ ก็จะเดินทางใกล้ๆ ในเมืองไทย และก็มักจะ combine กับครอบครัว คือบ้านเราคนเยอะ มีญาติๆ กระจายไปอยู่ตามต่างจังหวัดก็เยอะ อย่างไปทางอีสานก็จะไปจังหวัดเลย ไปบุรีรัมย์ ก็คือเลือกจากที่มีญาติๆ เราอยู่ แล้วก็จัดทริปแบบใกล้ๆ บ้านญาติ ได้เที่ยวด้วย ได้ไปเยี่ยมญาติด้วย
-ตอนที่ออกค่าย ไปที่ไหนมาบ้างคะ
ส่วนใหญ่จะจัดค่ายไปลงตามโรงเรียนชนบท ไปทำห้องสมุดโรงเรียนบ้าง มีเกี่ยวกับวัดบ้าง สร้างโน่นสร้างนี่ นิดๆ หน่อยๆ ตามแบบค่ายอาสาของมหาวิทยาลัยที่ไปกัน ก็ไปกันทีเกือบเดือน ช่วงซัมเมอร์ ก็จะไปอยู่บ้านชาวบ้าน ไปทำโน่นทำนี่ให้ชุมชน ซึ่งเรามองว่าตรงนี้เราได้อะไรกลับมามากกว่าสิ่งปลูกสร้างที่เราไปสร้างให้เขาเสียอีก เราได้ไปเรียนรู้วิถีชีวิตเขา ได้ซึมซับการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ได้สนุกสนานกับเพื่อนๆ
-นอกจากงานจิตอาสา ก็ยังชอบเดินทางท่องเที่ยวด้วย?
มีช่วงหนึ่งไปฮ่องกงบ่อยมาก ประมาณว่าเป็นบ้านหลังที่สองของเราเลย เพราะตอนนั้นงานเราอยู่ที่ฮ่องกง ก็ไปอยู่นั่นนานมาก และหลังๆ บริษัทเก่ามี Based ที่ยุโรป ก็เลยไปเที่ยวแถวยุโรปเยอะ ก็มีไปลิกเตนสไตน์ สวิสเซอร์แลนด์ ปราก หรืออย่างเนเธอแลนด์เรามี Headquarter อยู่ที่นั่น มีประชุมคุยงานกันสัก 2-3 วัน หลังจากนั้นเราก็จะไปเที่ยวกับเพื่้อนแถวๆ นั้น ใกล้ๆ กัน
-สไตล์การเที่ยวของคุณเป็นแบบไหน
ก็เน้นแบบ Lowcost (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เวลาเดินทางเราเดินทางไปคนเดียวอยู่แล้ว ก็จะเป็นพวก Day Trip ใกล้ๆ ชอบไปแบบนี้มากกว่า ใช้เวลาไม่เยอะ ก็สะดวกดี เวลาจองห้องพัก จองโรงแรม หรือจองตั๋วเดินทาง ก็จองผ่านทางอินเทอร์เนต มันง่าย ส่วนตัวก็ชอบเที่ยวทั้งแบบธรรมชาติ ทั้งด้านสถาปัตยกรรมนะ หรือ Museum ก็ชอบ บางที่อย่างเนเธอร์แลนด์ Museum เขาสุดยอดเลย แล้วก็จะมีพวกศิลปิน พวกจิตรกรเยอะมาก แต่ถ้าไป Museum ก็ต้องเตรียมตัวนิดนึง ต้องอ่านข้อมูลไปบ้าง เพราะถ้าไปเดินดูเฉยๆ มันไม่สนุก ไม่ค่อยได้อะไรสักเท่าไหร่
-ประทับใจที่ไหนเป็นพิเศษคะ
ชอบปราก เพราะว่าสวยมาก และก็เที่ยวง่าย ก็คือเมืองมันไม่ได้ใหญ่มากแล้วก็ตื่นตาตื่นใจ สำหรับเราเป็นคนเอเชียแล้วได้ไปอยู่ที่นั่น ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สถาปัตยกรรมของเขาสวยมากเลย มันดูสะดวกสบาย จะไปไหน อะไรยังไง แพลนง่ายมากเลย เที่ยวง่าย ไปที่นี่แทบไม่จำเป็นต้องใช้ไกด์เลย แล้วธรรมชาติของเมืองเขาก็โอเค
-เป็นอีกคนที่เดินทางเยอะเหมือนกัน มองว่าการได้ออกเดินทางแต่ละครั้งให้อะไรกับเราบ้างคะ
ให้เยอะนะ แค่ออกไปก็ได้เห็นอะไรเยอะแล้ว ยิ่งเราเองเดินทางคนเดียวบ่อย มันหมายถึงว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเรา จะไปเจอใคร จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายังไง เพราะว่าพอไปถึงก็ต้องดูว่าใครจะมารับ จะขึ้นรถไฟตรงไหน ขึ้นแท๊กซี่ตรงไหน มันต้องแพลนตลอดเวลา แล้วก็บางทีมันก็อาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเข้ามาแล้วมันต้องแก้ปัญหา เราว่าการได้เดินทางบ่อยๆ มันช่วยให้ระดับความมั่นใจของเราเพิ่มขึ้นเยอะเลย ทุกครั้งที่เดินทาง แล้วก็ที่ชอบอีกอย่างคือได้เจอคนใหม่ๆ ยิ่งเราไปคนเดียว ยิ่งต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้า คนต่างถิ่น มันก็ยิ่งจะได้มุมมองอะไรใหม่ๆ ค่อนข้างเยอะ ทุกที่เลยไม่ว่าจะเป็นเมืองไทยหรือต่างประเทศ
- แล้วในการดำเนินชีวิตล่ะค่ะ ยึดหลักอะไรที่จะทำให้เรามั่นคง เข้มแข็ง และผ่านอุปสรรคไปได้
มีความเชื่อว่าคนเราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ มันต้องมีการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ว่าจะในการทำงานหรือในการดำเนินชีวิต อย่างในเรื่องการทำงาน ไม่ว่าจะแผนกอะไรก็ไม่สามารถที่จะแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้เต็มร้อย ถ้าไม่ได้การช่วยเหลือพึ่งพาเกื้อกูลจากแผนกอื่นๆ งานมันลิงค์กันตลอดทั้งองค์กร ฉะนั้นนอกจากเราจะต้องเข้าใจเนื้องานในส่วนของเราแล้ว มันก็จะต้องเข้าใจปฏิสัมพันธ์ที่เราจะต้องมีกับแผนกอื่นๆ ด้วย การเข้าใจตรงนี้มันก็จะช่วยเสริมงานของเรา และเราก็ต้องช่วยเสริมเกื้อกูลแผนกอื่น
ในขณะเดียวกันในแง่ของการดำเนินชีวิต ถ้าเราพยายามจะไม่พึ่งพาใครเลยสักคนเดียว แต่ที่สุดแล้วยังไงมันก็ต้องมีสักครั้งหนึ่งที่เราอาจจะต้องขอความช่วยเหลือคนอื่น คือทุกคนย่อมไม่อยากเป็นภาระของคนอื่น แต่มันมักจะต้องมีสักครั้งในชีวิตที่เราต้องไปพึ่งพาเขาจนได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
ในเมื่อวันนี้เรายังพอเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ เราก็น่าจะทำให้เต็มที่ เพราะว่าสักวันหนึ่งเราก็อาจจะต้องไปพึ่งเขาเหมือนกัน





