ในภาวะที่รายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลายเป็นรายได้หลักของหลายประเทศทั่วโลก
แนวคิดเรื่อง “วีซ่าเดียวเที่ยวทั่ว” จึงถูกรัฐบาลหลายประเทศหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เพื่อดึงดูดและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศที่มีความตกลงร่วมมือกันอันจะนำไปสู่การสร้างรายได้เข้าประเทศมากขึ้น
ตัวอย่างของความสำเร็จตรงนี้คือ “วีซ่าเชงเก้น” ที่เป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศในยุโรปที่เป็นสมาชิกเชงเก้นที่ออกนโยบายการใช้วีซ่าร่วมกัน วีซ่าชนิดนี้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปเที่ยวยุโรปหลายๆ ประเทศต่อเนื่องกันในทริปเดียว นักท่องเที่ยวไม่ต้องเสียเวลาขอยื่นวีซ่าเข้าทุกๆ ประเทศที่จะเดินทางไปเที่ยว โดยสามารถใช้เพียงวีซ่าเชงเก้นก็สามารถเดินทางเข้าได้ทุกประเทศที่เป็นสมาชิกเชงเก้นซึ่ง ปัจจุบันมีสมาชิก 26 ประเทศ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไอเดียนี้ก็ถูกหยิบยกมาพูดในสมาชิกของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ โดย อับดุล ราฮิม ฮัสซัน นากิ เลขาธิการของสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของสหพันธรัฐแห่งคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Federation of Gulf Cooperation Council Chambers of Commerce and Industry หรือ FGCC Chambers) ออกมาเสนอแนะให้นำวีซ่าแบบเชงเก้นมาใช้ในกลุ่มประเทศรอบอ่าวเปอร์เชีย (GCC) อันประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน
จุดมุ่งหมายหลักของการเสนอให้ใช้วีซ่าแบบเดียวกับเชงเก้น หรือ “GCC เชงเก้น” ก็เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งประเทศในกลุ่ม GCC หรือประเทศอื่นๆ และช่วยให้พวกเขาเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศสมาชิกได้อย่างสะดวก
“วีซ่าแบบใหม่จะก่อให้เกิดประโยชน์อันน่าประทับใจสำหรับเศรษฐกิจในอ่าวเปอร์เซีย ช่วยส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาค และช่วยเพิ่มรายได้ของประชาชนในขณะที่ยังคงรักษาอำนาจอธิปไตยของแต่ละรัฐ” เขากล่าว
ดินแดนแห่งซาฟารีอย่างเคนยาก็เพิ่งมีการเสนอให้มีการพิจารณาออกวีซ่าแบบใหม่ที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวที่รักการท่องป่าและส่องสัตว์ในประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกสามารถเดินทางไปชมสัตว์ป่าที่ประเทศเพื่อนบ้านได้โดยใช้วีซ่าเดียวกัน
ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวป่าซาฟารีที่ต้องการเดินทางไปยังเคนยาและแทนซาเนียต้องได้รับวีซ่าสำหรับแต่ละประเทศโดยส่วนใหญ่เป็นการขอวีซ่าเมื่อมาถึงสนามบิน แต่เคนยามีความกระตือรือร้นที่จะนำเสนอวีซ่าเดียวเที่ยวทั่วมาใช้กับประเทศสมาชิกของ "กลุ่มประชาคมแอฟริกาตะวันออก” (East African Community) ซึ่งประกอบด้วย เคนยา บุรุนดี รวันดา ยูกันดา และแทนซาเนีย
ไอเดียเรื่องการใช้วีซ่าร่วมสำหรับประเทศในกลุ่มนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกในปี 2005 แต่ไม่ได้รับการขานรับเนื่องจากประเทศสมาชิกมีความเป็นห่วงในเรื่องของค่าธรรมเนียม ส่วนแบ่งรายได้และเรื่องความปลอดภัย แต่ล่าสุดถูกนำมาปัดฝุ่นเสนอใหม่โดยประธานาธิบดีอูฮูรู เคนยัตตา แห่งเคนยาที่ประกาศเรื่องนี้กลางที่ประชุมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่จัดขึ้นที่ไนโรบี เมืองหลวงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
"เราพร้อมจะทำงานด้านยุทธศาตร์ร่วมกับสมาชิกในกลุ่ม เมื่อเราทำการตลาดโปรโมทให้คนมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติมาไซมาร่าของเรา เราจะชักชวนให้พวกเขามาชมลิงกอริลลาในยูกันดาด้วย" อูฮูรูกล่าว
ในภูมิภาคอาเซียนเองก็เคยมีข้อเสนอเกี่ยวกับ “ASEAN Common Visa” หรือวีซ่าเดินทางเข้าในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของประเทศอินโดนีเซียในปี 2011 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่ชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในประเทศในอาเซียน โดยแทนที่จะต้องขอวีซ่าจากประเทศต่างๆ เป็นรายประเทศ ก็สามารถขอวีซ่าจากประเทศใดประเทศหนึ่งในอาเซียนเพื่อใช้ประกอบการเดินทางภายในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนได้เลย แต่ยังต้องผ่านการตรวจการเดินทางเข้า-ออกเมืองตามด่านต่างๆ ขณะนี้อาเซียนกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้วีซ่าเดียวเที่ยวทั่วอาเซียนโดยจะประเมินผลดี-ผลเสีย ปัญหาและอุปสรรคก่อน
เมื่อกลางปีที่ผ่านมา รัฐบาลของสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ก็มีแผนการที่จะออกวีซ่าที่ใช้ร่วมกันของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าออกระหว่างสองประเทศหรือวีซ่าเดียวเข้าออกได้สองประเทศเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะสามารถทดลองนำร่องใช้ได้ภายในปีนี้
เมื่อสองปีก่อนทั้งสองประเทศเคยมีข้อตกลงร่วมกันว่าด้วยการอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจาก 17 ประเทศที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษสามารถเดินทางเข้าไอร์แลนด์ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ปรากฎว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไอร์แลนด์เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 21 ในปีแรกของการใช้ข้อตกลงดังกล่าว จนรัฐบาลต้องขยายเวลาไปจนถึงปี 2016
สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์อยู่ในกลุ่มประเทศ “Common Travel Area” ซึ่งประกอบด้วย ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เกาะ Man และหมู่เกาะที่อยู่ในช่องแคบอังกฤษ โดยคนอังกฤษและชาวไอริชสามารถเดินทางเข้าออกในกลุ่มประเทศดังกล่าวโดยไม่ต้องขอวีซ่าแต่ยังต้องใช้พาสปอร์ต
..................................
ที่มา เว็บไซต์เดลี่ เมล www.timesofoman.com และ www.irishtimes.com





