แฟต เรดิโอ ภาพสะท้อน วงการเพลงอินดี้

แฟต เรดิโอ ภาพสะท้อน วงการเพลงอินดี้

มุมมองมีต่อคลื่นเพลงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความเปลี่ยนแปลง ชนิดที่คนรักเสียงเพลงต้องหันมาทบทวนถึงคุณค่าในการดำรงอยู่ของสถานีแห่งนี้

"แฟต ก็เหมือนคนเดินทางที่ช่วยพาใครต่อใครเดินทางออกไปมากมาย"

เมื่อเร็วๆ นี้ เล็ก อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร หรือ กรีซซี คาเฟ ศิลปินเพลงอินดี้ที่กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ เคยกล่าวถึงคลื่น แฟต เรดิโอ ไว้เช่นนั้น

แน่นอนไม่มีใครปฏิเสธถึงคุณูปาการที่ แฟต เรดิโอ มีต่อวงการเพลงอินดี้ตลอดช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ในฐานะคลื่นเพลงขวัญใจเด็กอินดี้ ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ให้โอกาสแก่นักดนตรีมากหน้าหลายตา ได้นำเสนอผลงานออกสู่การรับรู้ของสาธารณชน ไม่เพียงเท่านั้น "แบรนด์" ของ แฟต ยังต่อยอดออกเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานใหญ่ประจำปี อย่าง แฟต เฟสติวัล ที่จัดมาแล้ว 12 ครั้ง

ทว่า ... จากที่ประชุมของทีมงาน แฟต เรดิโอ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อสรุปที่บอกกล่าวแก่ทุกคนว่า ".... 31 ตุลาคม จัดรายการวันสุดท้าย แล้วหยุด" นั้น ยังไม่มีใครยืนยันได้เต็มร้อยว่า หลังจากนั้นจะเป็นเช่นใด

"เชื่อเถอะ ยังมีคนไม่เชื่อเรื่องนี้ เข้าใจว่าเราเล่นมุข เพราะเราเล่นแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว" ดีเจ โด๋ว มรกต โกมลบุตร ไม่วายสำทับ

-1-

"ข่าวยังไม่คอนเฟิร์มเสียทีเดียวนะครับ" โต้ สุหฤท สยามวาลา เอ่ยมาทางโทรศัพท์ เขาเงียบลงสักพัก ราวกับมวลน้ำหนักในความคิดที่กดทับ ก่อนจะกล่าวต่อว่า

"ถ้าจะให้มองในฐานะนักดนตรี ก็ต้องบอกว่า ใจหายมาก และถ้ามองในฐานะดีเจ ก็ต้องยอมรับว่า ทางเลือกหนึ่งของประเทศไทยได้หายไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างมาก เพราะบ้านเมืองเราในเวลานี้ ต้องการทางเลือกมากมาย หากสิ่งที่มีอยู่ ดำรงอยู่ ยังต้องกระเสือกกระสน ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดแบบนี้แล้ว ก็ต้องบอกว่าน่าหดหู่ ! "

จะไม่น่าหดหู่ได้อย่างไร ยิ่งหากเราย้อนมองเส้นทางเดินของคลื่นมัน (FAT) แห่งนี้ จะพบว่าในฐานะสื่อกลางของคนรักเพลงที่ไม่มีอิทธิพลของค่ายเพลงใดมาครอบงำ แฟต เรดิโอ ได้เป็นเวทีแจ้งเกิดให้แก่ศิลปินชั้นนำมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เยวโลว์ แฟง , หมีพูห์, กรีซซี คาเฟ , 25Hours, สครับบ์ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งศิลปินคู่ขวัญประจำคลื่น อย่าง "บอย ตรัย ภูมิรัตน" (ซึ่งเคยขึ้นปก อะ-เดย์ ฉบับครบรอบ 10 ปี แฟต เรดิโอ) รวมไปถึง "พาร์ทไทม์ มิวสิคเชียนส์" ในระยะหลัง

"แฟต เป็นเหมือนสถาบันหนึ่งของวงการดนตรีนอกกระแสในบ้านเรา" วิภว์ บูรพาเดชะ บรรณาธิการนิตยสาร Happenning ตอกย้ำถึงสถานะของคลื่นเพลงแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่ครั้งหนึ่งรายการเพลงทางคลื่นวิทยุในเมืองไทยถูกกำหนดโดยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้า

"แฟต เปิดเพลงนอกกระแส ให้โอกาสศิลปินหน้าใหม่ โดยเฉพาะในช่วง 5-6 ปีแรก ถือว่า แฟต มีความเป็นอินดี้ชัดเจนมาก หลายวงดังจากคลื่นนี้ ถือเป็น trend setter เลยก็ว่าได้ เพราะสำหรับวงการเพลงแล้ว สื่อวิทยุมีบทบาทอย่างสำคัญในการให้คนฟังเข้าถึง ซึ่งทำได้ดีกว่าสื่อสิ่งพิมพ์อย่าง แมกกาซีน นอกจากนี้ อีเวนท์ต่างๆ ของแฟต ทั้ง แฟต เฟส และ แฟต - ทีเชิร์ต ยังทำให้คนหมู่มาก ได้มีโอกาสมาพบกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกันในงานนี้"

วิภว์ ซึ่งติดตามวงการเพลงไทยร่วมสมัยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะนักแต่งเพลง นักเขียน นักวิจารณ์ และบรรณาธิการ เห็นว่า หากในอนาคต จะไม่มี แฟต เรดิโอ ย่อมเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ยอมรับว่าเงื่อนไขในการดำรงอยู่ของสื่อวิทยุเพลงนอกกระแสไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับสังคมไทยเวลานี้

"พอเข้าใจได้ว่า ช่วงนี้ แฟต น่าจะลำบาก เพราะวิทยุเป็นสื่อที่ขึ้นกับสปอนเซอร์เป็นหลัก รายได้หลักเกือบทั้งหมดมาจากโฆษณา ประกอบกับมีสื่อใหม่ๆ เกิดขึ้น อย่าง ยูทู้บ หรือแม้กระทั่งอีเวนท์ต่างๆ ที่มีมากขึ้น ทำให้พฤติกรรมของคนฟังเปลี่ยนไป ตอนนี้คนฟังวิทยุน้อยลง เช่นเดียวกันกับวงการเพลงไทยก็ลำบาก เห็นได้จากผลงานใหม่ๆ คอนเทนท์ใหม่ๆ ในช่วงปีนี้ลดน้อยลงอย่างมาก"

-2-

วรพจน์ นิ่มวิจิตร ผู้บริหารวิทยุออนไลน์ "bandonradio.com" ซึ่งในอดีตเคยผ่านงานบริหารในค่ายวอร์เนอร์มิวสิค และอาร์เอส วิเคราะห์ว่า ในด้านหนึ่ง ความอ่อนแอทางธุรกิจของ แฟต ย่อมสะท้อนถึงความอ่อนแอของวงการเพลงอินดี้ในบ้านเราเช่นกัน

"วันนี้ วงการเพลงอินดี้บ้านเรา ไม่เหมือนยุค '90s ที่มีค่ายเพลงอย่าง เบเกอรี ซึ่งเริ่มจากค่ายอินดี้เล็กๆ แล้วเติบโตทางธุรกิจ จนมีรายได้ปีละเป็นร้อยล้าน ซึ่งหากเทียบเป็น SME ก็น่าจะเป็นไซซ์ M แต่ทุกวันนี้ ค่ายอินดี้ยังเป็นอินดี้อยู่ อาจจะมี small room ที่แข็งแรงกว่าค่ายอื่นๆ แต่ต้องยอมรับว่าธุรกิจค่ายเพลงอินดี้ยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร"

นอกจากตัวอุตสาหกรรมเพลงแล้ว ในด้านธุรกิจสื่อวิทยุก็ถือว่ายังมีต้นทุนค่าสัมปาทานเวลา หรือ air time ในระดับที่สูงเช่นกัน (แม้โดยเฉลี่ยจะลดลงจากช่วง 5-6 ปีก่อนก็ตาม)

"แม้เมื่อปีก่อน แฟต จะย้ายจากคลื่นเอฟเอ็ม 104.5 มาเป็นเอฟเอ็ม 98 ซึ่งเชื่อว่า การย้ายครั้งนี้ น่าจะช่วยประหยัดค่าแอร์ไทม์มาได้เดือนละ 1 ล้านบาท แต่การประหยัดค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่ตอบโจทย์ เมื่อรายได้ไม่เพิ่มขึ้นตาม" วรพจน์ กล่าวพร้อมกับวิเคราะห์ต่อว่า

"นอกจากนี้ ธุรกิจวิทยุยังแย่ลง เพราะถูกคลื่นวิทยุชุมชนรบกวน จนคนจำนวนไม่น้อย เลิกฟังวิทยุไปเลย อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของคลื่นเอฟเอ็มบนหน้าปัดในวันนี้ ส่งผลให้ฐานคนฟังต่อคลื่นลดลง ซึ่งในระยะยาว เป็นเรื่องคนที่ทำธุรกิจวิทยุต้องรวมตัวคุยกันเพื่อหาทางออกของปัญหา จะมัวรอแต่ กสทช. ไม่ได้ "

ในเชิงการตลาด สุหฤท เป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นว่า "แบรนด์" ของ "แฟต" แข็งแรงไม่น้อย แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ กำหนดความอยู่รอดของธุรกิจอยู่ดี

"ผมมองว่ามาจากหลายๆ อย่าง ทั้งในเรื่องการเสื่อมถอยของแวดวงสังคมดนตรี การเสื่อมถอยของธุรกิจวิทยุ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หลายๆ อย่าง เราอาจจะมาถึงยุคสมัยที่วิทยุจริงๆ ต้องเปลี่ยนไป วิทยุกลายเป็นเพียงเครื่องมือของการโปรโมทเท่านั้นถึงจะอยู่ได้ หากคิดจะทำวิทยุที่ยึดมั่นในแนวทาง เน้นคอนเทนท์เนื้อหา ทำในแบบ old school ด้วยดีเจที่มีทัศนคติที่ดีต่อเพลง รวมทั้งมีพื้นฐานความรู้เรื่องเพลง นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะเสียแล้วกับสังคมนี้"

แม้จะมีมุมมองคล้ายๆ กัน แต่ วรพจน์ ไม่เห็นตรงกับ สุหฤท เสียทีเดียว ดังประเด็นเรื่องการใช้วิทยุเป็นเครื่องมือโปรโมท ซึ่งแม้ทุกวันนี้อาจจะมีค่ายเพลงที่ครอบครองสื่อวิทยุ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากยุค "คิวละพัน วันละเพลง" เสียแล้ว

"ถึงวิทยุจะเป็นเครื่องมือโปรโมทมาแต่ไหนแต่ไร แต่วันนี้คงทำไม่ได้ 100 เปอร์เซนต์ อย่างแกรมมี่ คงไม่ได้ใช้ เอ-ไทม์ (มีเดีย) สำหรับโปรโมทเพลงแบบ "กดปั๊ป-สั่งได้ปั๊ป" อีกต่อไป เพราะมีความจำเป็นต้องโปรโมทเพลงผ่านช่องทางอื่นๆ ด้วย ในวันที่สื่อแตกกระจายออกเช่นนี้ แกรมมี่ได้หันมาใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางในการทำกิจกรรม activities ต่างๆ เพื่อหารายได้มากกว่า และหากสถานการณ์แย่ลงไป ผมเชื่อว่าเขาก็พร้อมจะเลิกทำวิทยุเช่นกัน"

ดีเจที่คลุกคลีในวงการเพลงอินดี้มาอย่างใกล้ชิด อย่าง สุหฤท ยอมรับว่า พลังของโลกไร้สายได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนมหาศาลทีเดียว ดังนั้น ผลกระทบต่อวงการวิทยุและคลื่นเพลงนอกกระแส อย่าง แฟต จึงไม่ใช่เรื่องไกลเกินความคาดหมาย

"ผมไม่ได้ดูเคเบิลทีวีมานานแล้ว ยังไม่นับรวมทีวีช่อง 3 5 7 9 ทุกอย่างเป็นไปในแบบ personalize มากขึ้น" ดีเจคนเดียวกันสารภาพ

สอดรับกับการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ (New Media) ซึ่งเป็นไปตามที่ วิภ์ว์ ระบุว่า ".... ผมสังเกตจากน้องๆ ที่ออฟฟิซ ทุกวันนี้ หันมาฟังวิทยุออนไลน์มากขึ้น ฟังกันทั้งวัน ผมเชื่อว่า แฟต เรดิโอ เป็นแบรนด์ที่แข็ง ดังนั้น ในอนาตคตอาจจะเปลี่ยนไปสู่วิทยุออนไลน์"

ในแง่นี้ คนที่บุกเบิกวิทยุออนไลน์มาก่อนอย่าง วรพจน์ แพลทฟอร์มของ วิทยุออนไลน์ เห็นว่าน่าจะเป็นคำตอบของเรื่องนี้

"ต้องยอมรับว่า ทั้ง แฟต เรดิโอ และ แบนด์ ออน เรดิโอ เราไม่ใช่กระแสหลัก สำหรับวงการเพลงเมืองไทย แม้สิ่งที่แบนด์ ออน เปิดออกอากาศจะเป็นเพลงกระแสหลักของเวทีโลกก็ตาม เพราะรสนิยมและวัฒนธรรมการฟังเพลงของไทยและคนในแวดวงสากลยังแตกต่างกัน แต่ถึงที่สุด ผมเชื่อว่า วิทยุออนไลน์ น่าจะเป็นคำตอบกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย และผมคิดว่าเป็นเรื่องน่ายินดี ที่เราจะมีผู้ผลิตรายการใหม่ๆ ทางออนไลน์ เพื่อสร้าง awareness ของชุมชนคนฟังเพลงออนไลน์ให้เกิดขึ้น ซึ่งการฟังออนไลน์สามารถวัดจำนวนผู้ฟังได้ อย่างน้อยๆ ตั้งแต่เปิดตัว แบนด์ ออน เรดิโอ มา เรามีคนฟัง 4 แสนคน และมีคนฟังเฉลี่ย ถึงวันละ 5 พันคนแล้ว"

-3-

"ผมว่ามันมีสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ เพราะเรารู้ว่ามีสัญญาณมาแล้ว เช่น เรื่องการขาย เรื่องของธุรกิจ เราไม่ประสบความสำเร็จด้านนี้มากี่เดือนกี่เดือน เราเห็นตัวเลขอยู่ อันนี้เข้าใจได้..."

เป็นคำบอกเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ของ โด๋ว มรกต โกมลบุตร ผู้ทำหน้าที่อยู่หน้าไมโครโฟนตั้งแต่วันแรกของการเปิดตัว แฟต เรดิโอ

ไม่ใช่ว่า "แฟต เรดิโอ" ไม่มีคนฟัง ยอดแฟนเพจเกือบ 3 แสนคน ยืนยันในเรื่องนี้ แต่ "แฟต เรดิโอ" ไม่มีเงินสนับสนุนมากกว่า ซึ่งเม็ดเงินโฆษณาของลูกค้านั้น โดยความเป็นจริง ต้องเคลื่อนย้ายผ่านมาจากบริษัทเอเจนซีทั้งหลาย ที่เกือบทั้งหมดล้วนมีความเชื่้อฝังหัวอย่างสามานย์ ต่อระบบ "เรตติ้ง" (อาทิ อ้างอิงจากตัวเลขสำรวจของ เอซี นีลเสน) มากกว่าจะพิจารณาถึงคุณค่าของ Content หรือจากการที่รายการเพลงนั้นๆ สามารถนั่งอยู่ในหัวใจของคนฟังได้ตราบนานเท่านาน

"เขาดูจากตัววัดอันนี้ ว่าคลื่นนี้อยู่ในอันดับเท่าไหร่ อันดับ 1 2 3 เขาก็ซื้อตามนี้ เอเจนซีเขาเชื่อแบบนี้"

ตลอดการทำหน้าที่เป็นผู้คัดสรรเพลงให้แก่มิตรรักแฟนเพลงมายาวนาน มรกต มีเป้าหมายเดียว ตรงทำให้ศิลปินที่ดีเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงมากขึ้น และทำให้ผลงานเพลงดีๆ ได้กระจายออกไปสู่การรับรู้ของผู้คน เขาออกตัวอย่างถ่อมตนว่า เป็นเพียง "เด็กเสิร์ฟ" เท่านั้น

"เป็นเด็กเสิร์ฟที่รู้ว่าพ่อครัวทำอาหารมาแบบนี้ เราแนะนำให้คนรับประทานได้ คนอาจถามว่า 'พี่ จานนั้นจานนี้อร่อยมั้ย' เราก็บอกได้ว่ารสชาติประมาณนี้ ลองทานดู ในมุมผม ผมเป็นแค่คนเสิร์ฟอาหารนะ ผมคิดว่าพ่อครัว ซึ่งหมายถึงนักดนตรีอาจจะปรุงอาหารมาโดยผสมนั่นผสมนี่ เราแค่หยิบเพลงของเขามาเปิด บอกได้แค่ว่า เขาใส่แบบนี้ รสชาติแบบนี้ เพลงที่ทำมา มีความตั้งใจแบบนี้..."

โอกาสในการทำงานของเด็กเสิร์ฟเพลง อย่าง มรกต และคนอื่นๆ จะยาวนานต่อไปแค่ไหน หลังวันที่ 31 ตุลาคม 2556 "แฟต เรดิโอ" จะเปลี่ยนไปอย่างไร ณ เวลานี้ มีสมการอีกหลายสูตรด้วยกันที่กำลังรอการคลี่คลาย โดยมีมิตรรักแฟนเพลงพร้อมจะเอาใจช่วยเหมือนอย่างที่เคย.