วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

โขงคึกคัก....วันออกพรรษา

ผมเคยเห็นพระจันทร์งามที่สุดตามสายตาผมมาครั้งหนึ่ง ก็ที่บ้านตำมิละ พี่พักคนเดินทางเล็กๆ ที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย

สีนวลของพระจันทร์ ที่สะท้อนกับริ้วน้ำในสายน้ำโขงดูมีชีวิตชีวา ถ้าพญานาคมีจริงก็คงได้ขึ้นจากวังบาดาลมาชมจันทร์บนผิวน้ำอย่างในค่ำคืนนี้ ยิ่งความเงียบของเชียงของเมื่อ 20 ปีก่อนทำให้บรรยากาศน่าประทับใจ สำหรับคนเสพติดความวิเวกอย่างผมด้วยแล้ว 20 ปีไม่เคยลืม

ต่างกับค่ำคืน 11 ค่ำ เดือน 11 ในปีนี้ ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงเช่นกัน แม้พระจันทร์จะงามตา ยังคงล้อเล่นกับเมฆทรงแปลก แม่น้ำโขงสีนวลราวทองทาทาบไปบนผิวคลื่น ลมแม่น้ำพัดเอื่อย จนต้องกระชับเสื้อกันลมให้แนบกายบ่อยขึ้น บรรยากาศน่าประทับใจ ...แต่หนวกหูอย่างมาก เพราะคืนนี้ผมอยู่ในงานไหลเรือไฟ ที่นครพนม

ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ผมไปดูบรรยากาศของเมืองเล็กๆ อย่างหนองคาย ในช่วงจะถึงวันออกพรรษา ที่จะมีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค (ซึ่งผมเคยเขียนเล่าไปแล้ว กับการดำน้ำแม่น้ำโขงเพื่อสำรวจพระธาตุกลางน้ำกับกรมศิลปากรเมื่อหลายปีก่อน) เมืองเล็กๆ อย่างหนองคายก็คึกคักขึ้นทันตาเห็น รถราวิ่งกันขวักไขว่ในเมือง ที่พักเกือบเต็มแต่ก็ยังพอหาได้ ประกอบกับนายกฯยิ่งลักษณ์จะมีการตักบาตรวันออกพรรษากับผู้นำ สปป.ลาวที่ลานวัดโพธิ์ชัย (หลวงพ่อพระใส) ด้วย คนเลยยิ่งมากกว่าทุกปี

ส่วนใหญ่คนจะมาพักแรมก่อนในเมืองเพื่อรอดูปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคในวันรุ่งขึ้น เสียดายที่ช่วงนี้บึงบัวแดงที่บ้านไผ่สีทอง ในเขต ต.เวียงคุก ยังไม่มีดอก นักท่องเที่ยวเลยได้แต่เที่ยวพระธาตุบังพวน หรือข้ามไปเวียงจันทร์ แต่ที่เที่ยวใกล้เมืองอย่างศาลาแก้วกู่นี่ก็ยังน่าไปดู ที่นี่ผมชอบหนึ่งอย่างคือ ค่าเข้าชม จะไทยจะต่างชาติเท่ากันหมด 20 บาท ผมอยากให้แหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกเป็นแบบนี้จังแฮะ

หนองคายนั้นเป็นเมืองที่เหมาะกับการมาใช้ชีวิตอย่างสงบ เงียบๆ ผังเมืองก็ไม่ได้ทำมาเพื่อการขยายเมือง จนมีการสำรวจว่าคนญี่ปุ่นที่เกษียณอายุ อยากมาใช้ชีวิตที่บั้นปลายที่นี่ ใครไปเห็นหนองคายในยามปกติ ก็ต้องคิดเช่นนั้นจริงๆ พอมีพญามาเหยียบเมืองสักครั้งเลยโกลาหลไปทั้งเมืองอย่างที่บอก

บั้งไฟพญานาคผมเคยติงไปแต่ครั้งก่อนที่เขียนไปแล้วว่า บรรยากาศการจะดูขลังถ้าลดการเล่นพลุไฟ ตะไล ประทัดลงไปซะบ้าง หลังๆ นี่ดีไม่มีการออกร้านขายมอเตอร์ไซค์ในวัด ไม่มีรำวงลั่นทั้งคืนเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ได้ข่าวว่ามีวัดใหญ่แถวชานกรุงเทพไปออกอีเวนต์ขายทัวร์บุญปล่อยโคมลอย จะทำผมก็ไม่ว่าแต่อย่าไปทำให้ประเพณีเขาเขวไปก็แล้วกัน

ผมละจากหนองคายด้วยความเสียดาย แต่ปีนี้ใจอยากดูไหลเรือไฟที่นครพนมมากกว่า เลยนั่งรถ บ.ข.ส. สีส้ม แล่นเลาะโขงไปตามถนน 212 ทิวทัศน์สองข้างทางของถนนเส้นนี้ น่าขับรถเที่ยวอย่างมาก เริ่มต้นฤดูหนาวฟ้าเริ่มใส ข้าวรวงเกือบแก่ใกล้เก็บ ดอกหญ้าบัวหรือกระถินทุ่ง ออกดอกเหลืองอร่ามเต็มทุ่งนา นี่ถ้าเอารถมาเอง คงจอดลงไปถ่ายรูปแล้ว ออกจากหนองคายแปดโมงเช้า ผมไปถึงนครพนมบ่ายสามพอดี

นครพนมก็เช่นกัน แม้จะเป็นเมืองใหญ่กว่าหนองคาย แต่ก็ยังเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ดี นายกฯยิ่งลักษณ์ เธอมีภารกิจที่นี่และจะถือโอกาสดูการไหลเรือไฟด้วยเช่นกัน ปรากฏ...รถติดกันมโหฬาร ชนิดที่คนนครพนมเองก็ยังออกปากว่าทุกปีรถก็มาก แต่ไม่มากเท่าปีนี้ ตั๋วรถขากลับตอนเช้าผมก็ไม่มี ตั๋วเต็มหมด ที่นอนคืนนี้ก็ไม่รู้จะนอนที่ไหน ความทุกข์เอาไว้ก่อน ดูความบันเทิงกันดีกว่า

ถนนสายผ่านหน้าศาลากลางถูกปิด ถนนเลียบลำโขงถูกปิดเป็นบางช่วง ร้านรวงทั้งหลายมากมาย ในวัดต่างๆ ถูกร้านค้า สวนสนุกเร่ พวกชิงช้าสวรรค์ รถบั๊ม มาเช่าที่กันทุกวัด เสียงอึกทึกไปทั้งเส้น ผู้คนมากจริงๆ เรือไฟถูกเตรียมอย่างพร้อม การไหลเรือไฟนั้นเขาว่าเพื่อเป็นการบูชาพระธาตุจุฬามณีบนสวรรค์(ลอยโคมก็อ้างแบบเดียวกันนี้แหละ) บ้างก็ว่าเป็นการลอยเคราะห์ลอยความไม่ดีออกไป ขอขมาพระแม่คงคา ฯลฯ จะสังเกตว่าประเพณีลอยเรือของชาวเลก็จะเป็นช่วงนี้และเหตุผลคล้ายกัน ส่วนใหญ่คนก็จะมาดูความสวยงามของเรือไฟขนาดใหญ่มากกว่าที่จะมาเอาเนื้อหา ดีที่การท่องเที่ยว สำนักงานนครพนมเขาจัดเรือไฟลำเล็กๆ แบบเหมือนเรือลอยเคราะห์จริง ให้คนร่วมทำตามประเพณีเดิม คือเอาขนม ข้าวต้ม เงิน ของบูชา ฯลฯ ใส่ในเรือที่ตกแต่งด้วยขี้ไต้ ตะเกียงน้ำมันเล็กๆ กระทงเครื่องบัดพลีตามสมควร ให้คนได้รู้ความหมายมากกว่าที่มาดูเรือไฟใหญ่อย่างเดียว อันนี้ปรบมือให้ ททท.เขาหน่อย

บรรยากาศยิ่งเย็นยิ่งคึกคัก คนยิ่งมาก แต่โชคดีที่ตลอดแนวแม่น้ำนั่งดูเรือไฟได้หมด เลยดูไม่แคบ ไม่อึดอัด ฝั่งลาวเขาก็มีไหลเรือไฟด้วยลำเล็กๆ ประกอบกับมีการแข่งเรือสองฝั่งโขง ทางลาวก็พลอยมีงานเครื่องเสียงดังลั่นไม่ต่างจากทางบ้านเรา

พอเริ่มโพล้เพล้ เรือลอยเคราะห์ของการท่องเที่ยวก็ลอยประเดิม หลังจากนั้นเรือไฟของอำเภอต่างๆ ก็เริ่มถูกปล่อย ทีแรกผมดูนึกว่าเป็นไฟฟ้า เพราะดูแสงไฟมันเนียนมาก แต่เห็นควันไฟลอยอวลจึงรู้ว่าเป็นไฟตะเกียง เรือไฟแต่ละอำเภอที่ส่งเข้ามาร่วม ตกแต่งสวยงาม และใช้เทคนิคพลุไฟประกอบ

ส่วนใหญ่เป็นรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่พระหัตถ์ขยับได้ ถ้าเป็นนาคก็มีการพ่นไฟไปตกบนผิวน้ำ แล้วเป็นพุไฟบนน้ำ ประกอบกับเขามีพลุประกอบเพื่อประกวดกัน เพลินจนผมลืมเรื่องหนวกหูเครื่องเสียงต่างๆ ไปเลย

แสงไฟจากเรือไฟสว่างแทบทั่วคุ้งโขง เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ กับลมเย็นๆ ริมโขงแล้วดูอิ่มใจอย่างมาก เพียงแต่ปีนี้เขาว่าเรือปล่อยเร็วขึ้น เพราะประธานในพิธีจะรีบดูแล้วรีบไปนอน 4 ทุ่ม เรือก็ปล่อยหมด ทั้งๆ ที่ปีก่อนๆ จะเริ่มปล่อยลำแรกสองทุ่มและยาวไปจนถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง ปัญหาการถ่ายรูปพลุที่นี่ คือไม่รู้ว่าเขาจะจุดพลุขณะที่เรือลอยมาตำแหน่งไหน ก็คงต้องเดากันละครับ ใครไม่เคยไปดูปีหน้าหาโอกาสไปดู ไม่ผิดหวัง แต่ท่านต้องจองที่พัก จองตั๋วรถล่วงหน้าอย่าไปหลับนกแบบผม แต่ผมโชคดีที่สำนักงาน ททท.นครพนมให้เข้าไปอาบน้ำและนั่งหลับได้บ้าง

ปีนี้รถไปนครพนมมหาศาลจริงๆ ผมต้องกลับรถโดยสารสีส้มที่คนยืนเกือบตลอดทาง ทั้งนักศึกษาที่จะเปิดเทอม ทั้งคนกรุงที่กลับไปเลือก อบต. (เห็นว่าถึงขนาดจ้างให้กลับมาเลือกตั้ง) ทั้งคนมาเที่ยว มีให้เห็นหมด บนรถ บขส. คนอาเจียน เด็กร้องไห้ ขี้เมาบนรถ คนยืนแน่นตลอดทาง และรถติด ผมออกจากนครพนมเจ็ดโมงเช้า มาถึงกรุงเทพห้าทุ่ม เป็นการเดินทางที่ทรหดและจะจดจำไปอีกนานทีเดียว

งานไหลเรือไฟ นครพนม สวยและน่าประทับใจ แต่อย่าเอาอย่างผมที่จดจำทั้งบวกและลบ ปีหน้าผมขอไปดูงานชักพระที่ปัตตานี น่าจะดีกว่า....