ทอมมี เอ็มมานูเอล - มาร์ติน เทย์เลอร์ คู่ดูโอสวิงที่แฟนกีตาร์พลาดไม่ได้
ไม่ต้องปล่อยให้รอนาน หลังจากอัลบั้มใหม่ The Colonel and the Governor อันเป็นผลพวงการโคจรมาพบกันของ 2 นักกีตาร์ ทอมมี เอ็มมานูเอล (Tommy Emmanuel) และ มาร์ติน เทย์เลอร์ (Martin Taylor) ออกวางขายในโลกดิจิตัล ทางค่าย PMG ก็เตรียมจัดคอนเสิร์ตของพวกเขาในเมืองไทยให้มิตรรักแฟนเพลงได้ชมกัน
คอนเสิร์ตจะมีขึ้น ในวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม 2556 นี้ เวลา 20.00 น. ณ เอ็มเธียเตอร์ ถนนเพชรบุรตัดใหม่ ใครชอบเสียงกีตาร์สะบัดลายสวิงงามๆ เจือกลิ่นอายโฟล์ค และอิ่มเอิบในความเป็นอะคูสติค บอกได้คำเดียวว่าพลาดแล้วจะเสียดาย
ด้วยเชื่อว่าความรู้สึกของผม คงไม่ต่างจากแฟนเพลงท่านอื่นๆ ซึ่งฝันจะได้เห็นนักดนตรีคนโปรดเช่นทั้งสองคนนี้ มีโอกาสสร้างผลงานร่วมกันสักครั้ง ถือเป็นความสุขเบื้องต้นโดยแท้ ถึงแม้ ทอมมี จะมาจากดินแดนดาวน์อันเดอร์ ออสเตรเลีย ขณะที่ มาร์ติน เป็นชาวสก็อตช์โดยสายเลือด ต่างมีพื้นฐานห่างกันไกลโพ้น ในเชิงภูมิศาสตร์ แต่ทั้งคู่ก็มีบางอย่าง “ร่วมกัน” มากเพียงพอ ด้วย “ธาตุเคมี” ทางดนตรีที่ลงตัว
ทอมมี เอ็มนานูเอล น่าจะมีฐานแฟนเพลงในบ้านเราอยู่พอสมควร จากอัลบั้มที่ค่าย “โซนี มิวสิค ประเทศไทย” เคยผลิตออกมาขายเป็นระยะๆ (แม้ในวันนี้ โซนี มิวสิค จะหมดสภาพกับการแนะนำเพลงดีๆ ให้สังคมไทยไปนานแล้ว) เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ทอมมี เป็นดาวเด่นในเทศกาลดนตรีแจ๊สที่สวนอัมพร ใช้กีตาร์โปร่งตัวเดียวร่ายมนต์สะกดคนฟังหมู่มากได้อยู่หมัด
พื้นฐานของ ทอมมี คือการตามรอยไอดอลที่เขาชื่นชอบ นั่นคือ เช็ท แอทกินส์ (Chet Atkins) เจ้าของสำนักสไตล์ “อเมริกัน คันทรี แอนด์ เวสเทิร์น” ที่ฝากตำนานเพลงในอัลบั้มบันทึกเสียงในนามของตัวเอง และในฐานะนักดนตรีแบ็คอัพเป็นจำนวนมาก
ส่วน มาร์ติน เทย์เลอร์ ในระยะหลังก็แวะเวียนมาแสดงสดในเมืองไทยอยู่เนืองๆ บางครั้งโดยการจัดของ ฮัคกี ไอเคิลมานน์ อีกทั้งก่อนหน้านี้ มาร์ติน มีงานอัดเสียงกับค่ายเพลงระดับออดิโอไฟล์ อย่าง Linn Records หลายชุด นั่นพลอยทำให้นักเลงเครื่องเสียงบ้านเรา คุ้นเคยกับลีลาแจ๊สอารมณ์ขรึมของเขา ไม่มากก็น้อย
มาร์ติน เทย์เลอร์ เคยเป็นลูกวงของ สเตฟาน กราปเปลลิ นักไวโอลินชาวฝรั่งเศส ซึ่งเมื่อครั้งอดีต สเตฟาน ร่วมบรรเลงเพลงสวิง กับ จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ นักกีตาร์เชื้อสายยิปซี ในตำนาน Hot Club de France อันโด่งดัง ดังนั้น หากมองในอีกแง่หนึ่ง มาร์ติน ก็เคยอยู่ในฐานะเดียวกันกับ จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ มาก่อนนั่นเอง
และไม่น่าประหลาดใจ หากอย่างน้อยๆ ทอมมี และ มาร์ติน มีจุดเชื่อมโยงความสนใจทางดนตรีร่วมกัน จาก จังโก ไรน์ฮาร์ดท์ โดยทั้งคู่หยิบเพลงของจังโกเป็นสื่อในการแจมมาตั้งแต่วันแรกๆ
ทั้งคู่พบกันที่ออสเตรเลียเมื่อหลายปีก่อน วันหนึ่ง ทอมมี ชักชวน มาร์ติน ซึ่งขณะนั้นกำลังทัวร์อยู่ที่เมืองเมลเบิร์น ให้บินมาเล่นในคอนเสิร์ตของเขาที่เมืองซิดนีย์ นับจากนั้นมิตรภาพของทั้งคู่ก็แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ
แต่นั่นก็ยังใช้เวลานานพอสมควร กว่า The Colonel and the Governor จะคลอดออกมาเป็นรูปเป็นร่าง จากตารางงานของทั้งสองคนที่แน่นขนัด จนวันหนึ่ง เมื่อทุกอย่างลงตัว แต่ละคนมีรายชื่อเพลงในใจ มีโอกาสซักซ้อมทำความเข้าใจ จากนั้นความมหัศจรรย์ก็พลันบังเกิดขึ้น ณ บ้านของ ทอมมี เอ็มมานูเอล ในเมืองแนชวิลล์ สหรัฐอเมริกา
ดังที่ มาร์ติน เทย์เลอร์ ให้สัมภาษณ์ไว้ในสื่อบางแห่ง กระบวนการทำงานชุดนี้ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายมาก แค่บันทึกเสียง , ถ่ายภาพ จากนั้นก็ฟังผลลัพธ์จากการ “มิกซ์ ดาวน์” มีการเสนอให้ปรับบางย่านความถี่แค่เพียงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เสียงดนตรีออกมาเป็นธรรมชาติที่สุด
ในความเห็นของผม The Colonel and the Governor คือบทสนทนาในโลกกีตาร์ของ 2 มือกีตาร์ ที่มองหา “พื้นที่ร่วม” ในการนำเสนอตัวตนทางดนตรีออกมา เพลงที่คัดเลือกไว้เป็นสื่อในการแสดงออก มีทั้งเพลงสแตนดาร์ด เพลงแจ๊สโบราณจากยุคสวิง บางส่วนเป็นเพลงป๊อปจากยุคซิกซ์ตีส์-เซเวนตีส์ เช่นเพลง I Won't Last a Day Without You ของ เดอะ คาร์เพนเตอร์ส หรือเพลง Secret Love ที่หลายคนรู้จักในเวอร์ชั่นของ แคธี เคอร์บี แต่เอาเข้าจริงจริง ๆ เพลงนี้เก่าแก่กว่านั้น โดยย้อนไปถึงเวอร์ชั่นของ ดอริส เดย์ ได้เลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีเพลงแต่งที่โดย มาร์ติน เทย์เลอร์ อีกส่วนหนึ่ง หลายเพลงเราคุ้นเคยจากผลงานเก่าของเขามาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น True และ Down to Cocomo’s เป็นต้น
หากฟังผ่านชุดเครื่องเสียงสเตอริโอ คุณจะพบว่า ซาวด์เอนจิเนียร์ ทำการมิกซ์ให้เสียงกีตาร์ทั้งสองตัวออกมาในย่านกลาง มากกว่าจะเบนเสียงให้คนใดคนหนึ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายและขวาอย่างสมบูรณ์ แต่หากสังเกตสักหน่อย จะพบว่ามาร์ติน เทย์เลอร์ กับกีตาร์ “เพียร์เลส มายสโตร” ของเขา มีตำแหน่งของเวทีเสียงค่อนมาทางซ้าย ส่วน ทอมมี เอ็มมานูเอล ค่อนไปทางขวา โดยทอมมีใช้กีตาร์หลายตัวด้วยกัน หลักๆ คือ “โกแดง ฟิฟธ์แอเวอนู” รวมทั้งกีตาร์แบรนด์ “มาร์ติน” อีกหลายตัว เพื่อให้ได้เสียงที่ต้องการ
พวกเขาเรียกน้ำย่อยจากแทร็คเปิดตัว I Won't Last a Day Without You ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรื่นรมย์บนชีพจร “บอสซาโนวา” ที่กระเดียดไปทา “แซมบา” แล้ว มาร์ติน โซโล โดยมี ทอมมี เล่นคอมพิ่งคอร์ด ให้อย่างเบาบาง ก่อนจะสลับกันมายังภาคโซโลของทอมมีบ้าง
เครื่องร้อนขึ้นด้วย Jersey Bounce ขับเคลื่อนบนชีพจร “ฮาร์ด สวิง” ตามด้วย Bernie's Tune และ A Smooth One ที่อารมณ์ต่อเนื่องกัน เป็นเพลงสวิงที่ให้ความเมามันในอารมณ์อย่างมาก ก่อนจะปรับเปลี่ยนไปสู่ความหวานซึ้งในออริจินัล คอมโพสิชั่นของ มาร์ติน ในเพลง True
Heat Wave เป็นเพลงสแตนดาร์ดของ เออร์วิง เบอร์ลิน ที่สนุกสนาน ทั้ง ทอมมี และ มาร์ติน ผลัดกันรับส่งอย่างออกรส ฟังไปชวนให้คิดถึงถ้อยคำของ มาร์ติน เทย์เลอร์ ที่บอกว่า เมื่อมีเพื่อนมาร่วมบรรเลงเช่นนี้ ก็ไม่ต้องกังวลกับการควบคุมทุกอย่างเหมือนกรณีเล่นเดี่ยวอีกต่อไป
พวกเขายังมีเพลงฮิตที่รู้จักกันดี อย่าง Lullaby of Birdland นำเสนอในแบบ “อินเตอร์เพลย์” อย่างลึกซึ้งในลีลา ขณะที่ The Nearness of You เป็นเพลงที่ ทอมมี เลือกสรรเอง จึงถ่ายทอดทำนองอันหวานซึ้งได้ราวกับการตีความของนักร้อง ส่วน Secret Love ทอมมี มาพร้อมกับเทคนิค “ฮาร์มอนิก” ที่บอกได้คำเดียวว่า “สุดยอด”
ช่วงท้ายทั้งคู่มีเพลงน่ารัก Wonderful Baby ของ ดอน แมคลีน และลงเอยอย่างสง่างามด้วย I Wish I Knew How It Would Feel To Be Free ในแบบฉบับของเพลงกอสเพลที่นำมาปรับแต่งสำเนียงใหม่ เพลงนี้ คอเพลงรู้จักคุ้นเคยจากเวอร์ชั่นของนีนา สิโมน และในฐานะสัญลักษณ์ของความเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพอีกด้วย
บทสนทนาของนักกีตาร์ระดับโลก จบลงด้วยถ้อยคำที่ผมกระซิบบอกตัวเองเสมอๆ เวลาได้ฟังดนตรีดีๆ ว่า “แหม ช่างเป็นบุญหูที่ได้ฟัง”
และคงจะเป็นทั้งบุญหูและบุญตา กับการได้เห็นทั้งสองบนเวทีเอ็มเธียเตอร์ ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ !





