จุดประกายชวนสำรวจความเห็นจากกรณี พรบ.แช่แข็งวัฒนธรรมไทย ว่า 'คนวงใน' คิดเห็นอย่างไร
หลังจากที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ.... เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู คุ้มครองและส่งเสริม มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันได้มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 218 รายการ ใน 7 สาขา ได้แก่ ศิลปะการแสดง งานช่างฝีมือดั้งเดิม วรรณกรรมพื้นบ้าน กีฬาภูมิปัญญาไทย แนวปฏิบัติทางสังคมพิธีกรรม และงานเทศกาล ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล และภาษา โดยเตรียมจะนำ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาต่อ คณะกรรมการกฤษฎีกา และสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
ดูเหมือนข้อกฎหมายในบางจุดจะเป็นปัญหามากกว่าสร้างผลดี โดยเฉพาะหากมองจากมุมของคนทำงาน ที่เกรงว่า จะกลายเป็นการตีกรอบการทำงาน ไม่ส่งเสริมให้เกิดงานใหม่ แช่แข็งงานเก่า แถมยังมีบทลงโทษสำหรับผู้ 'ข้ามเส้น' อันดีงามไป
อย่างเช่นในมาตรา 39 วรรค 2 ที่ว่า
"การนำมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามวรรคหนึ่งไปใช้ จะดัดแปลงหรือบิดเบือนให้แตกต่างไปจากสาระสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้มิได้ เว้นแต่จะได้ระบุถึงแหล่งที่มาและแสดงถึงการประยุกต์หรือสร้างองค์ความรู้ใหม่เพิ่มเติมจากสาระสาคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้นั้น"
หรืออย่างในมาตรา40 ที่โหดกว่า เพราะระบุว่า
"ห้ามมิให้ผู้ใดนำมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ที่ขึ้นทะเบียนแล้วไปเผยแพร่เพื่อวัตถุประสงค์อันมีลักษณะเป็นการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์กระทบกระเทือนต่อศาสนา กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ หรือเป็นไปในทางที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้"
โดยเฉพาะระบุบทลงโทษสำหรับมาตรา 40 ว่า ผู้ใดฝ่าฝืนตามมาตรา 40 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความโกลาหลในคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งที่ผ่านมามักถูกลืมจึงเกิดขึ้น...
-------------------------------------------------------------
รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข
ผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
จะไปห้ามได้อย่างไร วัฒนธรรมมันไม่ใช่เรื่องของอำนาจ แต่บ้านเรา ผู้ปกครอง ผู้มีอำนาจ ชอบเข้าใจไปเองว่า มีอำนาจเหนือวัฒนธรรม ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว วัฒนธรรมเป็นอำนาจของประชาชน
ในเมื่อวัฒนธรรมเป็นเรื่องของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คน แล้วคุณจะไปบังคับเขาได้อย่างไร แล้วที่สำคัญคือ คุณรู้แน่หรือ ว่า อันไหนคือของจริง อันไหนคือไม่จริง
ถ้าผมจะทำเพลงลาวดวงเดือนเป็นออร์เคสตร้า หรือจะเอามาทำเป็นไวโอลินคอนแชร์โต จะมาจับผมไหม? คือ ต้องเข้าใจก่อนนะว่า วัฒนธรรมคือความเจริญ และการรับช่วงวัฒนธรรมมา ก็เพื่อนำอดีตมารับใช้ปัจจุบัน อย่างเพลงลาวดวงเดือน ฟังสมัยโบราณ กับ ฟังสมัยนี้ มันเหมือนกันที่ไหน ก็ยุคสมัยมันต่างกัน การตีความก็ไม่แปลกถ้าจะต่างกันไป หรือยกตัวอย่างบทสวดของวัดในกรุงเทพฯ พระแต่ละวัดยังสวดไม่เหมือนกัน แล้วจะยึดอันไหนเป็นต้นฉบับ
แล้วใครจะเป็นผู้ถือความถูกต้อง ปัญหาของประเทศไทย คือ เราต้องอยู่ ต้องทำงานกับคนที่ไม่รู้ตัวว่า "ไม่รู้" ซึ่งนี่มันอันตรายมาก เข้าข่ายบ้าไปแล้วนะ ผมถามง่ายๆ ว่า เขารู้จักสิ่งที่เขาทำงานด้วยมากแค่ไหน.. ร้องเพลงลาวดวงเดือนได้จบท่อนไหม
ศิลปะ คือ ความเคลื่อนไหว.. วัฒนธรรม คือ ความเปลี่ยนแปลง.. คนยุคหนึ่งคิดกับลาวดวงเดือนแบบหนึ่ง พอมาเดี๋ยวนี้คนก็คิดถึงเพลงนี้ไปอีกแบบ นั่นก็เพราะมิติ ความรู้สึกนึกคิด วิถีชีวิตที่เกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม มันต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา ถ้าจะไม่ให้มันเคลื่อนไหว ก็เท่ากับว่า มันตายไปแล้ว แล้วอะไรละที่สูญพันธุ์ไป.. ไดโนเสาร์เลยนะ หรือเขาคิดอย่างไดโนเสาร์ล่ะ
บ้านเรามันแปลก ปล่อยให้เสมียนมามีอำนาจ โดยไม่คิดถึงสมองเลย วัฒนธรรมมันก็เจ๊งหมด ทั้งๆ ที่วัฒนธรรมเป็นความเชื่อถือ เลื่อมใส ศรัทธา ที่ต้องใช้ปัญญาถึงจะแตะต้องได้ แต่กระทรวงวัฒนธรรมไม่มีปัญญาไง ก็เลยตีความวัฒนธรรมบางเรื่องเป็นเรื่องงมงาย และยังเข้าใจว่า วัฒนธรรมเป็นเรื่องของอำนาจที่สั่งการได้
ผมเชื่อว่า กฎหมายตัวนี้จะเป็นแค่กระดาษ ที่ไม่มีทางทำได้จริง เพราะเป็นกฎหมายที่ขัดแย้งกับวิถีชิวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ หรือขัดกับธรรมชาติ มันอยู่ไม่ได้หรอก เพราะมันขัดกับความรู้สึกของประชาชน แล้วอย่าลืมว่า วัฒนธรรมเป็นเรื่องของความสามารถ ไม่ใช่ความรู้ และความสามารถมันอยู่สูงกว่าความรู้นะ
ปัญหาของเราก็คือ "ความรู้" ที่มีอยู่ในกระทรวงมันเป็นความรู้จาก "เสมียน" ไม่ใช่จาก "สมอง" ด้วย ก็เลยยิ่งแล้วใหญ่
-------------------------------------------------------------
ธีระวัฒน์ มุลวิไล (คาเงะ)
นักแสดง ผู้กำกับการแสดง
ค่อนข้างตกใจ เพราะดูเหมือนจะเป็นการอนุรักษ์ที่เหมือนจะแช่แข็งอย่างไรไม่รู้ เพราะถ้าเอาไปต่อยอดแล้วทำไม่ถูก ไม่เหมาะสม ขัดแย้งต่อศีลธรรมอันดี กระทบความมั่นคง ก็โดนคุกกันหมดเลย
ที่ผ่านมา บ้านเราค่อนข้างมีปัญเรื่องการตีความ อย่างการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ที่เป็นปัญหาหลายๆ ครั้ง ก็เพราะเขายกให้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนกลุ่มหนึ่ง แล้วยิ่งมีกฎหมายตัวนี้ ถ้าออกมาได้จริง ก็เหมือนยกเอาอนาคตของวงการศิปละวัฒนธรรมของประเทศไปไว้ในมือของคนที่คิดว่า มีวิจารณญาณ
ส่วนตัวผมเอง ถึงแม้จะไม่ได้นำงาน Traditional มาใช้ในการทำงานเท่าไรนัก แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายตัวนี้อยู่ดี แล้วก็ไม่เห็นเหตุผลในการขึ้นทะเบียนและจัดการในลักษณะไม่ต่างจากการแช่แข็ง โอเคว่า ส่วนของการส่งเสริมที่เขาคิดทำมันก็เป็นเรื่องที่ถูก แต่การอนุรักษ์ในวิธีจัดการที่ผิด มันจะยิ่งทำให้ของพวกนี้ตายไปได้เลยนะ เพราะอย่าลืมว่า วัฒนธรรมมันไม่หยุดนิ่ง ไม่มีอะไรที่คงอยู่เสมอไป แต่ที่เขาพยายามทำมันฝืนธรรมชาติ สวนทางกับความเป็นจริง
โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความมั่นคง ศีลธรรมอันดีงาม และการเคารพต่อสถาบันนั้น ผมมองว่าตัดออกไปก็น่าจะได้ เพราะมันมีอยู่ในกฎหมายตัวอื่นใช้บังคับอยู่แล้ว ก็งงๆ อยู่ว่า สมมติถ้าเราทำผิดจากละครหนึ่งเรื่อง จะโดนไปกี่กระทง จากกฎหมายกี่ฉบับ ดีไม่ดี ถ้านับทั้งหมด คุกที่มีก็ไม่พอขังหรอกครับ
เคยคุยกับเพื่อนศิลปินพม่า เขาเล่าว่า เวลาเขาอยากแสดงความคิดเห็นทางการเมืองผ่านกวีสักเล่ม พอเอาไปตีพิมพ์ เขาจะต้องไปนั่งชี้แจงทีละหน้าว่า ที่เขียนไปหมายถึงอะไร หรืออย่างที่ประเทศลาว เวลาเขาจะทำหนังหนึ่งเรื่อง เขาต้องส่งสคริปต์ให้ตรวจก่อนด้วยนะ
ย้อนกลับมาบ้านเราที่เหมือนจะพัฒนาไปไกลแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม ถึงจะทำตัวเหมือนเพื่อนบ้าน หรือว่านี่คือ นโยบายตามกระแสเออีซี เลยเอาแนวคิดวิธีการบริหารจัดการเรื่องศิลปวัฒนธรรมของเพื่อนบ้านมาใช้ในบ้านเรา ทั้งๆ ที่ศิลปวัฒนธรรม มันเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการพัฒนาประเทศไม่ต่างจากเรื่องเศรษฐกิจด้วยซ้ำ แทนที่จะวางแผนพัฒนาและสนับสนุนให้เกิดการสร้างงานมากขึ้น กลับมาตีกรอบแทน
ผมมองว่า กฎหมายตัวนี้ มีแนวโน้มที่จะสร้างสภาวะความกลัวให้เกิดขึ้นกับคนในวงการ ซึ่งน่าจะเป็นผลเสียมากกว่าดี
-------------------------------------------------------------
มานิต ศรีวานิชภูมิ
ผู้อำนวยการสร้าง "เชคสเปียร์ต้องตาย"
แนวโน้มที่กฎหมายตัวนี้จะออกมาเพื่อควบคุมมากกว่าส่งเสริมนั้นมีอยู่มาก และสุ่มเสี่ยงว่าจะเป็นการทำลายการสร้างงานศิลปะ จากเจตนารมณ์ก็พอเข้าใจได้ว่า เขาห่วงใยศิลปะวัฒนธรรมไทยและอยากจะรักษาไว้ แต่ที่ประหลาดสักหน่อยน่าจะเป็นการตีความ ที่เขาไปยึดเอาแนวทางการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกมาปรับใช้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตีความเจตนารมณ์ของยูเนสโก้แตกฉานหรือไม่ เพราะยูเนสโก้ เน้นเรื่องให้ตระหนักถึงคุณค่า แต่เขาไม่ได้บอกว่า ให้คงไว้อย่างนั้น ห้ามดัดแปลงนะ
แล้วในความจริงก็ไม่ใช่ว่าจะไปห้ามได้ เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่โบราณวัตถุที่จะให้คงไว้อย่างไรก็อย่างนั้น แต่นี่คือเรื่องของภาษา วัฒนธรรม คือดนตรี คือการแสดง ที่จะไปแช่แข็งไว้แบบนั้นคงไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
เมื่อดูจากสาระของกฎหมายแล้ว คิดว่า น่าจะไปเน้นที่การอนุรักษ์ในเชิงส่งเสริมมากกว่า เช่น จัดทำสื่อบันทึกข้อมูลให้ครบถ้วนเพื่อการศึกษาเรียนรู้ ส่วนใครจะนำไปต่อยอดในแนวทางไหนก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของการเลื่อนไหลไป ไม่ควรไปกำหนดกะเกณฑ์ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะวนกลับมาสู่ปัญหาเดิมๆ ที่คนทำหนังเจอมาตลอดกับการเซ็นเซอร์หนัง ที่กระทรวงฯ แทบจะกลายเป็นตำรวจทางวัฒนธรรมไปแล้ว
รัฐบาลปัจจุบันยังมีทัศนคติในการรวมศูนย์อำนาจ มรดกทางวัฒนธรรมเป็นของประชาชนทุกคน รัฐไม่ใช่เจ้าของ และงานเหล่านี้ก็ไม่มีถูกไม่มีผิด ลามกอนาจารก็เป็นวัฒนธรรมของมนุษย์อย่างหนึ่ง
แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่า ก็คือกฎหมายตัวนี้อาจเปิดให้เป็นช่องทางในการกลั่นแกล้งคนได้ ซึ่งบ้านเรามีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างมาก ยิ่งกฎหมายะบุไว้อย่างกว้างๆ ก็ยิ่งล่อแหลมที่จะตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะการเลือกปฏิบัติมันเกิดขึ้นอยู่ทุกวี่วันอยู่แล้ว ยิ่งมีเครื่องมือเพิ่มมากขึ้น ความเสี่ยงก็มากขึ้น
อยากจะฝากบอกไปถึงผู้เกี่ยวข้องว่า ประชาชนคิดเองเป็น สิทธิเสรีภาพเป็นสิ่งที่เราควรใคร่ครวญกันให้ดี ไม่อย่างนั้นเราก็จะได้อนุรักษ์แต่สิ่งที่มีอยู่เดิม และไม่เกิดการพัฒนาอะไรได้เลย ถ้าจะเดินหน้ากฎหมายตัวนี้ ก็น่าจะเน้นไปในทางส่งเสริม และงดเว้นบทลงโทษเสีย เพราะจะกลายเป็นคดีอาญา ซึ่งมันเลยเถิดไปกันใหญ่
แม้จะทราบอยู่ว่า เขามีเจตนาดี แต่ที่น่ากลัวคือ เขาเข้าใจในสิ่งที่กำลังทำหรือไม่ เข้าใจในเรื่องของวัฒนธรรมหรือเปล่า เพราะการทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจนั้นถือว่า อันตรายมาก
ถ้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ทำ ถ้าไม่รู้ว่า วัฒนธรรมจริงๆ แล้วคืออะไร ก็อย่าทำดีกว่า อยู่เฉยๆ จะเป็นพระคุณมาก





