เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่ง 'Zero Privacy' และนับจากนี้ต่อไปความเป็นส่วนตัวจะเท่ากับ ศูนย์ แล้วเราควรจะยังนอนหลับฝันดีกันอยู่ไหม
สารพัดสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับโลกเครือข่ายสังคมออนไลน์ในประเทศไทยซึ่งรวบรวบไว้ใน 'รายงานพลเมืองเน็ต 2555 : ปีแห่งการพิพากษา' ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เว็บไซต์โซเชียลเบเกอร์ส (Socialbakers.com) รายงานไว้เมื่อ 24 ธ.ค.2555 ว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้เฟซบุ๊คเป็นอันดับที่ 14 ของโลก โดยกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุดในโลก คือ 12,797,5000 คน
เสริมด้วยข้อมูลจากไทยเทรนดิ้งที่ระบุไว้เมื่อต้นปีนี้ว่า สามารถนับจำนวนผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่ใช้ภาษาไทยและผู้ใช้ในประเทศไทยที่เป็นบัญชีแบบสาธารณะได้ 1.85 ล้านคน ส่วนสถิติจากอินสตาแกรมพบว่า สถานที่ที่มีการแท็กเพื่อโพสต์รูปในอินสตาแกรมสองอันดับแรกอยู่ในกรุงเทพฯ นี่เอง
พร้อมๆ กับตัวเลขมหาศาลของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียชาวไทยที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2555 ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดก็คือ กระแสซึ่งเป็น "สาธารณะ" หลายๆอย่าง เกิดจากสิ่งที่เป็น "ส่วนตัว"
ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาส่วนตัว บทสนทนาระหว่างกลุ่ม สถานะบนเฟซบุ๊ค และภาพร่างกายที่สังคมส่วนใหญ่มองว่าเป็นส่วนตัว ก็ได้กลายมาเป็นข้อมูลที่ถูกแบ่งปันกันอย่างแพร่หลายบนพื้นที่สาธารณะ
คงจำกันได้ดี สำหรับประโยคฮิตอย่าง 'เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่' หรือ 'แก่ ใจดี สปอร์ต กทม' ที่เคยดังเป็นพลุแตก ทั้งๆ ที่ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว ทั้งสองเรื่องถือเป็น 'เรื่องไม่เป็นเรื่อง' มากๆ แถมยังมีที่มาจากการสนทนาส่วนบุคคล หรือในกลุ่มปิด แต่ก็ได้กลายมาเป็นกระแสที่แม้กระทั่งสื่อหลักก็ยังต้องเกาะไปกับเขาด้วย
ดูเหมือนไม่เป็นเรื่อง แต่ทราบหรือไม่ว่า นี่แหละ 'เป็นเรื่อง' เพราะปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการก้าวล่วงพื้นที่ส่วนตัวของบุคคลอื่นโดยเจ้าตัวไม่ยินยอม ไม่ว่าจะด้วยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม
มองเผินๆ อาจคิดว่าไม่เห็นจะเสียหาย หากในรูปการณ์คล้ายกัน เพียงแต่เปลี่ยนบริบทเสียใหม่ในภาวะความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังร้อนไม่เลิกนั้น กรณีดังกล่าวได้ก่อให้เกิดเคสที่รุนแรงถึงขั้นเสียบประจานออนไลน์ผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง หรือที่รู้จักกันในชื่อเรียกว่า การ "ล่าแม่มด" เป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้น หากนับเฉพาะในปี 2555 ปีเดียว พบว่า เพจยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคมมียอดถูกใจเพิ่มขึ้นจากปี 2554 ถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์!
ไม่ใช่แค่การลงชื่อคัดค้าน หรือสนับสนุนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะการแสดงออกถึงความเห็นในวันนี้ ได้ลุกลามบานปลายไปถึงการ 'ลากไส้' ประจานข้อมูลอันเป็นส่วนตัวของบุคคลในที่สาธารณะ เพื่อให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์เข้าไปร่วมด้วยช่วยประณามกันอย่างเมามัน และสนุกปาก
หนำซ้ำทราบหรือไม่ว่า กระทั่งหน่วยงานที่มีนามสกุลห้อยท้ายว่า 'รัฐ' ก็ยังมีการสืบสวนทางลับบนอินเทอร์เน็ตอย่าง 'ผิดกฎหมาย' อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน!
หลายความเห็นอ้างว่า ข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ในเมื่อสามารถเสิร์ชหาได้บนอินเทอร์เน็ตโดยง่าย ก็ย่อมแปลว่า นั่นคือ "เรื่องสาธารณะ" แต่บ้างก็ย้อนกลับว่า ข้อมูลส่วนตัว แม้จะอยู่บนพื้นที่สาธารณะ แต่เมื่อเจ้าตัวไม่ยินยอมให้นำไปใช้หรือเปิดเผย ผู้อื่นก็ไม่มีสิทธิกระทำเช่นนั้น
ก็เลยกลายเป็นปัญหาโอละพ่อของบรรดานักตีความทั้งหลาย ที่เถียงกันให้ตายก็ยากจะรู้เรื่อง
นี่จึงถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราควรจะต้องมานั่งถกกันอย่างจริงจังอีกครั้ง ว่า ความเป็นส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ ควรจะอยู่ร่วมกันอย่างไร?
- สอดแนม
จากเวทีการประชุมว่าด้วยเทคโนโลยีและสิทธิพลเมืองครั้งที่ 2 "หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง : ความเป็นส่วนตัวออนไลน์ และการสอดส่องการสื่อสาร" จัดโดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับเครือข่ายพลเมืองเน็ต (ThaiNetizen) โดยการสนับสนุนของมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไพรเวซีอินเทอร์เนชันแนล และอินเทอร์นิวส์ เมื่อ 25 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา
ประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือ แค่ไหนจึงจะเรียกว่าปลอดภัยจากการสอดแนม?
ในเมื่อเราไม่สามารถปฏิเสธความมีอยู่ของโลกออนไลน์ได้ แถมส่วนใหญ่ยังต้องข้องแวะกับโลกไซเบอร์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วเราจะรักษาความเป็นส่วนตัวไม่ให้ถูกละเมิด หรือนำข้อมูลของเราไปใช้ในทางที่ผิดได้อย่างไร
"ถ้าเราเอาสิ่งที่เป็นข้อมูลระบุตัวตนของเราออกให้หมด เช่น ชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประชาชน ที่อยู่ แล้วคิดว่า พอไหมสำหรับการรักษาความเป็นส่วนตัว" ผศ.ดร.จักรพงศ์ นาทวิชัย จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งคำถามระหว่างบรรยายหัวข้อ "ความเป็นส่วนตัว และการทำเหมืองข้อมูล"
ผศ.ดร.จักรพงศ์ ได้นำเอาโมเดลจำลองความน่าจะเป็นสำหรับการควานหาตัวตน จากข้อมูลที่ 'จำกัด' บนโลกออนไลน์ โดยสรุปว่า มีทางเป็นไปได้ แม้กระทั่งเราไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ ที่ระบุถึงตัวตน อย่างชื่อนามสกุล วันเกิด ที่อยู่
...กระทั่งรหัสไปรษณีย์ที่ใส่ลงไป ก็ยังสามารถตามรอยมาถึง 'ตัวตน' ได้ แม้ว่าจะไม่ได้ระบุที่อยู่อย่างละเอียด
ข้อเสนอที่ ผศ.ดร.จักรพงศ์ ฝากไว้ จึงเป็นเรื่องของการหาจุดกึ่งกลางที่เหมาะสมสำหรับการระบุข้อมูลที่ยังใช้ประโยชน์ได้ อาทิ การทำฐานข้อมูลทางการแพทย์ซึ่งแม้จะปิดบังชื่อผู้ป่วย แต่หากระบุ เพศ อายุ ภูมิลำเนา ลงไป ก็อาจสืบสาวจนเจอได้ ว่าบุคคลนั้นคือใคร โดยหากจะไม่บันทึกลงไปเลย ข้อมูลที่ควรเป็นประโยชน์ในทางการแพทย์ ก็จะกลายเป็นไร้ค่าแทบจะทันที
"อยากให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนที่ทำงานกับข้อมูลส่วนบุคคล เปลี่ยนระบบการบันทึกข้อมูล โดยให้แปลงข้อมูลเหล่านั้น ให้มีความ 'ทั่วไป' มากขึ้น อาทิ ไม่ระบุอายุอย่างจงใจ แต่ให้เปลี่ยนเป็นช่วงอายุแทน เป็นต้น"
- คุกคาม
"ข้อมูลส่วนตัวที่ใส่ลงบนอินเทอร์เน็ต เมื่อมันขึ้นไปอยู่บนนั้น ก็ถือว่าเกินอำนาจของเจ้าของข้อมูลที่จะดูแลมันได้" ใจความหนึ่งจาก ดร.จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งกล่าวไว้ระหว่างการบรรยายในหัวข้อ "การตามรังควานบนอินเทอร์เน็ตที่เป็นการคุกคามทางเพศ" ฟังดูเหมือนจะ น่ากลัว แล้วความจริง น่ากลัว อย่างที่คิดหรือไม่?
โดย ดร.จอมพล เลาะตะเข็บปัญหาการรังควานบนอินเทอร์เน็ต ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Cyberstalking ว่า เกิดขึ้นได้ตั้งแต่การไล่ล่า ตามล่าทางออนไลน์ ที่อาจนำไปสู่การรังควาน เฝ้าติดตาม จนถึงคุกคามได้ในที่สุด และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับเหยื่อ ก็เป็นไปได้ตั้งแต่ ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย จนกระทั่งเสียความเป็นส่วนตัว เสียทรัพย์ กระทั่งเสียชีวิตเลยก็มี
อย่างเช่นประโยคก้องโลก 'The world would be a better place without you.' ซึ่ง Lori Drew คุณแม่นางหนึ่ง เขียนส่งให้ Megan Taylor Meier สาวน้อยวัย 14 ที่บอกเลิกกับลูกชายของนาง จนทำให้นางคิดจะแก้แค้น โดยปลอมตัวเข้าไปในโลกไซเบอร์ และพูดคุยกับเมแกน จนกระทั่งตบท้ายด้วยประโยคดังกล่าว ที่ทำให้เมแกน ตัดสินใจผูกคอตายในที่สุด
จากผลสำรวจโดย Paul Bocij เกี่ยวกับการตามรังควานบนอินเทอร์เน็ตที่ประเทศอังกฤษ พบว่า มากถึง 42.11 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ถูกตามรังควานโดยบุคคลที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก และเป็นอันตรายมากด้วย เพราะผู้กระทำอยู่ในที่ลับ
และถ้าข้ามไปมองที่ตัวบทกฎหมาย ดร.จอมพล เผยว่า ทั้งกฎหมายจากอเมริกา และอังกฤษ ต่างก็มีการระบุการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุกคามทางออนไลน์อย่างชัดเจน แต่กฎหมายไทยปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ และส่วนใหญ่มักจะตกอยู่กับ พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 ซึ่งรับเละ แทบทุกคดีที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ เป็นต้องวิ่งหากฎหมายตัวนี้ทั้งสิ้น
- ปิดกั้น
จากประสบการณ์ที่เป็นทั้งผู้ร่วมร่างกฎหมายบางส่วน แล้วก็เป็นคนอบรมเจ้าหน้าที่ แล้วก็เป็นผู้บังคับใช้ในการไปปราบปรามด้วยนั้น ทำให้ ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ นักกฎหมายจาก สำนักกฎหมายพีแอนด์พี ยอมรับว่า ปัญหาเรื่องกฎหมายของไทยในการเอาผิดผู้กระทำผิดทางออนไลน์ ซึ่งใช้เอา พรบ.คอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายสำเร็จรูป ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเดียวที่น่าเป็นห่วง
เพราะยังมีอีกหนึ่งประเด็นปัญหาซึ่งคนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง นั่นก็คือ การที่เราใช้กฎหมายอยู่ตัวเดียว นั่นก็คือ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550 ซึ่งเป็นการใช้ที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และไม่ถูกหลักเท่าไรนัก ยกตัวอย่างเช่น มาตรา14(1) ที่ผู้ร่างมีความต้องการที่จะปราบปรามในด้าน phishing แต่กลายเป็นว่า มาตรานี้กลายเป็นเครื่องมือในการนำไปใช้ฟ้องร้องหมิ่นประมาทในทุกๆ วันนี้ โดยเฉพาะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง โดยจะเห็นว่า ทุกๆครั้งที่มีปัญหา มาตราดังกล่าวจะถูกนำมาใช้โต้ตอบและแก้ต่างทุกครั้งไป
และเนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องการปรับใช้กฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งให้สิทธิแก่เจ้าพนักงานที่จะติดตามสอบสวนทางออนไลน์ได้จำกัดอยู่เพียงไม่กี่หน่วยงาน อาทิ เจ้าหน้าที่เฉพาะอย่างดีเอสไอ ตำรวจแห่งชาติ หรือที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ทำให้กระทรวงไอซีที ต้องแก้ปัญหาด้วยการแต่งตั้งพนักงานที่ต้องดูแลความผิดที่เกี่ยวกับอาชญากรรมในแต่ละประเภทเข้ามาเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพรบ.คอมพิวเตอร์
ทำให้ช่วงหลังมีการตั้งกรมสรรพากร อาหรและยา กรมปศุสัตว์ แม้กระทั่งการประปานครหลวง ให้สามารถทำการรวบรวมข้อมูลหลักฐานทางออนไลน์ได้ ทั้งๆ ที่ความผิดที่เกิดขึ้นมันเป็นการโกงภาษี โกงค่าน้ำประปา มันไม่ใช่ความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ แต่สิ่งที่เขาอยากได้ คือ อำนาจตามมาตรา 18 ในการไปเรียกข้อมูลต่างๆ มาแล้วรวบรวมข้อมูล
"ถ้าพูดกันตามตรง นั่นก็คือการละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยการนำเอาข้อมูลส่วนตัวมาใช้ในทางคดี เรียกว่า เป็นการสืบสวนทางลับ ซึ่งเกิดขึ้นทุกวัน ทุกนาที เพียงแต่ว่า จะมากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้เราเรียกว่า Unlawful interception เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานโดยมิชอบ" ไพบูลย์เอ่ย
นอกจากนี้ เกี่ยวกับการได้มาซึ่งหลักฐานโดยไม่ชอบนั้น แนวโน้มของกฎหมายไทย คือ รับฟังได้ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง คดีที่รุนแรง แต่เท่าที่เห็น ไพบูลย์บอกว่า
"ร้อยละ 90 ของคดีที่เกิดขึ้นบนเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ ไม่เคยเจอว่า เป็นความผิดที่ร้ายแรงถึงขั้นต้องใช้วิธีการสอบสวนในทางลับ จึงถือเป็นเรื่องล่อแหลมมากที่จะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างมาก"
แต่สาเหตุที่วิธีนี้กลับถูกนำมาใช้ในศาลได้มาตลอด ก็เนื่องจากอาชญากร หรือผู้ที่ถูกดำเนินคดีร้อยละ 90 ยอมรับผิด เนื่องจากกระทำผิดจริง ทำให้โอกาสที่ผู้ถูกกล่าวหาจะยกข้อโต้แย้งเรื่องการได้มาซึ่งพยานหลักฐานโดยไม่ชอบจึงไม่ค่อยมี และทำให้คดีพวกนี้ไม่เคยมีการโต้แย้งเรื่องการได้มาซึ่งพยานหลักฐานเลย
เมื่อ "หน้าต่างมีหู" เปิดช่องให้เราถูกแอบฟังทั้งสอดส่องได้โดยง่าย โดยถึงแม้จะรู้ทั้งรู้ แต่ก็ยากจะหนีไปได้ เพราะ "ประตู" ทางออกแทบจะถูกปิดตายจาก 'กลไกรัฐ' อันบิดเบี้ยว
...แล้วผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหลายจะเอาอย่างไรดี





