วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อไวน์หัวโล้นระบาดเมือง

กระแสบูมของไวน์ในหมู่คนรุ่นใหม่ กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ส่งผลกระทบอย่างไรต่อสังคมไทยในวันนี้

เปรียบเปรยกันว่า "ไวน์" เสมือนเป็นพระโลหิตของพระเจ้า แต่สำหรับเมืองไทย "ไวน์" ยังเลี่ยงไม่พ้นภาษีบาปอยู่ดี

เพราะด้วยโครงสร้างใหม่ของภาษีสรรพสามิต หรือ "ภาษีบาป" นั่นเอง กลายมาเป็นประเด็น "ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์" ไปทั่วทุกมุมเมืองว่า เอาเข้าจริงๆ รัฐตรากฏหมายภาษีนี้ขึ้น ด้วยวัตถุประสงค์ใดกันแน่

"จริงๆ ผมไม่เข้าใจนะ ว่าเจตนาของเรื่องนี้คืออะไร" พงศเฉลิม เฉลิมทรัพยากร เจ้าของบริษัท BB&B ผู้นำเข้าไวน์รายใหญ่ สะท้อนมุมมองให้ฟัง "... เพราะหากต้องการเก็บภาษีได้มากขึ้น การลดภาษี จะทำให้เก็บภาษีได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเป็นการนำเข้าสู่ระบบ ส่วนเรื่องปรับภาษี เพื่อลดการบริโภค ก็คงไม่ได้ช่วยเท่าไหร่"

"อันที่จริง ไวน์ ควรถูกเก็บภาษีต่ำกว่าตัวอื่นๆ ด้วยซ้ำ หากมองว่าไวน์เป็นปัญหาต่อสุขภาพ สุราอื่นๆ ก็มีผล เผลอๆ ไวน์อาจจะดีต่อสุขภาพมากกว่า แต่ก็ยังโดนภาษีมากที่สุดอยู่ดี ทั้งที่ในประเทศอื่นๆ อย่างเวียดนาม ก็ลงไปเมื่อปีสองปีก่อน ฮ่องกงไม่มีภาษีแล้ว เช่นเดียวกันกับสิงคโปร์ ผมว่ามันเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวด้วย ต่อให้คนไทยกินเยอะ แต่นักท่องเที่ยวก็ยังเป็น consumer หลักของเมืองไทย"

เนื่องจากเป็นวัฒนธรรมตะวันตก แต่เดิมนั้น ตลาดไวน์ในไทยจึงเน้นไปที่นักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ผู้บริโภคคนไทยมักเป็นบุคคลระดับผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพในการดื่ม แต่ในระยะ 4-5 ปีหลังนี้ กระแสความตื่นตัวเรื่องไวน์ของคนรุ่นใหม่มาแรง เกิดเป็นร้านไวน์ต่างๆ มากมาย จนแม้กระทั่ง พงศเฉลิม ยังยอมรับว่า ตลาดไวน์ในเวลานี้ อาจจะแบ่งกันราวครึ่งต่อครึ่ง ระหว่างนักท่องเที่ยวกับคนไทย

""คนมีความสนใจเรื่องไวน์มากขึ้น คนมีความรู้มากขึ้น sophisticate มากขึ้น การที่มีร้านไวน์มากขึ้น ทำให้วัฒนธรรมการดื่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะเมื่อก่อน ใครจะดื่มไวน์ต้องไปตามโรงแรม เดี๋ยวนี้มีเอาท์เล็ทเปิดขึ้น เป็นตัวช่วย เป็นการ draw attention ให้คนขยายฐานไปสู่ mass มากขึ้น" อิทธิชัย เบญจธนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ ร้าน Cellar 11 Wine & Bistro เพิ่มเติมให้ฟัง โดย อิทธิชัย จัดตัวเองเป็น Wine Lover ที่ผันตัวมาทำร้านไวน์ และเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยรายชื่อไวน์ที่พร้อมให้บริการมากกว่า 1,500 รายการ โดยมีคู่ค้ามากถึง 26 รายในเวลานี้

เช่นเดียวกันกับ อรดา นนทสิงห์ สุุภาพสตรีที่ชื่นชอบและรักการดื่มไวน์เป็นชีวิตจิตใจ เธอเลือกเปิดร้านไวน์มานาน เริ่มจาก "ไวน์ สแควร์" ที่สยามสแควร์ ต่อด้วยสีลมคอมเพล็กซ์ ก่อนจะย้ายมาเปิดร้าน Silom Cellar อยู่ที่ปากซอยศาลาแดง ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ ทำร้านด้วยใจรัก

"โลกของไวน์ มีอะไรให้ติดตาม ชวนศึกษา นั่นคือมุมมองของเรา" อรดา ยอมรับ พร้อมกับตระหนักถึงสถานการณ์ไวน์ปัจจุบันที่เฟื่องฟู ภายใต้มาตรการภาษีใหม่ว่า "ตอนนี้ ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่รอดนะ เพราะเราเป็นไวน์ช็อป เป็นร้านเล็กๆ ซึ่งกำไรอยู่ที่ 35 เปอรเซนต์ ลูกค้ามาซื้อแบบ take home กลับไปดื่มที่บ้าน ขณะที่ร้านอื่นๆ เขาบวก 100 150 เปอร์เซนต์ แถมด้วยรายได้จากอาหาร ทำให้อยู่ได้"

เธอสรุปว่า "ทุกวันนี้ที่เราอยู่ได้ เพราะผู้บริโภคมองหาไวน์ราคาไม่แพง และได้รับความรู้ไปด้วย ขณะที่ซูเปอร์(มาร์เก็ต)ราคาดีก็จริง แต่คนขายจะไม่มีความรู้ให้"

เสน่ห์ของการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด

ดังที่ โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน (Robert Louis Stevenson) เคยกล่าวไว้ “ไวน์คือบทกวีในขวดแก้ว” ในอีกด้านหนึ่ง ไวน์จึงเป็นโลกแห่งการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด

"เด็กรุ่นใหม่ได้ knowledge เรื่องไวน์มากขึ้น ไม่เหมือนคนดื่มไวน์สมัยก่อน ต้องเป็นผู้ใหญ่ ต้องมีศักยภาพในการจ่าย อย่างเดี๋ยวนี้ นักเรียนปริญญาโท เรียนรู้เรื่องไวน์กันหมด พวกเขามีความรู้เกี่ยวกับไวน์มากขึ้น ชวนค้นหา ชวนเรียนรู้ แต่ละประเทศ ทีนี้ รัฐบาลแต่ละประเทศก็สนับสนุนให้ความรู้ด้วย เขามีหน่วยงาน support พอคนเรามีความรู้มากขึ้น ก็อยากลอง มันคลาสสิก ขณะที่ดื่มเหล้า (วิสกี วอดกา หรือ เบียร์) มันจบเร็ว" อรดา สะท้อนความเห็นต่อกระแสความสนใจไวน์ของคนรุ่นใหม่ในวันนี้

เช่นเดียวกันกับ อิทธิชัย วิเคราะห์ว่า "เมื่อมีคนนำเข้าไวน์มากขึ้น พร้อมๆ กับกลุ่มคนที่ดื่มตามกระแส แต่ถึงจะเป็นกระแส ก็ก่อให้เกิดการเรียนรู้เหมือนกัน เมื่อก่อนแวดวงไวน์จำกัดอยู่ในเฉพาะกลุ่มคนรักไวน์เท่านั้น ซึ่งเป็นคนดื่มไวน์ที่ต้องศึกษาว่าพันธุ์องุ่นเป็นอย่างไร แหล่งผลิตเป็นอย่างไร รสชาติ ปีนี้ ประเทศนี้ พอมีร้านเปิดมากขึ้น แนวโน้มจะเน้นกลุ่ม mass ขายไวน์ราคาไม่สูง ผนวกกับมีกระแสไวน์โลกใหม่ (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ฯ) เข้ามาเยอะ ราคาไวน์เฉลี่ยต่ำกว่าพันบาท ทำให้ในเมืองไทย ไวน์ไม่ได้เป็นเครื่องดื่มสำหรับคนชั้นสูงอีกต่อไป "

"เมืองไทย เมื่อ 10 ปีก่อนจะไม่มีแบบนี้ จนเริ่มมาบูมภายใน 5 ปีที่ผ่านมา จะมีร้านอาหารขึ้นต้นด้วย Wine กลุ่มคนที่เข้าไป ก็คือกลุ่มคนที่มีอายุน้อยลง ค่าใช้จ่ายต่อหัวก็ลดลง ราคาไวน์ต่อขวดก็ลดลง เรียกว่าเป็นการสร้างโอกาส และการเข้าถึงไวน์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะ beginner อาจจะไม่เข้าใจว่า แต่ละพันธุ์องุ่นคืออะไร อาจจะเข้าใจแค่ว่า ไวน์มีขาวกับแดง เอารสชาติแบบไหน หนักๆ เฝื่อนๆ ฝาดๆ หอมๆ หวานๆ เปรี้ยวๆ ก็เลือกไปตามนี้ แต่ไม่เข้าใจคาแรคเตอร์ว่า ไวน์นี้ ประเทศนี้ เป็นอย่างไร อันนี้คือ entry level แต่ถึงที่สุด ก็ทำให้ตลาดเปิด ทำให้คนบางส่วนได้รับรู้ว่า โลกแห่งไวน์เป็นอย่างไร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี" เจ้าของร้านไวน์แอนด์บิสโทรคนเดียวกัน

หลากหลายในข้อจำกัด

หากเป็นสมัยก่อน ตลาดไวน์จะขึ้นลงตามภาวะการท่องเที่ยว แต่ทุกวันนี้ ช่วงเวลา low season หรือ high season แทบไม่มีผล

"เห็นชัดว่า ตัวเลขโตกว่าเดิม ราวๆ 20 เปอร์เซนต์ จากตลาดเดิมที่ขายให้นักท่องเที่ยว ตอนนี้กลายเป็นว่ามีคนไทยสนใจมากขึ้น เทรนด์เปลี่ยนมาที่ป็นคนไทยมากขึ้น" พงศเฉลิม กล่าว พร้อมสรุปภาพคร่าวๆ สำหรับตลาดคนไทยนั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ หากไม่ถูก ก็แพงไปเลย ไม่มีตลาดราคากลางๆ แต่ เจ้าตัวเชื่อว่า ในอนาคตตลาดราคาระดับกลางจะขยายตัวมากกว่านี้ อันสืบเนื่องจากกระบวนการเรียนรู้

"ของเรามีไวน์ 600-700 ตัว ครอบคลุมทุกราคา ... ถ้าเกิดคนส่วนใหญ่ เริ่มจากไวน์ถูก ไปหาแพง ก็เป็นเรื่องปกติ จากถูกๆ จากเดิมไปที่ร้านเอาอะไรก็ได้ แต่พอเริ่มเรียนรู้ ก็จะรู้จักเลือก รู้จักปรับ"

โลกของผู้นำเข้าก็หลากหลายมากพอที่จะรองรับความต้องการของลูกค้าหน้าใหม่เช่นกัน ดังที่ อรดา ยอมรับว่า ทุกวันนี้ ไวน์ในตลาดเมืองไทยหลากหลายกว่าเมื่อก่อนมาก

"เดี๋ยวนี้ คิดอะไรไม่ออกก็เปิดร้านไวน์ คิดอะไรไม่ออกก็นำเข้าไวน์ แต่ไวน์ผีก็ยังเยอะกว่าอยู่ดี ....เดี๋ยวนี้ ไวน์ผี อะไรก็มีหมด พวก(ลูกค้า)ที่เขารู้ เขาจะค้นหาเจอ มีคนไทยเราไปลงทุน วิธิการนำเข้าไวน์ผี ก็นำเข้ามาล็อตเดียวกัน แต่เอาเข้าประเทศครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งไปลงประเทศเพื่อนบ้าน อยากได้ไวน์ผี ก็สั่งเขาเอามาให้ นั่นคือผู้ประกอบการ นั่นคือผู้นำเข้าจำนวนไม่น้อย ไม่งั้น อยู่ไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องเป็นรายใหญ่ รายเล็กไม่คุ้ม นำเข้ามาที ก็ support ให้ลาว เขมร แม่สาย แล้วถึงเวลา ก็สั่งซื้อมาทางไหนก็ได้ คุณซื้อที่ชายแดน(ราคาขวดละ) 2 พัน(บาท) ซื้อกับเรา อาจจะ 4 พัน 5 ห้า(ร้อยบาท) ผู้บริโภคบางคนมีความรู้มีช่องทางในเรื่องนี้ แต่ผู้ประกอบการในระบบจะแย่" อรดา ย้ำถึงข้อจำกัดในความหลากหลายที่เกิดขึ้น

เช่นเดียวกับกับไวน์ระดับ Grand Cru ทั้งหลาย ที่มีราคาแพงมากนั้น ข้อเท็จจริง ทำให้เราทราบว่า ไม่มีทางจะขายในระบบได้ง่ายๆ เช่นในมุมมองของอิทธิชัยกับเรื่องนี้

"พวกไวน์ 5 อรหันต์ ไม่มีใครเปิดในร้าน ทุกคนหิ้วมาหมด" อิทธิชัย ยืนยัน "มันเป็นไปไม่ได้ อย่าง Mouton Rothchild ปี 1998 คุณซื้อมาจากไหนก็ได้ เป็นไวน์หัวโล้น (ไม่มีแสตมป์ภาษีปิดหัวขวด) ขวดละ 2-3 หมื่นบาทแล้ว หากคุณขายในร้าน คุณจะขายเท่าไหร่ ถ้าเป็นไวน์แบบมีแสตมป์ คงต้องขึ้นไปจนราคาเกิน 5 หมื่น แล้วคุณขายใคร สิ่งที่คุณขายได้ คือคนกินไม่ได้จ่าย คนจ่ายไม่ได้กิน เพราะฉะนั้น ถามว่า ร้านผมมีมั้ย มี แต่ไม่เยอะ แค่มีอย่างละขวด แค่ให้รู้ว่าผมมีติดร้านไว้ โอกาสที่ผมจะขายได้นั้น คงหวังฟลุ้คอย่างเดียว "

การแพร่ทะลักของไวน์หัวโล้น

"ไวน์หัวโล้นจะทะลักเข้ามามากขึ้น โดยวิธีไหน เรารู้กันอยู่ แต่ในแง่เจ้าหน้าที่รัฐ จะทำอย่างไร ก็ตามจับกันไป" อรดา กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ทันทีที่ถามถึงผลกระทบโดยรวมจากโครงสร้างภาษีเหล้าใหม่ในครั้งนี้

ด้าน อิทธิชัย เห็นว่า "ในเรื่องของโครงสร้างภาษีที่ออกมา ผมยังไม่รู้ว่ามีผลขนาดไหน เพราะตอนนี้ ซัพพลายเออร์ยังไม่สรุปราคาใหม่ ทุกคนขายของเก่าในราคาเดิมอยู่ ผมไม่รู้ว่าเขารออะไร ... ถามผมนะ ผมพยายามมองในแง่ดี ทุกคนน่าจะขึ้นแบบ across แต่ถึงยังไง คนก็ยังดื่มไวน์ แต่โอกาสของการนำไวน์เข้ามาเอง การซื้อไวน์ไม่มีภาษีเข้ามา อาจจะมีมากขึ้น ผมคงไม่เรียกว่า ลักลอบ หรืออะไรหรอกนะ แต่จะมีไวน์หัวโล้นมากขึ้น ครั้นจะให้คนเลิกดื่มมั้ย คงไม่ เพราะไวน์ไม่ได้ผิดอะไร"

ด้านผู้นำเข้า อย่าง พงศเฉลิม เขายอมรับว่า ถ้าภาษีขึ้น ราคาไวน์แพงขึ้น ไวน์หนีภาษีก็จะมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ หาได้ง่ายอยู่แล้ว แต่เขามองแตกต่างอยู่บ้างว่า โครงสร้างภาษีใหม่ อาจจะทำให้ไวน์บางตัวหายไปจากตลาด (ไวน์ราคาถูก ที่ต้องขึ้นราคาแพงเกินตัว) และจะทำให้ความแตกต่างของราคาไวน์ที่มีแสตมป์บางตัว กับไวน์ลักลอบนำเข้า ไม่แตกต่างกันนัก เช่น Penfolds bin 2 (ขณะที่ penfolds 389 ในซูเปอร์มาร์เก็ตขายอยู่ที่ราคาเกือบ 6 พัน แต่ในตลาดไวน์หัวโล้น อยู่ที่ 2 พันต้นๆ เท่านั้น)

เมื่อถามถึงตัวเลขสัดส่วน ระหว่างไวน์ที่้เสียภาษีกับไวน์ที่ไม่เสียภาษี พงศเฉลิม บอกเป็นนัยว่าอยู่ที่ 10 :90 หรืออาจจะมากกว่านั้น !

"เท่าที่ผมทราบ ไวน์ penfolds ยี่ห้อนี้ เรานำเข้าไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์ของไวน์ที่บริโภคกันในประเทศ ซึ่งอยู่ราวๆ ปีละ 2 แสนลัง ของเราไม่ถึง 2 หมื่นลังด้วยซ้ำ"

มุมมองของ พงศเฉลิม ตรงกับเสียงสะท้อนของคนในวงการไวน์คนหนึ่ง ซึ่งสรุปได้ตรงประเด็นทีเดียวว่า

"พูดถึงเรื่องนี้ อย่าปากว่าตาขยิบ เพราะแม้กระทั่ง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ไม่มีใครที่ดื่มไวน์เสียภาษี ข้าราชการระดับอธิบดียังกินไวน์ไม่มีแสตมป์อยู่เลย แล้วรัฐจะได้อะไร ตรงนี้มันช่างตรงข้ามกับความพยายามที่เรา present ให้นักท่องเที่ยวมาดื่้ม มากิน มาช็อปปิง มามีความสุขกับประเทศไทย แต่กับเรื่องแค่นี้ เรายังแข่งขันสู้สิงคโปร์และฮ่องกงไม่ได้"