จะมีช่างทำผมสักกี่คน ที่มีคติในการทำงานว่า.. ลูกค้าจะต้องสวยเองได้ที่บ้าน!!
ฟังดูอาจว่าแปลก เป็นช่างผมแท้ๆ แต่ทำไมตัดหนทางหารายได้ตัวเองเสียอย่างนั้น ขณะที่ช่างผมเจ้าอื่นอาจจะคิดแต่ว่า จะทำอย่างไรให้ลูกค้าเดินเข้าออกร้านบ่อยๆ เพื่อกวาดเงินจากกระเป๋าลูกค้า ช่างผมอย่าง หนิง - อริยา โหสีลา แห่งร้าน 'HO SEE LA salon' กลับคิดว่า จะทำอย่างไร ลูกค้าของเธอจะไม่ต้องเสียเวลาเข้าร้านทำผมบ่อยๆ
"ก่อนหน้านี้ทำมาหลายอย่างค่ะ เปิดร้านเบเกอรี่ก็แล้ว ทำร้านซักรีดก็แล้ว ปรากฏว่า เจ๊งหมด แล้วตอนนั้น พอดีเขามีอบรมเรื่องการทำธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งบูมมากเมื่อสิบปีที่แล้ว ก็เลยลองไปเข้าอบรมดู" อริยา เล่าเท้าความก่อนจะมาเป็นช่างทำผมอย่างในปัจจุบัน
จากคอร์สแรกที่ได้เรียน ซึ่งเป็นพื้นฐานการทำธุรกิจอย่างกว้างๆ เมื่อจบคอร์ส ทางผู้จัดก็มีต่อคอร์สสองโดยให้ผู้เรียนเลือกสาขาธุรกิจที่ตนเองสนใจอยากทำ ซึ่งธุรกิจซาลอนเป็นหนึ่งในตัวเลือก
"ตอนนั้นในความคิดหนิง เห็นว่า ร้านเสริมสวยมันทำเป็นธุรกิจไม่ได้ โอเค มันอาจจะทำเลี้ยงชีพได้ แต่คิดว่า มันไม่น่าจะเติบโตเป็นธุรกิจได้ แล้วพอได้เริ่มเรียนด้านซาลอน ก็มีโอกาสได้เรียนกับครูฝรั่งคนหนึ่ง เป็นอาจารย์มาจากฝรั่งเศส ซึ่งถ่ายทอดความรู้ และมุมมองธุรกิจซึ่งมีประโยชน์มาก"
จากที่ไม่เชื่อว่า ร้านซาลอนจะเป็นธุรกิจได้ อาจารย์ฝรั่งก็เปิดมุมมองให้เห็นว่า ถ้าทำร้านอย่างมีมาตรฐาน มีคุณภาพจริงๆ ต่อให้ไปอยู่ในซอยลึก ใช้ตึกแถวเล็กๆ เป็นร้าน ก็มีลูกค้าวิ่งมาหาได้เช่นกัน
"เขาบอกว่า ขอให้ทำตามขั้นตอนธุรกิจที่เรียนมาให้ได้ แล้วเดี๋ยวก็จะรู้เองว่า เรามาถูกทางหรือเปล่า ถ้ามีลูกค้าโทรมาจองเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ ถือว่า ร้านเราเริ่มประสบความสำเร็จแล้ว"
ส่วนเคล็ดไม่ลับที่ได้รับการสั่งสอนมาตลอดระหว่างที่เรียนนั้น อริยา บอกว่า เธอถูกสอนมาตลอดถึงการรักษามาตรฐานโดยคิดถึงลูกค้าเป็นอันดับแรก อย่างเช่นคติที่ยึดถือมาตลอดว่า จะทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าไม่ต้องเข้าร้านสระไดร์ ทำให้ลูกค้าสวยเองได้ทุกวันที่บ้าน
"ตอนแรกก็กลัวว่า จะเป็นการตัดรายได้หรือเปล่า แต่พอลองทำจริงๆ ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ เพราะถ้าเราทำให้อย่างดีที่สุด ให้ลูกค้าตื่นเช้ามา สะบัดผม สวยได้ทุกวัน ไม่ต้องเสียเวลาเข้าร้านสระไดร์บ่อยๆ แต่พอเขากลับมาทีเขาจะเต็มที่กับเรามาก ทำทุกอย่างที่มีให้ทำ แล้วเขาจะแฮปปี้มากในการเข้าร้านทำผม ขณะที่ร้านทำผมบ้านเราส่วนใหญ่จะอาศัยลูกค้าสระไดร์ แต่อาจารย์บอกว่า เราต้องไม่ไปจับธุรกิจตรงนั้น แต่ให้ทำอย่างอื่นที่แปลกออกไปจากที่เคยเป็น"
เมื่อมองความคุ้มค่าของลูกค้าเป็นตัวตั้ง ก็เลยทำให้ร้านของเธอค่อนข้างแปลกกว่าชาวบ้าน ถ้าใครผมเสียมาก เดินเข้ามาขออบไอน้ำ เป็นร้านอื่นจะไม่รีรอ รีบให้บริการทันที แต่สำหรับเธอ ถ้าดูสภาพเส้นผมแล้วว่า เสียมาก เธอจะไม่ทำให้ลูกค้าเด็ดขาด โดยบอกให้กลับไปพักผมให้ดีกว่านี้ก่อนแล้วค่อยกลับมาทำยังไม่สาย
"ลูกค้าชอบบอกว่า เราหยิ่ง อย่างคุณน้ำผึ้ง (หม่อมหลวงสราลี กิติยากร) ซึ่งเป็นลูกค้าประจำ ก็จะชอบแซวบ่อยๆ ว่า หนิงหยิ่ง มีคนเอาเงินมาให้ถึงบ้านยังไม่เอา แต่ที่เราปฏิเสธลูกค้า ก็เพราะเรามองความคุ้มค่าของลูกค้าเป็นหลัก ถ้าเห็นว่า ลูกค้าทำแล้วจะไม่ได้ดีขึ้น หรือสวยขึ้น เราก็ไม่เห็นว่า จะทำให้ไปทำไม เพราะแน่นอนว่า ทุกคนที่เข้าร้านทำผม ก็ต้องอยากสวยขึ้น ดูดีขึ้น แต่บางครั้งเจอผมลูกค้าที่อ่อนแอมากๆ เราเห็นแล้วก็รู้ว่า ทำยังไงมันก็ดีขึ้นมาไม่ได้ อย่างการอบไอน้ำมันก็ดีแค่หลอกๆ แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่แนะนำได้ คือ หยุดทุกอย่าง อย่าไปทำอะไรให้เสียเพิ่ม ห้ามไดร์ ห้ามอบไอน้ำ ห้ามโดนความร้อน แล้วผมจะกลับมาดีเอง" เธอบอก
"เงินเราก็อยากได้นะ แต่เราก็ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้าด้วย ทำธุรกิจ ใครๆ ก็อยากได้เงิน แต่การจะไปเก็บเงินจากลูกค้า เราก็ต้องคิดก่อนว่า เขาจะคุ้มไหมกับเงินที่จ่ายให้เรามา ถ้าเราอยากได้ตังค์อย่างเดียว ลูกค้าก็จะไม่รักเรา เขาจะมองว่า เราโกหก ถ้ารู้ว่าทำแล้วไม่ดี ทำไมไม่บอกเขา ให้เขามานั่งเสียตังค์ เสียเวลา เสียความรู้สึก"
พร้อมทั้งยืนยันว่า การซื่อสัตย์ต่อลูกค้า โดยไม่คิดแค่เรื่องเงินที่วางอยู่ตรงหน้า คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ร้านของเธอประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ เพราะเมื่อลูกค้าเห็นถึงความจริงใจ ร้อยทั้งร้อยก็ต้องกลับมาหาเธอในที่สุด





