เนื่องในวันเยาวชน 20 กันยายน ลองหยุดพักความคิดของผู้ใหญ่ แล้วเปลี่ยนมาฟังตัวแทนคนรุ่นใหม่ ร่วมสะท้อนมุมมองที่มีต่อโจทย์ในชีวิตและสังคม
วันนี้,วันเยาวชน
วันที่ “ผู้ใหญ่” กำลังถกเถียงและหาทางออกจากความขัดแย้งของประเทศด้วยการ “ปฏิรูป” และยกเครื่องประเทศอีกรอบ
และเป็นวันเดียวกันกับคนหนุ่มคนสาวในยุค ME Generation ก็กำลังเตรียมพร้อมอยู่เหมือนกันว่า “จะรับช่วงต่อ” จากผู้ใหญ่อย่างไร
“ผมประทับใจนะ ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนกำลังพยายามหาทางแก้ไขปัญหา หรือหาทางออกให้กับประเทศ และจะส่งมอบอนาคตให้แก่ลูกหลาน แต่ในกระบวนการคิด โดยเฉพาะเวลาที่ไปนั่งฟังผู้ใหญ่คุยกัน ผมรู้สึกเหมือนว่าเค้ากังวลไปเสียทุกเรื่อง... ผมคิดว่า ในท้ายที่สุดเหลือปัญหาเอาไว้ให้พวกผมแก้กันมั่งก็ได้”
นั่นอาจจะเป็นหนึ่งในเสียงสะท้อนของเยาวชนในวันนี้
0 0 0 0 0
อย่างไรก็ตาม ในวันและวัยก่อนที่เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งถือเป็นการ “บรรลุภาวะ” ในทุก ๆ ด้านทั้งนิติภาวะ วุฒิภาวะ พวกเขาย่อมต้องพบปะ สัมผัสเรื่องราวที่ต้องจดจำ
แต่ในระหว่างทางของการเติบใหญ่ สรรพสิ่งรายล้อมรอบตัวที่หล่อหลอมคนหนุ่มคนสาว มักถูกคิดและประดิษฐ์จากคนรุ่นก่อน จึงไม่แปลกที่เราอาจจะเห็นปรากฏการณ์ “ขบถ” หรือ “แข็งขืน” ซึ่งเป็นเสมือนการส่งสัญญาณบางอย่างออกไปให้ผู้ใหญ่ในสังคมได้รับรู้
“ที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์ หลายวาทะกรรมที่ผู้ใหญ่กล่าวหาเด็ก” ฟิล์ม เปรมประพัทธ์ ผลิตผลการพิมพ์ บอก
“เช่น เด็กสมัยนี้เสียตัวก่อนในวัยเรียน ถ้าใช้การอธิบายแบบเดิม ๆ เราก็เปิดวงคุย เถียงกันไป เถียงกันมา หาข้อสรุปไม่ได้ ผมตอบคำถามหรืออธิบายประเด็นนี้ด้วยหนังสั้น นางวันทองก็เสียตัวให้ขุนช้างตั้งแต่อายุ 13 เพื่ออธิบายว่าเหตุการณ์แบบนี้ มันเกิดได้ทุกยุคทุกสมัย ดีกรีหนังไม่ได้ออกมาในแนวโต้แย้ง แต่ใช้การอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจเป็นหลัก และหนังผมเรียบง่าย ไม่เน้นอลังการ เพราะผมเชื่อว่าเรื่องเล็ก ๆ มัน touch กับหัวใจวัยรุ่นมากกว่า ทำแบบนี้ก็เป็นการหาทางออกให้ทั้ง 2 ฝ่าย , วัยรุ่นเองก็จะไม่รู้สึกว่าถูกกล่าวหา ในส่วนของผู้ใหญ่ก็รู้ว่า เหตุการณ์แบบนี้ บางทีมันเป็นเรื่องของตัวบุคคล”
หนังของกลุ่ม Young Film จึงออกมาในลักษณะของการอธิบาย ตอบคำถาม หรือสร้างความเข้าใจในช่องว่างระหว่างวัย ไม่ได้สะท้อนเหตุการบ้านเมืองตรง ๆ
“ส่วนใหญ่พูดเรื่องเจเนอเรชัน แก๊ป เพราะผมมองว่าช่องว่างระหว่างวัยทำนี่แหละ ทำให้เกิดปัญหา”
เพราะมี 'แก๊ป' จึงมี 'ความไม่เข้าใจ'
gap ในที่นี้ หมายถึงช่องว่างระหว่างวัย คนหนุ่มคนสาวต่างต้องขัดแย้งกับคนรุ่นก่อน ๆ เพราะ “ช่องว่างระหว่างวัย” มาแทบทุกยุคทุกสมัย
วัยรุ่นในยุคที่ผ่านมา (อาจรวมถึงยุคนี้) อาจขัดแย้งกับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ในเรื่องเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า หน้า ทรงผม และเหตุการณ์บ้านเมือง หรือแม้กระทั่งเรื่องของอนาคตที่ตัวเองขอมีอำนาจในการตัดสินใจ แต่เพราะ “อาบน้ำร้อนมาก่อน” หมายถึงประสบการณ์ที่มากกว่า เห็นและรับรู้กระทั่งแยกแยะได้ว่าเรื่องไหนดี หรือไม่ดี จึงต้องการให้ลูกหลานได้เดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้อง มากกว่าการปล่อยให้วัยรุ่นเดินไปบนเส้นทางที่ผิด
ในฐานะ “คนรุ่นใหม่” ที่ใช้ทักษะทางภาพยนตร์อธิบายวิธีคิดต่าง ๆ ของวัยรุ่น ฟิล์ม มองว่าการแสดงออกหรือการวิพากษ์ของเด็กรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องแบบ หรือวิพากษ์สิ่งที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ยึดถือกันมานั้น เขามองว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องผิดเรื่องถูก แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เริ่มสะท้อนให้เห็นแล้วว่า คนรุ่นใหม่เริ่มต้องการแสดงความเห็น และมันไม่น่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างเจเนอเรชันหนึ่ง กับอีกเจเนอเรชันหนึ่ง คนรุ่นใหม่แบบเขามองว่ามันเป็นเรื่องปกติ
“ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าทำไม นักศึกษายุคนั้นจึงเข้าป่า เพราะว่าผู้ใหญ่ไม่เปิดประตูรับพวกเขาเข้าบ้าน ป่าจึงเป็นที่ที่ปลอดภัย ตรงนี้แสดงให้ว่าความคิดของผู้ใหญ่ในยุคนั้น ก็ไม่ได้รับได้กับความคิดของเด็กในยุคนั้นเหมือนกัน”
ดังนั้น “ช่องว่างระหว่างวัย” จึงทำให้ ฟิล์ม นักศึกษาสาขาวิชาภาพยนตร์ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เลขาธิการชมรม เด็กสร้างหนังในประเทศไทย พยายามใช้ทักษะและความสามารถทางภาพยนตร์ตั้งกลุ่ม “Young Film” กับเพื่อน ๆ เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านการ “ทำหนัง” สู่น้อง ๆ ซึ่งฟิล์มมองว่า บางครั้งการอธิบายหรือการถกเถียงเพื่อถ่ายทอดแง่มุม และความคิดของคนรุ่นใหม่น่าจะมีทางเลือกอื่นมากกว่าการเผชิญหน้าท้าทายกัน
“เหตุผลที่มาสนใจเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าคนทำงานด้านเด็กมักมองว่า เด็กต้องได้รับความคุ้มครอง และได้รับการดูแล ยังไม่เห็นมีองค์กรไหนที่มองเด็กว่าเป็น Active citizen ที่สามารถดูแลตัวเองได้ จึงไม่เห็นมีองค์กรไหนเลยที่จะให้ทุนเด็กไปทำงานของเด็กเอง เท่าที่เห็นตอนนี้ มีเพียงมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ให้งบประมาณพวกเราไปทำงานที่เรารัก และเราถนัด นอกนั้นก็เห็นแต่ให้ทุนผู้ใหญ่ไปทำงานกับเด็ก หรือถ้าให้งบประมาณเด็ก ก็ให้เด็กไปทำเรื่องของผู้ใหญ่”
ตรงนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ ออย ชัยวัฒน์ อมศิริ วัยว้าวุ่นจาก อัมพวา , แม่กลอง จ.สมุทรสงครามกำลังดำเนินงานอยู่
อดีตเด็กแว้น, พลัดหลงไปติดยา และยาก็พาเข้าไปอยู่ในคุก เส้นทางแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ ของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง
ออยบอกว่า เพราะ “ความไม่เข้าใจ” ทำให้เขาต้องเดินออกจากอ้อมกอดของพ่อแม่สู่วงล้อมของเพื่อนๆ
“โชคไม่ดี และเราเองก็ไม่ดีด้วย จึงเจอเพื่อนไม่ดี เพื่อนชวนเล่นยาก็เล่น สุดท้ายโดนตำรวจจับ พ่อกับแม่ก็ไปประกันตัวออกมา ผมก็ยังไม่เลิก คราวนี้หนักกว่าเก่าครับ ตำรวจมาค้นบ้าน ก็เจอของ โดนจับ รอบนี้บอกพ่อกับแม่ว่าไม่ต้องประกันตัว อยากไปเจอเอง สุดท้ายถูกส่งไปเรือนจำเขาบิน ราชบุรี”
ออยเล่าว่า...ที่เรือนจำเขาบิน...เขาโดนยำตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเท้าเข้าไป...
“หลับไป 1 วันเต็ม ๆ แต่ก็ติดอยู่ที่นั่น 20 กว่าวัน พ่อกับแม่มาเยี่ยม ผมบอกว่าประกันผมออกไปที”
ออกจากเรือนจำเขาบิน ออยกลับมาเรียนหนังสือ และต้องทำโครงงานก่อนจบ
ปรากฏการณ์ที่เด็กอายุ 14 ปีมองเห็น คือป่าชายเลนที่หายไป ทำให้พ่อแม่ไม่มีอาชีพ สิ่งนี้ทำให้ออยคิดต่อ ถ้าพ่อแม่ของเขาไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ ครอบครัวอื่น ๆ ที่เป็นญาติพี่น้องและเพื่อน ๆ ในชุมชนก็คงตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน
“เมื่อพ่อแม่ออกเรือหาปลาไม่ได้ ผมก็ไม่มีเงินเรียน ผมต้องทำโครงการให้พ่อแม่ออกหาปลา เพื่อที่ผมจะได้มีเงินเรียนหนังสือ”
“ถ้าจะแก้ปัญหา ต้องแก้ที่ต้นเหตุ” แนวคิดนี้ได้มาจากการเข้าร่วมกลุ่มในโครงการวิจัยที่ผู้ใหญ่ทำในพื้นที่แพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
หลังศึกษาหาข้อมูลอย่างเข้มข้น ออยพบว่าเหตุผลที่พ่อของเขาและครอบครัวอื่น ๆ หาปลาได้น้อยนั้น เนื่องมาจากป่าชายเลนลดน้อยลง เมื่อรู้สาเหตุ จึงร่วมกลุ่มกับเพื่อน ๆ และน้อง ๆ มาปลูกป่าร่วมกันภายใต้โครงการ “มหัศจรรย์ป่าชายเลน” โดยได้งบประมาณส่วนหนึ่งจากผู้ใหญ่ใจดีหยิบยื่นให้
ความสำเร็จของเด็กชายวัย 15 ขวบ คือการเป็นแกนนำในการพาเพื่อน ๆ และน้องเกาะกลุ่มกัน เพราะกลุ่มที่เข้มแข็งจะเป็นเกราะกำบังอย่างดีจากภัยยาเสพติดที่เข้าได้เผชิญกับตัวเอง ดังนั้น “มหัศจรรย์ป่าชายเลน” นอกจากจะได้ป่า ได้ความสามัคดีในกลุ่มเพื่อนๆ ยังทำให้เด็ก ๆ ในชุมชนห่างออกจากยาเสพติด ที่หาไม่ยากในพื้นที่แถบนั้น และสุดท้ายออยพบว่า จริง ๆ แล้ว การจะพัฒนาเด็กวัยรุ่นแบบเขา แค่เปิดโอกาสให้ทำในสิ่งที่อยากทำ... ก็พอ
“ที่ผ่านมาเวลาจะทำอะไร ผู้ใหญ่ก็ต้องโจทย์มา และให้เด็กทำตาม หรือมาช่วยทำ บางโครงการหรือบางกิจกรรม พวกเราไม่ชอบ ก็ไม่อยากทำ พอไม่ทำก็พัฒนาไม่ได้ มีหลายโครงการที่คิดจากผู้ใหญ่และไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคิดมาให้เราทำ มันก็เลยไม่มีใจ”
ข้อเสนอของอดีตเด็กแว้นคนนี้ ก็คือ “ผู้ใหญ่” ต้องให้โอกาสเด็กมากกว่าที่เป็นอยู่ เหมือนกับที่เขาได้รับจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนในชุมชนแพรกหนามแดง
“เรื่องแว้น ถ้าเป็นผม ผมจะไม่ไปไล่จับ ถ้าอยากแข่ง ก็ไปพิสูจน์กัน จะแข่งรถ จะแต่งรถเหรอ ไปทำมาเลย ทำยังไงถึงจะเร็ว ไปคิดมา ใช้งานวิจัยเข้ามาช่วย แล้วเอามาแข่งกัน ผมว่าแบบนี้ได้ผลกว่า ดีกว่าไปไล่จับ มันไม่มีวันหมดหรอกครับ....”
New Culture by New Generation
หลังจากที่เรียนจบจากคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปราบ เลาหะโรจนพันธ์ ผู้ก่อตั้ง “กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย” ยังคงติดพันกับการทำงานทางการเมือง จึงได้รวมตัวกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่ทำงานแล้วจำนวนหนึ่ง ก่อตั้งองค์กรที่ใช้ชื่อว่า “ New Culture " เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง น้อง ๆ ในมหาวิทยาลัย และกลุ่มองค์กรด้านเด็กและเยาวชน
“ตอนนี้เน้นประเด็นด้านการศึกษา โครงการประกวดคลิปสั้น SOTUS Award และจัดเสวนาเรื่องประเด็นการศึกษาไทย ผ่านการจัดหาทุนสนับสนุนให้กับกลุ่มสภาหน้าโดม”
ประสบการณ์การทำงานทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย ทำให้เขามองเห็นปัญหา และพยายามเคลื่อนเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง
“ผมคิดว่าท่ามกลางการเติบโตทางความคิดในช่วงวิกฤติการณ์ทาง
การเมืองของไทยตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา เราเป็นเจเนเรชันที่โตมาพร้อมกับเหตุการณ์ทางการเมืองหลายต่อหลายอย่าง มันทำให้เราตกผลึกทางความคิดว่า ท่ามกลางปัญหาของสังคมไทยที่มีอยู่มากมาย ปัญหาทางการเมืองซึ่งเป็นปัญหาใจกลางที่ส่งผลต่อทุก ๆ คนนั้น ผมคิดว่าเราจะออกจากปัญหาเดิม ๆ เหล่านี้ได้ ด้วยชุดความคิดใหม่ ที่สังคมไทยต้องมี"
ประเด็นแรกที่ปราบเสนอ คือ เสรีภาพในการพูด เขามองว่า หนึ่งในความรุนแรงที่เกิดขึ้น คือการปิดกั้นไม่ให้ประชาชนที่เดือดร้อนได้พูดถึงปัญหาและความคิดของตนเอง
“เพราะเวลาคนรู้สึกว่า ไม่ได้รับความยุติธรรม สิ่งแรกที่ทุกคนสมควรทำได้ คือการพูดสิ่งนั้นออกมาได้ บอกเล่าให้คนอื่นฟังได้ แต่ถ้าหากมีกระบวนการใด หรือกฎหมายใด ไปหยุดการแสดงออกของเขา ก็เท่ากับได้หยุดความพยายามในการมอบความยุติธรรมตั้งแต่ต้นแล้ว”
ต่อประเด็นเดียวกัน สำหรับคนทำหนังอย่าง “ฟิล์ม” มองว่า “สื่อ” ในยุคปัจจุบันไม่ได้ให้เสรีภาพของชนชั้นล่างได้อธิบาย หรือได้พูดถึงปัญหาของตนเองเช่นกัน
“สื่อกระแสหลักที่มีอยู่ในตอนนี้ ไม่ได้เปิดโอกาสให้คนรากหญ้า หรือคนที่ไม่มีโอกาสได้ปรากฏตัวสักเท่าไหร่ จะเห็นก็แต่คนที่มีโอกาสทางสังคมเท่านั้น เช่น ดารา นักแสดง นักร้อง นักการเมือง แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร กลุ่มการศึกษานอกระบบ แรงงานข้ามชาติมักไม่มีพื้นที่สื่อให้พวกเขาได้ปรากฏตัวมากนัก เท่าที่เห็นตอนนี้ ก็มีช่อง TPBS ที่ยังมีพื้นที่หลงเหลือให้แสดงออกทางความเห็น แต่มันก็ไม่ได้มีอิสระมากนัก ยังคงมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่กดทับอยู่”
ทางออกของฟิล์ม คือหันไปหา social media เขาเชื่อมั่นว่า “สื่อรอง” แบบอินเตอร์เน็ตจะสร้างพลังอย่างยิ่งใหญ่มหาศาล ซึ่งเขาเองก็ได้พิสูจน์มาแล้ว
“กระบวนการทางอินเตอร์เน็ตมันดีกว่า คือมันไม่มีการกระทบกระทั่งกันทางร่างกาย สำหรับม็อบบนถนน แน่นอนอาจมีอรรถรสมากกว่า แต่โอกาสที่จะกระทบกระทั่งกันก็มากกว่าการต้อสู้กันบนโซเชียลมีเดีย เพราะอินเตอร์เน็ดมันมีกำแพงอยู่ จริง ๆ แล้วกรณีเสื้อเหลืองเสื้อแดง ผมว่าคนไทยรับได้กับสถานการณ์แบบนี้ แต่มนุษย์ทุกคนรับไม่ได้ที่ขัดแย้งกันบนพื้นฐานของความรุนแรง ถ้าเกิดแดงเชิดชูเสรีภาพ เหลืองเชิดชูเสรีภาพ แต่วิพากษ์กันบนฐานของสันติภาพ มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าไม่ออกไปขัดแย้งกันบนถนน”
เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องประชาธิปไตย
ประเด็นที่สองของ ปราบ คือ การปรับเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องประชาธิปไตย
“ผมว่ามันหมดยุคสมัยของการ 'เหยียดความคิด' เพราะความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้งเกิดขึ้นจากการเริ่มต้นที่ว่าเรา มองคนกลุ่มหนึ่งว่า โง่ ไร้การศึกษา แต่ในโลกสมัยใหม่ เราอยู่ร่วมกันแบบนี้ไม่ได้ แม้เรายอมรับความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจของแต่ละคนตั้งแต่เกิด แต่เราไม่ควรยอมรับความไม่เท่าเทียมทางการเมือง และความไม่เท่าเทียมทางกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติจากรัฐและสังคมอย่างเท่าเทียมกัน”
ปราบมองว่า ความเป็น “ประชาธิปไตย” หรือการเมือง ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเราเปลี่ยนมุมที่จะมอง หรือมุมที่จะพูดถึงการเมืองใหม่ จะพบว่าการเมืองจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
“เพราะประชาชนทุกคนต่างแบกรับภาระที่เรามองไม่เห็นอยู่หนึ่งอย่าง คือ "ต้นทุนทางการเมือง" มันเป็นต้นทุนที่เราแชร์รับภาระร่วมกัน แบกมากแบกน้อยขึ้นอยู่กับตำแหน่งแห่งที่ของแต่ละคนในสังคม เช่น ถ้าการเมืองในระบบรัฐสภาไม่มีประสิทธิภาพ เราทุกคนก็จะแบกรับต้นทุนของการใช้ชีวิตที่กฎหมายไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัย เรื่องนี้ก็ดองไว้ เรื่องนั้นก็ไม่ผ่าน แต่เราทุกคนจะไม่เห็นต้นทุนนี้ จนกว่าชีวิตของเราจะไปพบกับข้อจำกัดเหล่านั้น หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือเรื่อง 3G เมื่อเรามีรัฐประหารปี 49 เรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีองค์กรอิสระด้านโทรคมนาคมใหม่ มีการเมืองแบบใหม่ ทั้งหมดนี้เป็นต้นทุนทางการเมืองใหม่ที่เราแบกไว้โดยไม่รู้ตัว รู้ตัวอีกทีก็เมื่อเราเปิดประตูดูประเทศในกลุ่มอาเซียนของเรา แล้วรู้ว่า เราใช้คลื่น 3G ช้ากว่าลาว กัมพูชา ช้าเป็นอันดับ 9 จาก 10 เร็วกว่าก็เพียงประเทศพม่าเท่านั้น เรามีค่าเสียโอกาสมากมายจากการกระจายโอกาส กระจายรายได้จากเทคโนโลยีดังกล่าว มันเป็นต้นทุนที่เราต้องจ่าย เมื่อการเมืองไม่มีเสถียรภาพ และบทเรียนประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราพบว่าช่วงการเมืองที่มีเสถียรภาพที่สุด คือช่วงที่เรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”
สำคัญที่การ 'เตรียมพร้อม'
สิ่งที่ฟิล์ม , ออย , ปราบ และคนรุ่นใหม่กลุ่มอื่น ๆ กำลังดำเนินงานอยู่ เห็นชัดว่าเป็นเรื่องของการ 'เตรียมความพร้อม' เพื่อให้คนรุ่นใหม่ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ
คุณภาพที่เกิดจากการคิด วิเคราะห์สถานการณ์ของบ้านเมือง คุณภาพที่จะตั้งรับกับปัญหาหรือความท้าทายใหม่ที่พวกเขาจะต้องก้าวไปเผชิญในอนาคต
และคำถามสำคัญต่อการเดินหน้าปฏิรูปประเทศในขณะนี้คือ
“ได้มีการเตรียมพร้อม หรือคิดที่จะเตรียมความพร้อมของคนในประเทศแล้วหรือยัง”





