ปรากฏการณ์ "คนตัวเล็ก" ที่ลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง แสดงจุดยืนกับอำนาจ ไม่ใช่เรื่องประหลาดอีกต่อไป ใครๆ ก็ทำได้ ขอเพียงลงมือ 'ทำ'
ร้อยคนบ่น ไม่สู้หนึ่งคนลงมือทำ..
วลีอมตะที่เป็นจริงเสมอ ไม่ว่าจะในสังคมไหนก็ตาม ถ้าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง แค่บ่นอย่างเดียวไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ที่สำคัญคือ ทัศนคติจำพวก "แค่คิดจะสู้ก็แพ้แล้ว" ซึ่งมักเกิดขึ้นในหัวของคนจำนวนไม่น้อยเมื่อคิดจะลุกขึ้นสู้กับ "อำนาจ" ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทุน หรือ อำนาจรัฐ ก็ตามแต่นั้น ก็ควรถูกลบล้างไปด้วยเช่นกัน
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งในระดับนโยบาย สามารถเกิดขึ้นได้จากคนตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว พิสูจน์มาแล้วกับเครือข่ายคนรักการเปลี่ยนแปลงอย่าง www.change.org ที่วันนี้มีสมาชิกผู้ใช้มากกว่า 40 ล้านคนใน 196 ประเทศทั่วโลก ซึ่งพร้อมจะแสดงพลังเปลี่ยนโลกให้ดีกว่าที่เป็นอยู่!
..นับตั้งแต่ดาวโลกมีจุดหมุนใหม่ในนามของ "ออนไลน์" อะไรๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ กลับกลายเป็นเรื่องจริง ใครจะไปคิดว่า เด็กวัยรุ่นกลุ่มเล็กๆ ในประเทศออสเตรเลียจะสามารถลุกขึ้นมาเรียกร้องให้นิตยสารขวัญใจวัยรุ่นทั่วโลกอย่าง "เซเว่นทีน" เลิกรีทัช หรือปรับแต่งภาพนางแบบเสียที เพราะมันหลอกลวงนั้น จะมีพลังมากพอให้กองบรรณาธิการรับฟัง และยินยอมในที่สุด
หรืออย่างกรณีการร้องเรียนข้ามโลก ไปยังบริษัทเอกชนฝรั่งเศสรายหนึ่งให้หยุดจำหน่ายฝาชักโครกลายเศียรพระ ก็สามารถประกาศชัยได้ เมื่อบริษัทผู้ผลิตได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ และขอโทษที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมยืนยันว่าจะยุติการจำหน่ายรวมถึงการผลิตโดยสิ้นเชิง
ทั้งหมดนี้คือ พลังที่เกิดขึ้นผ่านเว็บไซต์ change.org ในฐานะเครื่องมือช่วยให้การร้องเรียนในเรื่องใดๆ ก็ตามที่เห็นว่า ไม่ถูกไม่ควร มีพลังมากขึ้นด้วยเครือข่ายมหาศาลเชื่อมต่อกันทั่วโลก
- รายชื่อ คือ "พลัง"
"เชนจ์ไม่ใช่เอ็นจีโอนะครับ เราเป็นผู้ประกอบการสังคม" คำตอบแรกจากปาก ตุลย์ ปิ่นแก้ว อดีตนักข่าวสายสิ่งแวดล้อม ประจำหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ที่ผันตัวเองไปเป็นเอ็นจีโอในต่างแดนอยู่หลายปี กระทั่งหวนกลับสู่เมืองไทยในฐานะผู้อำนวยการเว็บไซต์ change.org ประเทศไทย
"คอนเซ็ปต์เราคือ เป็นเว็บไซต์ที่ประชาชนทุกคนสามารถสร้างเรื่องราวได้ด้วยตัวเอง เรื่องที่อยู่ใกล้ตัว อยากจะเปลี่ยน เรียกร้องความยุติธรรม ที่รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ก็สามารถเริ่มแคมเปญได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องมีองค์กร ไม่ต้องมีเงินสนับสนุน ก็ทำได้เลย" ตุลย์เล่า
พร้อมย้อนความกลับไปถึงกำเนิดของเว็บเชนจ์เมื่อ 5 ปีก่อน โดย เบน แรทเทรย์ (Ben Rattray) ที่เริ่มสร้างเชนจ์ขึ้นมาสมัยที่บล็อกกำลังดัง โดยเห็นว่า คนสามารถสื่อสารกลับไปหาองค์กรได้ กลับไปหาบริษัทได้ สามารถที่จะรวมพลังคนที่คิดเหมือนกัน ไปปะทะกับองค์กรใหญ่ๆ ได้ด้วยโซเชียลมีเดีย ก็เลยเกิดเป็นเว็บเชนจ์ (www.change.org) ขึ้นมา
จากเดิมที่เป็นเหมือนเว็บข่าว และมีส่วนหนึ่งให้คนสร้างแคมเปญเอง แต่ทำไป ทำมา ปรากฎว่า ส่วนของการสร้างแคมเปญมันเกิดใหญ่โตขึ้นมา จนต้องเลิกเว็บข่าวไปเลย แล้วหันมาสร้างแคมเปญเป็นเรื่องเป็นราว
หลังจากเปิดได้ไม่นาน ความนิยมของ change.org ก็ขยายตัวในวงกว้างสู่ 40 ล้านคนทั่วโลก เมื่อปีที่แล้วเพิ่งจะขยายคอนเซ็ปต์นี้ไปยัง 20 ประเทศ และตุลย์ คือ หนึ่งในคนที่เอาเชนจ์มาเปิดในไทย ซึ่งกำลังเตรียมจัดงานใหญ่ฉลองครบ 1 ปีของเว็บไซต์ในวันที่ 15 กันยายนที่จะถึงนี้ด้วย
สำหรับหลักการทำงานของเชนจ์ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการ "ล่ารายชื่อ" ในแบบเก่าที่เอ็นจีโอคุ้นเคยกันดี เพียงแค่ย้ายจากกระดาษมาสู่ออนไลน์เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้ต่างออกไปคือ "ใครๆ ก็ทำได้" ไม่จำเป็นต้องมาในนามเครือข่าย มูลนิธิ หรือองค์กรหน่วยงานใด แค่คนๆ เดียวก็สามารถทำได้ เพียงเข้าไปกรอกข้อมูลแคมเปญที่ต้องการรณรงค์ ตั้งแต่มูลเหตุ วัตถุประสงค์ ที่มาที่ไป ตลอดจนปลายทางที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พร้อมระบุอีเมลของเป้าหมาย ที่ทุกๆ ครั้งที่มีผู้เข้ามาสนับสนุน อีเมลจากทางเชนจ์จะส่งตรงไปหาเป้าหมายเพื่อให้รับทราบ
ยกตัวอย่างเช่นแคมเปญ "ขอคืนพื้นที่การศึกษาให้ชุมชน : คัดค้านการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก" ที่มีผู้สนับสนุนทั้งสิ้น 22,305 ราย ก็หมายถึงจำนวนอีเมล 22,305 ฉบับที่ส่งไปยัง พงศ์เทพ เทพกาญจนา และ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งแน่นอนว่า คงไม่มีใครทนเอาหูไปนา เอาตาไปไร่กับอีเมลมหาศาลเช่นนี้ได้
จนในที่สุดได้มีคำสั่งให้ชะลอการยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 5,000 โรงและตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างประชาชนและรัฐ เพื่อพัฒนาคุณภาพโรงเรียน ซึ่งผู้ร้องเรียนตลอดจนผู้สนับสนุนก็จับตามองอย่างใกล้ชิดในเรื่องความคืบหน้าต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
หลายๆ ครั้งเราได้เห็นการรณรงค์ เคลื่อนไหวเรียกร้องในหลากหลายประเด็นผ่านทางโซเชียลมีเดียสำคัญอย่าง "เฟซบุ๊ค" ที่แม้จะวัดผลได้ด้วยจำนวนการคลิกไลค์ หรือการแชร์เรื่องนั้นๆ ส่งต่อกันไปทั่ว แต่ตัวเลขดังกล่าวหากนำมาเทียบกับจำนวนผู้สนับสนุนผ่านเว็บไซต์เชนจ์แล้ว ถือว่า มีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า
ไม่ใช่แค่เพราะเชนจ์มีความเป็นอินเตอร์จึงดูน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่อีกส่วนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญเป็นเพราะเชนจ์ เป็นพื้นที่รณรงค์อย่างมีหลักการ ไม่มีดราม่า งดการใส่อารมณ์ฟูมฟาย แต่ว่าด้วยข้อมูล เหตุและผลล้วนๆ ซึ่งแตกต่างกับเฟซบุ๊คอย่างชัดเจน
และด้วยความน่าเชื่อถือนี่เอง ที่ทำให้เชนจ์เป็นเวทีเรียกร้องสำหรับคนทุกเพศทุกวัย แม้กระทั่งเด็กๆ ก็สามารถลุกขึ้นมาเรียกร้องในสิ่งที่คิดว่าไม่เป็นธรรมได้
- ตัวเล็ก เสียงดัง
สำหรับเคสแห่งปี ที่หลายคนจดจำได้ และอาจไม่ทราบว่า ส่วนหนึ่งของการรณรงค์ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญ กระทั่งแคมเปญสำเร็จได้นั้น ก็คือ "เราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์" ที่มีผู้เห็นด้วยและลงชื่อเป็นจำนวน 23,863 รายนั้น จตุพร ตันศิริมาศ หนึ่งในผู้ริเริ่มโครงการเล่าว่า เดิมการรณรงค์เริ่มต้นจากเฟซบุ๊ค เพราะด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิด แต่เมื่อกระแสแรง และมีเครือข่ายเข้าร่วมมากขึ้น ก็เริ่มมาคิดกันว่า แค่ในเฟซบุ๊คคงไม่พอ ตัวเขา ตลอดจนผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง ปุณลาภ ปุนโณทก และ มาลินี มนตรีศาสตร์ จึงประสานงานไปยังเชนจ์ เพื่อขอคำปรึกษาว่า ควรทำอย่างไรต่อดี เนื่องจากประเด็นมักกะสันไม่ได้มีผู้รับผิดชอบหรือสามารถตัดสินได้เด็ดขาด จึงต้องมานั่งกำหนดยุทธศาสตร์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว
"ผมมองว่า ขณะที่เฟซบุ๊คเหมือนเป็นที่ชุมนุมกัน แต่เชนจ์คือที่สำหรับการลงชื่อแสดงจุดยืน ซึ่งมีน้ำหนักกว่าเฟซบุ๊คมาก" จตุพร เล่าถึงการถ่ายน้ำหนักในการขับเคลื่อนให้สมดุล เพราะในคราวเดียวกัน ก็มีการเคลื่อนไหวทางออฟไลน์ไปด้วย ซึ่งแต่ละวิธีการก็มีข้อดีแตกต่างกันไป แต่สุดท้ายจะต้องไปด้วยกัน อีกหนึ่งเคสที่น่าสนใจ แม้จะไม่เป็นกระแสสำหรับการเรียกร้องผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว คือ เมื่อเด็ก ม.4 รวมกลุ่มกันออกมาบอกผู้ใหญ่ตัวโต ทั้งกรุงเทพมหานคร และการไฟฟ้านครหลวง ในหัวข้อ "กทม. การไฟฟ้า: ทำไม กทม. และการไฟฟ้าตัดต้นไม้ของหนู" ซึ่งอยากให้มีการตัดต้นไม้แบบพอดีๆ ถึงแม้จะรู้ดีว่า การตัดต้นไม้เป็นความจำเป็น แต่น้องๆ กลุ่มนี้เห็นว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องตัดจนเหลือแต่ตอ!
หรืออย่างเคสต้นแบบที่เกิดขึ้นในยุคแรกๆ ของเชนจ์ ประเทศไทย ก็เริ่มต้นจากแม่บ้านคนหนึ่งเท่านั้น กับโครงการรณรงค์ให้ "หยุดการฉายหนังที่มีเนื้อหารุนแรงบนรถโดยสาร" โดย ศจินทร์ ประชาสันติ ที่พบปัญหาเมื่อใช้บริการรถทัวร์ บขส. และต้องทนดูภาพยนตร์ที่มีเนื้อหารุนแรงจนเป็นห่วงแทนบุตรหลานของผู้ปกครองทุกท่านว่า จะเป็นอย่างไรหากต้องรับสารพิษเหล่านี้
"นั่งประจำที่ได้สักพัก ก็เริ่มรู้สึกว่าภาพของหนังที่กำลังฉายอยู่บนรถมีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ ทั้งฉากฉุดกระชากข่มขืน ฆ่าตัดคอ ยิงเลือดสาด ฯลฯ และเป็นแบบนี้แทบจะทั้งเรื่อง ดิฉันรู้สึกจิตตก อยากจะหลับตาหนี แต่เสียงก็ยังเข้ามาในหู ดิฉันรู้สึกเหมือนถูกยัดเยียดให้ต้องรับทั้งภาพและเสียงที่มีความรุนแรง...
แล้วพลันก็นึกถึงตัวเองด้วยว่าหากจำเป็นจะต้องพาลูกนั่งรถทัวร์แล้วเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก ดิฉันยังจะนั่งอยู่อย่างนั้นเอามือปิดหูปิดตาลูกจนหนังจบดี หรือว่าจะทำอะไรอย่างอื่นได้บ้าง" นั่นคือที่มาที่ไปของแคมเปญดังกล่าว ซึ่งศจินทร์ เขียนอธิบายไว้ในเว็บไซต์ change.org
แม้จะมีเสียงสนับสนุน 403 คนแต่แคมเปญก็ประสบความสำเร็จได้เพราะ "เป้าหมาย" ซึ่งในที่นี้ได้แก่ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่งจำกัด (999) รับฟัง และติดต่อกลับมาเพื่อแจ้งว่า ได้รับข้อเรียกร้องแล้ว และได้สั่งการให้ฝ่ายธุรกิจเดินรถหามาตรการเข้มงวดให้พนักงานประจำรถมีความระมัดระวังในการนำภาพยนตร์ไปเปิดให้บริการบนรถโดยสาร
หรืออย่างกรณีอุบัติเหตุที่หากไม่ใช่คนขี่จักรยานด้วยกัน ก็ยากที่จะทราบว่า ภัยของนักปั่นไม่ได้มีแค่รถราร่วมถนนเท่านั้น แม้กระทั่งฝาท่อก็ยังเป็นปัญหาให้เกิดอุบัติเหตุจนหัวร้างข้างแตกได้เหมือนกัน!
ดังที่เห็นจากโครงการรณรงค์ ให้ผู้ว่ากรุงเทพฯ และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง "เปลี่ยนฝาท่อตะแกรงเป็นแนวขวาง" โดย นนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล ตัวแทนนักปั่นที่ผูกพันกับจักรยานสองล้อมานาน และได้ยินได้เห็นอุบัติเหตุที่ไม่ควรจะเกิดของนักปั่นมาเนืองๆ จนอดรนทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาบอกผู้มีอำนาจบ้าง
และผลก็คือ เพียงคืนเดียว เรื่องส่งตรงไปถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งออกนโยบายเปลี่ยนฝาท่อทั่วกรุงหลังจากเริ่มการรณรงค์เพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ โดยล่าสุดได้เปลี่ยนฝาท่อบนถนนจำนวน 50 สายแล้วเป็นตะแกรงขวางถนน
โดย นนลนีย์ เปิดใจว่า มันเกินกว่าที่คาดคิดไว้ ตอนแรกคิดว่า ต้องใช้เวลาพอสมควร เพื่อรวมเสียงให้ได้ประมาณนึงก่อน แต่ปรากฏว่า แค่คืนเดียว ก็ไปถึงผู้ว่าฯ ขณะที่หน่วยงาน โดยตรงยังไม่ทราบเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แต่มันตรงไปถึงผู้ว่าฯ เลย
"หลายคนมองว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เราเชื่อว่ามันเป็นไปได้ เราต้องหาวิธีการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ " เธอ บอก
แม้กระทั่งคนดังอย่าง ซินดี้ - สิรินยา เบอร์บริดจ์ เอง ก็ยังต้องใช้ช่องทางที่เป็นรูปธรรมของเชนจ์มาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนแคมเปญรณรงค์ให้โรงแรมต่างๆ "นำหูฉลามออกจากเมนู"
เธอบอกว่า ก่อนที่จะทำแคมเปญกับเชนจ์ ตัวเธอเองก็เคยรณรงค์ทั้งพูดให้ข่าว และช่วยรณรงค์ในช่องทางอื่นๆ มาตลอด แต่ไม่เคยมีอิมแพ็คเท่ากับตอนที่มาร่วมกับเชนจ์ โดยซินดี้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จ จนตอนหลังมีโรงแรมและภัตตาคารที่เข้าร่วมประกาศจุดยืน งดขายหูฉลามมากขึ้นนั้น เธอมองว่า เพราะแคมเปญนี้มันมาจากคนๆ หนึ่ง
"ถึงจะเป็นแค่คนเดียว แต่ก็มีความหมาย เนื่องจากมันเป็นอะไรที่ใกล้กับตัวเรามาก นี่คือหัวใจสำคัญของเชนจ์ เพราะมันมาจากคนจริงๆ" เธอสรุป
ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เพียงเพราะลงมือทำจริงๆ





