แม้จะจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ แต่เธอคนนี้ก็ใช้ความสามารถสมัครเข้าทำงานด้านสิ่งแวดล้อมใน ททท. ได้สำเร็จ
จบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้น จุฑาทิพย์ เจริญลาภ เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นข้าราชการประจำสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จนเมื่อจบปริญญาโท ด้านสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดสอบบุคคลภายนอก เธอจึงมีความสนใจสมัครสอบ และต่อมาได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำรัฐวิสาหกิจแห่งนี้
"ภาพลักษณ์ ททท. ตอนนั้นไม่ทราบ เพราะไม่รู้จักใครใน ททท. เลย" คุณนก ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานโฮจิมินห์ (สฮม.) เกริ่นให้ฟัง
" รู้จักแต่อนุสาร อสท. แต่ประเด็นที่ทำให้เรามาสมัครงานที่นี่ เพราะมันเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ตอนนั้นปี 2536 ททท. เริ่มสนใจการท่องเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อม มี eco tourism การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงรับพนักงานที่จบมาทางด้านสิ่งแวดล้อม" เธอตั้งข้อสังเกต
ตำแหน่งแรกของ จุฑาทิพย์ คือพนักงานวางแผนโครงการ กองวางแผนโครงการ แต่เนื้อหางานจะเป็นเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งแตกต่างจากงานเดิมอย่างสิ้นเชิง
"จากนั้นเราก็ถูกหล่อหลอมจากผู้บังคับบัญชาที่มีอารมณ์อนุรักษ์ เราได้เรียนรู้จากตรงนั้น ต้องถือว่าเขาให้โอกาส เพราะเราเองก็ไม่ได้เรียนอะไรที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวมาเลย"
การเรียนมาอีกสายหนึ่ง ทำให้คิดต่างจากคนอื่นๆ ในแวดวงการท่องเที่ยวหรือไม่
มีบ้างเหมือนกัน อย่างประเด็นแรกเลย ซึ่งเป็นคำถามในการสัมภาษณ์(งาน)ด้วย คือคิดอย่างไรกับสนามกอล์ฟ ในฐานะที่จะต้องมาทำงานตรงนี้ ตอนนั้นกอล์ฟยังไม่ได้รับการโปรโมทอะไรมากมายนัก แถมมีข่าวปิดสนามกอล์ฟบางแห่งด้วย พอโดนคำถามนี้ เราก็อึ้งไปเลยเหมือนกันว่า เราควรโปรโมทเรื่องนี้รึเปล่า เพราะใน ททท. เองก็พูดกัน 2 เสียงอยู่แล้ว ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่เราตอบไป คือเราใช้ความรู้ที่เราเรียนทางด้านสิ่งแวดล้อมมาตอบ นั่นเลยทำให้เราเข้ามาทำงาน
คำตอบของเรา คือเราไม่ได้เห็นดีด้วยเต็มร้อยกับสนามกอล์ฟ เพราะรู้ว่าผลกระทบเยอะ การที่ภูเขาหายไปเป็นลูกๆ ต้องตัดต้นไม้ออกไป และอีกส่วนหนึ่งในแง่ของการประชาสัมพันธ์ ก็ต้องดูในเรื่องการดูแลรักษา น้ำที่จะต้องปล่อยออกจากสนามกอล์ฟซึ่งใช้สารเคมีก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงก่อนที่จะปล่อยออกมา
เมื่อสัมผัสกับงานท่องเที่ยว ทัศนคติของคุณในเรื่องนี้เปลี่ยนไปอย่างไร
จริงๆ แล้ว เป็นคนติดบ้าน ติดครอบครัว เวลาไปไหนไปกับคุณพ่อคุณแม่กับญาติเยอะๆ จะไปเที่ยวแบบนี้มากกว่า ตั้งแต่เด็กๆ ไปกันที ไปกันทั้งบ้าน แล้วก็สนุกสนาน
พอเรียนหนังสือ เมื่อต้องออกไปสำรวจกับทางมหาวิทยาลัย ก็ไม่ค่อยได้รับอนุญาตเท่าไหร่นัก (หัวเราะ) มีเพียงบางวิชาที่ต้องไปจริงๆ ถ้าไม่ไป อาจจะไม่ผ่าน เราก็เลยมีโอกาสเดินทางบ้าง ไปกับเพื่อนก็น้อยมาก ต้องเป็นกิจกรรมบังคับจริงๆ เช่นต้องขึ้นภูกระดึง เพราะต้องไปเก็บตัวอย่าง เพื่อเอามาทำแล็บชีวะ ต้องไปเก็บแมลง (กีฏวิทยา) เป็นวิชาที่เกี่ยวกับการใช้แมลงควบคุมแมลงด้วยกัน ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ได้ออกไปเที่ยว
การไปเที่ยวกับเพื่อนเป็นอีกแบบหนึ่ง ต้องออกฟีลด์ จะเป็นอารมณ์ของการเรียนรู้เป็นส่วนใหญ่ ต้องมีการเตรียมตัว ก็ชอบมากกว่า ขณะที่ไปเที่ยวกับที่บ้าน ส่วนใหญ่ขับรถไปกันเอง ไม่ได้ใช้บริการทัวร์ จะเป็นแบบไปเที่ยวกันเอง ส่วนใหญ่ไปนอนบ้านญาติมากกว่านอนโรงแรม
ทุกวันนี้ วางแผนเที่ยวเองหรือซื้อแพ็กเกจ
ส่วนใหญ่ไปเที่ยวเอง แต่ก็มีบ้างเหมือนกันนะ ถ้าเราเห็นว่า ที่นี่เราไม่คุ้น เราอาจจะซื้อเป็นแพ็กเกจทัวร์ไป หลังจากที่เราคุ้นแล้ว เราจะสามารถวางแผนการเดินทางเองได้ เราเข้าใจว่า การซื้อแพ็กเกจทัวร์ก็เพื่อความมั่นใจในบางสถานที่ที่ยังไม่คุ้นเคย หรือไม่เคยไป
มองการท่องเที่ยวกับเรื่องกำลังทางเศรษฐกิจอย่างไร
ก็ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อน หลักการคือ ถ้าทำอะไรแล้วเดือดร้อนกับตัวเองและคนอื่น ก็อย่าทำ เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้ว่า เราไปแล้วไม่เดือดร้อนใคร เราเตรียมตัวเราเพื่อจะไป เศรษฐกิจก็มีส่วนสำคัญ ถ้าไปแล้วกลับมา ต้องมานั่งผ่อนชำระ จ่ายหนี้กันอุตลุด (หัวเราะ) ก็คงไม่สมควร
ในกรณีชักชวนคนมาเที่ยวเมืองไทย คุณจะพูดถึงสถานที่ไหนก่อน
เวลาเราคุยกับชาวต่างชาติ เขาจะนึกถึงทะเลบ้านเราก่อนเลยนะ เขาจะบอกว่าทะเลบ้านเราสวย พอทะเลสวยแล้ว ตามมาด้วยอาหารเมืองไทยอร่อย และราคาไม่แพงด้วย นี่คือสิ่งที่เรามักจะได้ยินจากชาวต่างชาติ
โอเค ถ้าอยากไปทะเลก็ต้องที่นี่ที่นั่นสิ อย่างเช่น ไปเกาะสมุยสิ เพราะภูเก็ต นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะรู้จักอยู่แล้ว แล้วก็อาจจะไปโซนตะวันออก ที่ไกลจากพัทยาบ้าง อย่างไปเกาะช้างมั้ย หรือเกาะพีพี ของกระบี่ จะเป็นอารมณ์ประมาณนี้
เคยพบคำถามที่ตอบยากๆ บ้างมั้ย
ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการของตัวแหล่งท่องเที่ยวนะ และบางที อาจจะเป็นเรื่องพื้นๆ เช่นปัญหาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เช่น ไปเที่ยวแล้วจะไม่โดนหลอก ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่ว่าที่ไหน จะเป็นเหมือนกันหมด เรื่องของการหลอกลวง ความปลอดภัยมักเป็นประเด็นที่จะโดนซักถามก่อนเลย เพราะแม้กระทั่งเราเป็นคนไทย ไปเที่ยวกันเอง ยังเคยเจอเลย ไม่ต้องอื่นไกล แท็กซี่ที่ท่าอากาศยานนี่แหละ (หัวเราะ)
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก ตราบใดที่ยังเที่ยว (ตราบนั้น) ก็ยังเจอ แต่ถ้าภาครัฐ (น้ำเสียงจริงจังขึ้นทันที) สามารถทำให้มันน้อยลง จะทำให้เราส่งเสริมการท่องเที่ยวของเราได้ดีขึ้น เพราะเราต้องการการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ เพื่อจะมานำเสนอให้เขา และเมื่อไปแล้ว เขาประทับใจกลับมา
คิดว่าศาลท่องเทื่ยวจำเป็นหรือไม่
ถ้ามี แล้วแก้ปัญหาได้ ก็โอเค แต่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะไม่มีเวลาอยู่ในแต่ละแหล่งได้นาน ๆ เขามาแล้วก็จะรีบไปที่อื่นต่อ บางที เหมือนกับว่ามันไม่มีการแก้ไขให้เขาได้ หรืออย่างการหลอกลวงนักท่องเที่ยวซื้อสินค้าอัญมณีปลอมไป แล้วบางทีก็มีส่งคืนกลับมา หรือบางทีร้องเรียนกลับมาที่ ททท.บ้าง เพราะยังเข้าใจว่า อะไรที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ก็น่าจะร้องเรียน ททท. ได้หมด แต่เราต้องทำความเข้าใจว่า ภารกิจแต่ละหน่วยงาน ก็ทำคนละเรื่องกันไป
อะไรบั่นทอนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากที่สุด
ก็คงเป็นปัญหาต่างๆ ที่ยังเรื้อรังและแก้ไม่ได้ หลักๆ ก็อย่างที่บอกไป คือเรื่องการหลอกลวง และความปลอดภัย ซึ่งเราคิดว่า ทุกอย่างควรจะเริ่มที่ประชาชนคนในชาติก่อน ถ้าคุณเที่ยวในประเทศไทย เดินทางไปไหนในประเทศไทย ด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจ สบายใจ แล้วมีความมั่นใจ คุณภาพชีวิตของคนในชาติดี เท่านี้แหละค่ะ นักท่องเที่ยวต่อให้มาจากทวีปไหน หรือมาจากโลกไหน เขามาเที่ยว เขาก็จะได้รับสิ่งที่ดีกลับไป
เราต้องมีสิ่งที่ดีก่อน แล้วต้องคืนกลับให้ประชาชนคนในชาติก่อน ถ้าเรารู้สึกอย่าวนั้นกับบ้านเราได้แล้ว เราจะไปบอกใครต่อใครให้มาเที่ยว ก็เป็นเรื่องไม่ยากแล้ว
เชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมได้ ?
ใช่ค่ะ เราเชื่อเพราะเราอยู่กับงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาก่อน แล้วกองอนุรักษ์ของ ททท. ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว เมื่อก่อน กองอนุรักษ์ของ ททท. ทีมงานของเรา ที่เป็นเพื่อนร่วมงาน ทุกคนจะมีความคิดคล้ายๆ กัน เราให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ เราให้ความสำคัญกับชุมชน เราให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพราะเรารู้ว่า การกระทำอย่างฉวบฉวยเพียงเพื่้อให้ได้มาในเวลาอันรวดเร็ว มันหมดเร็ว
แต่ถ้าเราอยากจะรักษาและเก็บไว้อย่างยั่งยืนและยาวนาน มันต้องค่อยเป็นค่อยไป ผลประโยชน์มันเกิดแน่ แต่ต้องคุยกันตั้งแต่เริ่มต้น คนนี้ได้คนนั้นได้ และได้เสมอกัน หากเป็นอย่างนั้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยั่งยืนแน่นอน.





