จินตนาการหลังบานประตู

จินตนาการหลังบานประตู

ทำความรู้จักการออกแบบตกแต่งภายในในสไตล์ Eclectic เมื่อ 'คอนโดมิเนียม' หมายถึงบ้านเดียวที่มี

'คอนโดมิเนียม' เป็นรูปแบบที่พักอาศัยซึ่งตอบสนองวิถีการดำเนินชีวิตในยุคสมัยนี้ได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะสำหรับชีวิตในเมือง เมื่อเรามองคอนโดมิเนียมจากภายนอก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่เป็นจุดเด่นของแต่ละโครงการ และเมื่อก้าวเข้าไปตัวอาคารทางเดินที่ทอดยาวจะเรียงรายด้วยบานประตูที่ดูเหมือนกันไปหมด แต่หลังประตูแต่ละบานนั้นคือโลกแห่งจินตนาการที่ไร้ซึ่งข้อจำกัด

" ..บางคนใช้คอนโดฯ เป็นแค่บ้านหลังที่สอง คือมีบ้านอยู่แล้วและอยากจะอยู่ใกล้ที่ทำงาน ..แต่จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่คอนโดฯ คือเป็นบ้านเดียวที่มี" ลลิดา ลีละยูวะ และ พงศ์ศักดิ์ มหัทธนสกุล จาก บริษัท ดับเบิลยู เอ็ม อิมเมจิเนีย จำกัด (WM Imagineer Co.,Ltd.) พูดถึงรูปแบบการใช้ชีวิตในคอนโดมิเนียมในปัจจุบัน

บริษัท ดับเบิลยู เอ็ม อิมเมจิเนีย จำกัด เป็นผู้ออกแบบและตกแต่งภายในให้กับโครงการที่พักอาศัยหลายโครงการทั้งโรงแรม บ้านพักอาศัย รวมถึงคอนโดมิเนียม ซึ่งการออกแบบในแต่ละโครงการล้วนตอบสนองจินตนาการของผู้พักอาศัย

" ..จุดพอดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันเป็นอะไรที่เราต้องพยายามเรียนรู้กับลูกค้ามากๆ นอกจากที่เราจะฟังเรื่องโครงการเราต้องพยายามค้นหาตัวเขาด้วยว่า ลูกค้าเป็นคนประเภทไหน และจุดไหนที่จะเชื่อมต่อกับเขา.. เจ้าของบ้านเขาจะบอกมาว่าเขาชอบอะไรบ้าง เขาใช้เวลาอยู่ในแต่ละส่วนมากน้อยแค่ไหน เราก็ดีไซน์ตอบโจทย์ที่เขาให้มา.. "

การออกแบบเพื่อตอบสนองจินตนาการที่ไม่มีขอบเขตแสดงให้เห็นผ่านการออกแบบตกแต่งภายในในสไตล์ Eclectic

"เป็นแบบเอาศิลปะทุกแบบมาอยู่ด้วยกัน ฝรั่งชอบนะแต่ว่าคนไทยอาจจะยังไม่ค่อยกล้าที่จะทำและหาคนทำยาก งานนี้เจ้าของบ้านสนใจอยู่แล้ว.. เขาจะเป็นคนค่อนข้างชอบผจญภัย (Adventure) จำได้ตอนเจอกันลูกค้าบอกว่าเขาไม่ชอบอยู่ในคลาสสิก (Classic) ไม่ชอบอยู่ในโมเดิร์น (Modern) และไม่ชอบร่วมสมัย (Contemporary) เราก็.. แล้วจะทำอะไร คิดอยู่นานมากใช้เวลาคุยกันพอสมควรกว่าจะลงตัวว่า โอเค งั้นเราเอาทุกอย่างมาผสมกันแล้วทำให้มันลงตัวไหม เป็น Eclectic" คุณลลิดา เล่าให้ฟัง

"Eclectic นี่ยากเพราะว่ามันคือความรู้สึก มันคือศิลปะ มันคืออารมณ์ ไม่ใช่อะไรที่เป็นสไตล์ที่ตายตัว คุณจะรู้ได้อย่างไรว่ามันมากหรือน้อยแค่ไหน" คุณพงศ์ศักดิ์ เสริม

การออกแบบเริ่มต้นจากการจัดสรรพื้นที่ที่มีอยู่ใหม่

"พื้นที่ 200 ตารางเมตร เดิมเขามี 3 ห้องนอน พอซอยเยอะแต่ละห้องก็เหลือพื้นที่ห้องละนิดก็เปลี่ยนเป็นห้องนอนเดียว อีกสองห้องนอนเปลี่ยนเป็นห้องหนังสือกับเป็นที่ซ้อมดนตรี.. เรื่องของพื้นที่หลักอย่างหนึ่งที่ทำคือเราผสานพื้นที่สองพื้นที่เข้าด้วยกัน (Combine 2 Spaces together) อย่างห้องนั่งเล่น (Living) กับส่วนรับประทานอาหาร (Dining) ซึ่งอันนี้เป็นสไตล์ที่ใช้เยอะในคอนโดฯ เพราะมันได้พื้นที่ใหญ่.. " คุณลลิดา บอก

รายละเอียดในการตกแต่งมาจากศิลปะในหลายยุคสมัย

"เราต้องสื่อสารกับลูกค้าเยอะจนกว่าจะเข้าใจตัวตนของเขาจริงๆ อย่างพวกศิลปะเราใช้หลายยุคมาก บางอันยังเป็นคลาสสิกมากๆ แต่ว่าอยู่กับลวดลาย (Pattern) ที่ดูโมเดิร์น เพราะฉะนั้นต้องใช้อาศัยแบบทั้งเรื่องของสัดส่วน (Proportion) ในการใช้ตัวเฟอร์นิเจอร์เอง หรือว่าน้ำหนักในเรื่องของสี ในเรื่องของวัสดุ (Material) คือต้องใช้ทุกอย่างประกอบกัน.. ต้องใช้ความรู้ ใช้ประสบการณ์ บางทีมันก็ยากเหมือนกัน แต่สนุกมากตอนทำ"

ความโดดเด่นในการออกแบบแต่ละพื้นที่ คุณลลิดา อธิบายให้ฟังว่า

"พอเปิดลิฟต์ไปก็จะเข้าไปที่ส่วนต้อนรับ (Foyer) จะมีองค์ประกอบที่น่าตื่นตาตื่นใจ (Wow Factor) เยอะ พอเข้าไปแล้วคนจะรู้สึก 'ว้าว' พวกสีพวกดีไซน์ตรงส่วนต้อนรับจะหนักและจัด เพื่อให้คนที่มารู้สึกประทับใจรู้สึกตื่นเต้นเมื่อก้าวเข้ามาในโซนแรก พอโซนถัดไปอย่างที่บอกว่าห้องนั่งเล่นกับส่วนรับประทานอาหารเป็นพื้นที่ที่ใหญ่และเชื่อมต่อกัน เราก็พยายามทำให้ลงตัว คือลูกค้าจะใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้เยอะที่สุด ทำอย่างไรก็ได้ให้ศิลปะหลายๆ อย่างของหลายๆ อย่างมันอยู่รวมกันแต่เน้นว่าเขายังอยู่แล้วสบาย ความที่พื้นที่มันกว้างก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเราใส่อะไรมากไปก็อึดอัด น้อยไปก็ดูโล่ง ต้องอาศัยความลงตัวมากเหมือนกัน.. "

"เทคนิคทำสีให้ดูเหมือนเป็นของโบราณ (Antique) เหมือนผนังที่เก่าแล้วเหมือนลักษณะพระราชวังแวร์ซาย อารมณ์นั้น (หัวเราะ) มาผสมผสานกับเฟอร์นิเจอร์มีทั้งรูปทรงโมเดิร์น ทั้งแนวสีสัน หลายๆ อย่างรวมกัน" คุณพงศ์ศักดิ์ บอก

ห้องนอนและห้องน้ำยังคงเป็นการออกแบบที่ผสมผสานแต่เน้นไปที่กลิ่นอายแบบ 'ซาฟารี'

"ห้องนอนกับห้องน้ำเป็นแนวซาฟารี อันนี้เป็นไลฟ์สไตล์เลย เจ้าของบอกว่าเนื่องจากเป็นห้องนอนเขาเลยอยากได้เบาหน่อยให้อยู่แล้วสบายแต่ยังมีความเป็นตัวตนของเขาคือเป็นเหมือนนักเดินทาง ชอบความตื่นเต้น แต่ว่าเบาลงและสบายขึ้น เราเลยใช้พวกพรมหรือของตกแต่งมาช่วยให้มีกลิ่นอายของซาฟารี.. และในห้องน้ำเป็นการดึงแอฟริกันดีไซน์มาใช้ ซึ่งมีให้เห็นน้อยเป็นไซน์ที่ค่อนข้างมีลักษณะเฉพาะ (Unique) มาก ถ้าเราเข้าไปในประเทศเขาจะเห็นว่า เออ.. มันชัดเจน แต่ไม่ค่อยมีใครเอามาใช้เท่าไร สี ลวดลาย เรื่องของเสา รูปทรงที่เหมือนกระโจม เป็นอะไรที่เป็นวัฒนธรรม (Culture) ของเขา วัสดุที่ใช้ในการทำพวกโต๊ะจะเป็นพวกงานสาน หรืออะไรที่เป็นไม้"

พื้นที่ที่เหลือเป็นส่วนของห้องหนังสือและห้องซ้อมดนตรี

"เจ้าของบ้านเป็นคนชอบดนตรี.. แต่เราก็ไม่ได้เล่นตรงๆ เช่นเขาบอกว่าเขาชอบดนตรี เราก็เอาเรื่องของตัวโน้ตไปเป็นการวางแปลน.. ตอนที่คุยกันเขาขอว่าขอให้ดูนิ่งกว่าห้องอื่นๆ นะ แต่ถ้าเทียบกับบ้านคนอื่นก็อาจจะยังไม่นิ่ง (หัวเราะ) นิ่งกว่าห้องอื่นเพราะว่าต้องใช้สมาธิในการอ่านหนังสือ ทำงาน สไตล์มันก็เลยเป็น Eclectic แต่เป็น Eclectic ที่พวกสีอะไรแบบนี้มันเบาลง จะไม่จัดมากเหมือนห้องนั่งเล่น"

อีกหนึ่งสไตล์การตกแต่งที่เป็นจินตนาการของหลายคนในวันนี้คือ New York Loft

"New York Loft จริงๆ ทำยากนะ คนจะเข้าใจผิดคิดว่ามันง่าย งานจะดูเหมือนงานหยาบ แต่จริงๆ แล้วงานประเภทนี้ถ้าทำไม่ถึงงานมันจะกลายเป็น Look Cheap ได้ง่าย และด้วยความที่มันเป็นที่อยู่อาศัย (Residential) มันจำเป็นที่ถึงแม้มันดิบแต่อย่างไรมันต้องเนี้ยบ เพราะไม่อย่างนั้นจะอยู่ลำบาก" คุณลลิดา บอก

"คนรุ่นใหม่ที่เรียนอยู่หรือโตเมืองนอกนิยมที่จะทำ เน้นภายในบ้านให้มีลักษณะเหมือนกับมีความดิบ ใช้ความดิบของวัสดุที่เป็นพวก Industrial look แต่ว่ามาประยุกต์ใช้ แล้วมาผสมกับความสวยหรือโมเดิร์นของเฟอร์นิเจอร์ ..ซึ่งจริงๆ ทำยากเหมือนกันนะ เพราะว่าเพดานคอนโดฯ ส่วนใหญ่ค่อนข้างเตี้ยมาก New York Loft จริงๆ แล้วต้องเพดานสูงหน่อยและมีงานระบบอะไรแบบนี้ เพราะว่าลักษณะของตึกที่นิวยอร์ก ข้างในมันก็จะเป็นโครงของมันอยู่อย่างนั้นพอเราเข้าไปในห้องอย่างนั้นเราก็เอาเฟอร์นิเจอร์อะไรเข้าไปอันนั้นมันคือธรรมชาติของเขาเป็นอย่างนั้น แต่ของเราๆ ก็มาเลียนแบบ (Imitate) นิดหน่อย เช่นกำแพงเป็นอิฐ เปิดโชว์ฝ้า โชว์งานระบบ คอนโดฯ เมืองไทยเพดานสูงประมาณ 2.5 เมตร พอเราทำงานระบบขึ้นไปอีกมันก็ได้เพิ่มอีก 20-30 เซนติเมตร ทำออกมาแล้วเหมือนได้พื้นที่มากขึ้นมาก.. " คุณพงศ์ศักดิ์ กล่าว

นอกจากตอบสนองจินตนาการแล้วการออกแบบยังตอบสนองการใช้งานและรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้พักอาศัยเช่นกัน

"พอเข้ามาตรงห้องนั่งเล่น (Living Room) ทางซ้ายจะเป็นตู้รองเท้า เจ้าของบอกตั้งแต่แรกว่ารองเท้าเยอะมากอยากมีที่ใส่รองเท้าแต่ว่าไม่ชอบตู้รองเท้าทั่วไปเพราะมันดูน่าเบื่อ เราเลยดีไซน์ออกมาใช้เหล็กเหมือนเป็นลูกกรงเอามาทำเป็นหน้าบานแต่ว่าก็ยังต้องปิดด้วยกระจกใสเพราะว่าเมืองไทยฝุ่นเยอะ แต่เป็นตู้รองเท้าก็ต้องระวังเรื่องความอับชื้นต้องมีที่ระบายอากาศ

..พอเข้าไปจะเป็นครัวแล้วก็ต่อด้วยพื้นที่นั่งเล่นอย่างที่บอกว่าพื้นที่คอนโดฯ ส่วนใหญ่จะบังคับให้เป็นแบบนั้น ..ตรงบาร์ที่เตรียมอาหารหน้าตารูปทรงจะไม่เหมือนบาร์ปกติ และเป็นไม้หยาบ (Rustic) คือเห็นเนื้อไม้ เฉพาะหน้าด้านบน (Top) ที่ต้องเรียบเพราะว่าถ้าใช้งานจริงจะไม่สะดวก.. ส่วนนั่งเล่นจะใช้งานได้สองรูปแบบ โซฟาเราดีไซน์มาเป็นโครงรูปตัวเอส (S) และนั่งได้ทั้งสองฝั่ง คือพอนั่งฝั่งหนึ่งจะหันหน้าเข้าหาโทรทัศน์ แต่พอนั่งอีกฝั่งหนึ่งก็จะมีมุมอ่านหนังสือ หรือถ้ากรณีเพื่อนมาหรืออยากปาร์ตี้แล้วอยู่รวมกันโซฟานี้ก็กลับโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลมได้ เฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเปลี่ยนได้ (Movable) มันก็จะยืดหยุ่น (Flexible) ในการใช้งาน.. "

ไม่เพียงตอบโจทย์ของผู้อาศัยเท่านั้นแต่การออกแบบยังช่วยให้จินตนาการนั้นสวยงามและเหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้นอีกด้วย

"ห้องแต่งตัวและห้องทำงาน เจ้าของห้องอยากจะทำงานในห้องแต่งตัวเลย คือชอบเห็นเสื้อผ้าตัวเองเยอะๆ มันก็สนุกดีเวลาทำ แต่คิดว่า เอ๊ะ.. นั่งมองเสื้อผ้าอย่างเดียวจะดูน่าเบื่อเกินไปไหม เราเลยใส่ลูกเล่นเพิ่มขึ้นคือจะมีกราฟฟิกที่เป็นพวกคำต่างๆ หรือเป็นประโยคที่เจ้าของห้องชอบแล้วก็ทำกราฟฟิกไปบนพื้นเลย ทำให้งานมันแรงขึ้นและสนุกขึ้นด้วย ปูนเรียบอย่างเดียวมันก็ดูเรียบๆ (Plain) เกินไป และกราฟฟิกพวกนี้บางอันมันเป็นเส้นสแตนเลสมันช่วยทำให้เวลาที่เราเทปูนเข้าไป ปูนจะอยู่ได้ดีกว่า จะแตกน้อยกว่า คือได้ทั้งความสวยด้วยได้ทั้งฟังก์ชันด้วย ห้องนอนเป็นปูนดิบเราก็ต้องป้องกัน (Protect) ให้เขา คือชอบปูนดิบจริงแต่ว่าต้องเคลือบผิวให้ใช้งานได้จริง นอกจากดีไซน์จะสวยแล้วห้องนอนมันต้องห้ามสกปรก"

Classic Modern เป็นสไตล์การตกแต่งที่คุณลลิดา และคุณพงศ์ศักดิ์ สนใจเป็นพิเศษและนำมาใช้ในการตกแต่งคอนโดมิเนียมของพวกเขาเอง

"จุดเด่นคือโดยภาพรวมแล้วมันร่วมสมัย มันทันสมัย คืออยู่แล้วรู้สึกว่าไม่ได้เชยแต่ว่ามันยังมีรายละเอียด มีความละเอียดอ่อนของความคลาสสิกอยู่ด้วย บางคนบอกว่าอยู่กับโมเดิร์นแล้วรู้สึกแข็ง รู้สึกอึดอัด หรือว่าการใช้งานพอโมเดิร์นมากทุกอย่างมันจะเรียบหมด คือมันต้องเนี้ยบจริง บางคนอาจจะของเยอะบ้างอะไรบ้างมันก็ไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับเขา แต่พอมีคลาสสิกเข้ามานิดหนึ่งมันทำให้ หนึ่งอบอุ่นขึ้น สองดูมีความอ่อนช้อยทั้งตัวเฟอร์นิเจอร์เองและตัวงานทั้งหมด" คุณลลิดา บอก

"ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ (Creative) ด้วย แล้วก็เป็นเรื่องของการใช้สี เรื่องของรสนิยม เพื่อให้มันออกมาลงตัว เพราะ Classic Modern ก็ยากนะ ระหว่างคลาสสิกกับโมเดิร์นทำอย่างไรให้ดูคลาสสิกแล้วไม่เชย.. มันไม่ใช่แค่การเอาคลาสสิกกับโมเดิร์นมาผสมกัน มันเหมือนกับว่าทำอย่างไรให้คลาสสิกมันโมเดิร์นขึ้น.. "

การตกแต่งห้องของทั้งสองคนเริ่มจากการจัดสรรพื้นที่ใหม่เพื่อตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตเช่นกัน

"อย่างแรกดูไลฟ์สไตล์ของตัวเอง คือเป็นคนมีเพื่อนเยอะและสามีเป็นคนชอบปาร์ตี้ จะมีเพื่อนมาที่บ้านบ่อย ต่อไปสำรวจตัวเองว่าเป็นคนข้าวของเยอะมากน้อยแค่ไหน เริ่มจากตรงนั้น เราก็เริ่มแบ่งพื้นที่จากไลฟ์สไตล์ของเรา เราชอบให้ครัวใหญ่และชอบให้พื้นที่ส่วนกลางดูโปร่งเพราะว่ามันตอบโจทย์กับชีวิตประจำวัน.. ตอนแรกห้องนี้ 100 ตารางเมตร เป็น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ แต่ว่าด้วยความที่เราอยู่แค่สองคน รู้สึกว่าห้องนอนเล็ก (Extra Bedroom) อาจจะไม่จำเป็น สิ่งที่ต้องการจริงๆ คืออยากได้ห้องทำงานมากกว่า ก็เปลี่ยนแปลนทุกอย่างใหม่หมด.. โดยส่วนตัวต้องการครัวใหญ่เพราะคอนโดส่วนใหญ่ครัวจะเล็ก ต้องการให้ระหว่างครัวกับนั่งเล่นเหมือนเป็นชิ้นเดียวกันเพราะว่าเราอยากได้ห้องที่โปร่งๆ โล่งๆ และชอบห้องทำงานที่เป็นสัดเป็นส่วน ส่วนห้องนอนเล็กได้ไม่มีปัญหา แต่ห้องน้ำหลักต้องใหญ่"

ความน่าสนใจในการตกแต่งเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเปิดประตูเข้าสู่ภายใน

" ..พอคนเปิดเข้ามาบ้านส่วนใหญ่มักจะเป็นสีขาวของเราเปิดเข้ามาเป็นสีดำ ก็จะแบบตื่นเต้น.. ครัวเราแบ่งระดับ (Step) นิดหนึ่ง คือเราไม่ได้กั้นด้วยฉาก (Partition) ไม่ได้กั้นด้วยประตู แค่แบ่งระดับให้รู้ว่ามันเป็นสัดส่วน.. พอกระเถิบเข้ามาห้องนั่งเล่นก็จะสบายหน่อย เบาขึ้นนิดหนึ่ง ห้องน้ำข้างนอกเป็นห้องน้ำแขกเราก็เลยคิดว่าอยากทำให้มันสนุกหน่อย ด้วยความที่ห้องน้ำไม่ได้ใหญ่มากก็ใช้กระจกเงาทั้งกำแพง.. ด้วยความที่เป็นคอนโดฯ พอพื้นที่มันจำกัดบางทีพวกวัสดุเช่นกระจกเงาหรือกระจกสะท้อนพวกนี้ก็จำเป็น.. เพราะไม่อย่างนั้นห้องจะแบน ..ถัดมาห้องทำงานสีจะเบาลง จากทางเข้ามันจะเป็นดำแล้วค่อยๆ เฟดลงไปเรื่อยๆ พอห้องทำงานจะเริ่มเป็นเทาแล้ว พอห้องนอนนี่จะเป็นครีมเลย ห้องน้ำใหญ่จะขาวแบบสว่าง โดยส่วนตัวเป็นคนชอบสีขาวดำแต่ว่าถ้าเราอยู่กับขาวดำตลอดมันแข็งเกินไปต้องมีสีอื่นช่วยเบรคบ้าง"

การออกแบบยังช่วยชดเชยข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ซึ่งมีจำกัดของคอนโดมิเนียมทั้งพื้นที่สำหรับการจัดเก็บและพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย

"ถ้าตัดสินใจอยู่คอนโดฯ ต้องบอกตัวเองว่าพื้นที่เรามีจำกัด อย่างบ้านเรายังอาจจะต่อไปเรื่อยๆ ได้ คราวนี้ถามว่าของเยอะต้องทำอย่างไร ส่วนหนึ่งต้องตัดใจทิ้งนะ (หัวเราะ) ส่วนที่สองคือไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็นเข้าบ้านมากนัก อย่างสุดท้ายคือของที่เรามีอยู่สุดท้ายแล้วของพวกนี้เราต้องมีก็ต้องพยายามจัดฟังก์ชันให้รองรับของที่เรามีให้ได้หมด เช่น เป็นคนชอบกระเป๋ากับรองเท้า เราก็ต้องหาที่ใส่อาจจะมีตู้ Built-In แล้วถ้าอันไหนเกินจำเป็นหรือไม่พอแล้วก็ต้องตัดใจเพราะสมมติเรามีร้อยอย่างแต่ให้ร้อยอย่างอยู่ในพื้นที่จำกัดก็จะอึดอัดจนเกินไป.. ถ้าดูดีๆ บ้านนี้มี Built-In เยอะมาก

..พื้นที่น้อยเราก็ต้องใช้ตัวช่วย อาจจะใช้วัสดุที่ทำให้ดูโปร่งขึ้น ดูกว้างขึ้น ดูสว่างขึ้น หรือถ้าบางคนพื้นที่น้อยมากบางทีสีก็เข้ามาช่วย เช่นเราอาจจะต้องใช้สีสว่าง หรือสีที่สว่างด้วยอยู่สบายด้วย คือแทนที่จะเป็นขาวจั๊วะก็อาจจะต้องเป็นขาวครีม คือมันยังสบายอยู่แล้วก็ดูกว้าง เราต้องเลือกขนาดของเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสม เฟอร์นิเจอร์บางตัวต้องใหญ่ถึงจะสวย ถ้าเรารู้สึกว่ามันสวยจริงแต่มันอยู่กับเราแล้วมันไม่เหมาะมันก็ต้องตกเป็นของคนอื่น (หัวเราะ) " คุณลลิดา บอก

สิ่งสำคัญที่มีผลต่อการอยู่อาศัยและมักจะถูกมองข้ามคือเรื่องของแสงสว่าง

"ระบบแสงสว่างเป็นส่วนสำคัญมากในงานตกแต่งภายในนะคะ อย่างถ้าบรรยากาศ (Mood) แสงดีๆ บางทีห้องที่ไม่ได้ใหญ่ก็ดูสบายได้.. เรื่องสีของแสงเราต้องถามตัวเองว่าเราต้องการบรรยากาศแบบไหน ถ้าโจทย์ของเราต้องการความ Warm พวกแสงสีเหลืองที่เรียกว่า Warm White พวกนี้จะได้รับความนิยมมาก แล้วมันจะช่วยให้ดูนิ่มลงนุ่มลง แต่ในเชิงดีไซน์แสงสีเหลืองเป็นแสงที่สวยที่สุดทำให้บ้านหรือสถานที่ดูสวยขึ้น และนอกจากแสงสีขาวสีเหลืองที่เรารู้กันแล้วยังมีลูกเล่นอีกเยอะ พวกแอลอีดี (LED) หรือสีต่างๆ ของแสง บางครั้งบาร์สีเดียวแบบเดียวแต่ถ้าเรามีแสงพวกนี้พอมันเปลี่ยนสีมันทำให้เปลี่ยนอารมณ์ได้เปลี่ยนฟังก์ชันได้ บางทีห้องห้องหนึ่งทำไว้สีเดียว สมมติสีดำหรือสีขาว พอย้อมด้วยสีของแสงไฟไปอาจจะได้สีน้ำเงิน ได้สีแดง ซึ่งก็อาจจะทำให้เล่นอะไรได้มากขึ้น ทำฟังก์ชันได้มากขึ้น"

ด้วยความสามารถของนักออกแบบทุกจินตนาการสามารถเป็นไปได้บนพื้นที่จำกัดของคอนโดมิเนียม

"นักออกแบบต้องเข้าใจลูกค้าว่าเขาเป็นอย่างไร ถ้าเราเข้าไปถึงตรงนั้นงานจะออกมาประสบความสำเร็จ แต่ถ้าไปไม่ถึงนะต่อให้คุณทำสวยแบบแพงเลย มันจะไม่จบ ถ้าเรามองไปทางความคิด เหมือนว่าตึกมีเป็นร้อยห้องแต่เราไม่รู้เลยว่าจะเจออะไรบ้าง มันเกินจินตนาการไปเลย สุดท้ายการตกแต่งภายในมันคือไลฟ์สไตล์ คือศิลปะ ผสมกับสิ่งที่สำคัญที่สุดมันต้องใช้งานได้ด้วย เราคิดว่าบ้านหรือที่อยู่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้วเพราะคุณใช้เวลาตรงนี้มากที่สุด คุณจะอยากได้อะไรที่มากไปกว่านี้ ความสุขที่สุดของเราคือลูกค้ามีความสุข มันเป็นคุณค่าทางจิตใจมากกว่า เหมือนเราวาดรูปออกมารูปหนึ่งแล้วคุณชอบ แค่นี้จริงๆ "

หมายเหตุ : ชมภาพมากกว่านี้ได้ที่ fan page เซ็คชั่น 'กรุงเทพวันอาทิตย์ กรุงเทพธุรกิจ' คลิก http://www.facebook.com/sundaybkk