เพราะเรานั้น 'เท่า' กัน

เพราะเรานั้น 'เท่า' กัน

เรื่องเล่าของความเท่าเทียมทางเพศสภาพในอุษาคเนย์ ท้าทายความเชื่อ และจารีตใต้เงาคัมภีร์ เมื่อความถูกต้องไม่ได้ถูกบัญญัติเอาไว้แค่บนหน้ากระดาษอีกต่อไป

... ความ (คำนาม) : คำนำหน้ากริยา หรือวิเศษณ์ เพื่อแสดงสภาพ เช่น ความตาย ความดี ความชั่ว
...เป็นธรรม (คำวิเศษณ์) : ถูกต้อง

ข้อความจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้อรรถาธิบายถึงบริบทของ "ความเท่าเทียม" อันถือเป็น "นามธรรม" ที่สุดเรื่องหนึ่งของสังคม โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาจับกับเรื่อง "เพศ"

ผลการสำรวจของ อมรเทพ กมลศักดิ์กำจร ตัวแทนจากมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) ได้ทำการเก็บสถิติข่าวที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ จากพาดหัวข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 ฉบับ ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม - 31ตุลาคม 2555 พบว่ามีข่าวที่เข้าข่ายอยู่ทั้งสิ้น 92 ชิ้น ทั้งความรุนแรงในชีวิตคู่ การล่วงละเมิดทางเพศ และปัญหาท้องไม่พร้อม-ทำแท้ง

ขณะที่ ผลสำรวจข่าวทางเพศจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ย้อนหลัง 13 ปี ความรุนแรงทางเพศก็ครอบครองพื้นที่ข่าวอยู่ถึง 63 เปอร์เซ็นต์ หรืองานวิจัยของ ชยานันท์ มโนเกษมสุข เรื่อง "เพศวิถี 60 วินาทีบนจอแก้ว" ก็พบว่า "ชายบริหาร หญิงบริการ" สะท้อนแนวคิดกดขี่ ขณะที่เพศที่สามกลายเป็นตัวตลก คือสิ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนในสื่อ

เรื่องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า "ตัวตน" ของความเหลื่อมล้ำนั้นมีอยู่จริง ที่สำคัญ ...นี่ ไม่ใช่เรื่องใหม่

ปี พ.ศ.2549 งานวิจัยจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ลอนดอน บิสซิเนส สคูล และอิโคโนมิก ฟอรั่ม พบว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศไม่ว่าจะเป็นโอกาส และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษา สุขภาพและอายุขัย รวมถึงอำนาจทางการเมือง ของนานาชาติโดยส่วนใหญ่ล้วน "คว้าน้ำเหลว"

"เราต่างทราบกันดีว่าประเด็นเรื่องความเป็นธรรมทางเพศ ยังไม่ค่อยอยู่ในความสนใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง และยังมีผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับการกีดกันหรือเลือกปฏิบัติในทางสังคมและวัฒนธรรม" ศ.เกียรติคุณ พญ. เพ็ญศรี พิชัยสนิธ นายกสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เอ่ยถึงความคาราคาซังของปัญหาในวงสัมมนา "การสร้างความเข้มแข็งงานขับเคลื่อนด้านความเป็นธรรมทางเพศ : ประสบการณ์จากเพื่อนบ้านอาเซียน" (Strengthening Movements for Gender Justice in ASEAN) เมื่อไม่นานมานี้

โดยเฉพาะใต้ร่มเงาของจารีตความเชื่อบนวิถีของศาสนาน่าจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่ต้องถูกนำขึ้นมาทำความเข้าใจกันใหม่เพื่อเดินทางสู่สังคมเท่าเทียมอย่างแท้จริง

...ทั้งหมดนี้ บอกกล่าวผ่านเรื่องเล่าของหญิงสาว 3 คน

  • เป็นธรรมในพุทธวิถี

"เราพูดเรื่องนี้กว่าสามทศวรรษแล้ว เราไม่ได้ขับเคลื่อนไปไหนเลยนะคะ สังคมส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจประเด็นปัญหานี้สักเท่าไรนัก" ความเห็นจาก ภิกษุณี ธัมมนันทา แห่งวัดทรงธรรมกัลยาณี อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อพูดถึงความคืบหน้าของความเท่าเทียมทางเพศในสังคมยุค 2013

ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้กลายเป็นมรดกความเชื่อที่ตกทอดมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ในแง่ที่มองผู้หญิงไม่ต่างจากของสาธารณะ ซึ่งวันนี้ก็ยังคงมีอยู่ หลวงแม่ยกตัวอย่างจากประเทศเนปาลที่ให้ลูกสาวแต่งงานกับลูกมะขวิดตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อปัดป้องความผิดบาปไม่ให้เกิดกับพ่อแม่หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา ไม่ต่างจากเมืองไทยที่ "มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน" เพราะเมื่อมีลูกสาว ก็จะมีโอกาสจะเกิดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ได้จากพฤติกรรมของลูกสาว เป็นต้น

"แนวคิดว่า ผู้หญิงเป็นของสาธารณะ เป็นของเจ้าของ ใครบ้างที่เป็นเจ้าของ แน่นอนล่ะ พ่อ เมื่อลูกสาวเป็นเด็ก และเมื่อลูกสาวแต่งงาน ก็มอบลูกสาวให้กับ สามี เป็นเจ้าของคนต่อไป หรือที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งจะมีรูปพ่อแม่หรือสามีที่เสียการพนันแล้ว จับถือลากภรรยาและลูกสาวไปเพื่อ จ่ายหนี้" ซึ่งตรงนี้ล้วนเป็นความเข้าใจที่ผิดทั้งสิ้น

ไม่ต่างจาก "แม่เกาะชายผ้าเหลืองลูกขึ้นสวรรค์" หลวงแม่บอกว่า นี่ไม่ใช่ความเชื่อในพุทธศาสนาที่ปลูกฝังเรื่องของการมีปัญญา และการบรรลุธรรมมากกว่า

"นี่คือเป้าหมายที่แต่ละคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าเราจะเป็นตุ๊ดหรือเกย์ เป็นทอมหรือเป็นดี้ สามารถจะเข้าถึงความหลุดพ้นได้เท่ากันทั้งสิ้น การบรรลุธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องของร่างกาย เปลือกนอก การบรรลุธรรมเป็นเรื่องของความเท่าเทียมกันทางจิตใจ เป็นอิสระจากร่างกายที่ปรากฏ นี่เป็นข้อความจากศาสนาพุทธ"

หรือเรื่องพุทธบริษัทสี่ที่ประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ก็ถือเป็นส่วนแบ่งแห่งความเท่าเทียมอันเห็นได้ชัดเจน

"สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าเข้าใจตรงนี้แล้วว่า ทั้งผู้หญิงที่บวช และผู้หญิงที่ไม่ได้บวชมีสิทธิที่เท่ากัน และมีความรับผิดชอบเท่ากันด้วย ถ้าเราเรียกร้องแต่สิทธิ แต่ไม่มีความรับผิดชอบด้วยก็ไม่ได้ ประเด็นเรื่องผู้หญิง คนมักจะผลักดันให้เราเรียกร้องสิทธิ แต่หลวงแม่เรียกร้องความรับผิดชอบ"

เมื่อพุทธเจ้าอนุญาตให้ผู้หญิงเข้ามาบวช ก็เพื่อให้ผู้หญิงได้เข้ามาปฏิบัติ และได้มาฝึกฝน เพื่อการบรรลุธรรมของตนเอง ไม่ใช่เพื่อมาปรนนิบัติผู้ชาย และเพื่อความบรรลุธรรมของผู้หญิงเอง มีกฎอยู่ประมาณ 15 ข้อจาก 217 ข้อที่ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อไม่ให้ภิกษุมา "ใช้" ผู้หญิง

"เช่น ไม่อนุญาตภิกษุ ขอให้ ภิกษุณี แม่ชี ทำความสะอาดจีวรให้ นี่เป็นเรื่องของการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน"

กระทั่ง การบวชของสตรีที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงมาอย่างยาวนานก็ตาม สิ่งเหล่านี้ ล้วนขึ้นอยู่กับว่า ความศักดิ์สิทธิ์ในคำสอนเหล่านั้นใช้เทคนิคอะไรในการอ่าน อะไรที่อยู่เบื้องหลัง อยู่ในเงื่อนไขทางสังคมแบบไหน แล้วเงื่อนไขนั้นเหมาะกับสังคมไหม

"เราสามารถไปให้ไกลกว่ากล่องที่ครอบเราอยู่ และมีชีวิตที่เป็นกุศลและมีความสุข สิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นผู้หญิงจากประสบการณ์ของฉัน คือการเป็นผู้ให้กำเนิด การได้เป็นผู้ให้ชีวิตใหม่มาสู่โลกนี้ มาชื่นชมกับโลกนี้ สำหรับคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน หลวงแม่ไม่ได้แนะนำให้ไปท้องนะ พวกเราสามารถสร้างโครงการใหม่ๆ โครงการที่สร้างสังคมใหม่ สร้างสังคมที่เป็นธรรม เป็นพุทธศาสนิกที่ดี เป็นคริสเตียนที่ดี เป็นมุสลิมที่ดี"

  • ใต้ "พระเจ้า" เราต่างเท่ากัน

ราวเดือนตุลาคมปี พ.ศ.2555 รัฐสภาของฟิลิปปินส์ได้ผ่านร่างกฎหมายฉบับหนึ่งที่ชื่อว่า "กฎหมายสุขอนามัยเจริญพันธุ์" (Reproductive health bill) หลังจาก "เข้า-ออก" มาหลายรอบ

"เพราะเป็นที่รู้กันดีว่ากฎหมายฉบับนี้ให้ความสำคัญกับผู้หญิงค่ะ" อัลนี โฟจา (Alnie Foja) นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ประเทศฟิลิปปินส์ เปรยถึงเหตุผลที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของสตรีชาวตากาล็อก

ที่ผ่านมา แม้ฟิลิปปินส์จะอยู่ภายใต้กฎหมายของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ (CEDAW) ของเอเชีย แต่ในทางปฏิบัตินั้น แทบไม่มีความเสมอภาคสำหรับผู้หญิงปรากฏอยู่ระหว่างมาตราของกฎหมายเลย ยิ่งเมื่อเทียบสัดส่วนของพวกเธอในเวทีการเมืองนั้น เรียกว่าเป็น "ชนกลุ่มน้อย" ก็คงไม่ผิดนัก

ถึงแม้ทางกฎหมาย และศาลจะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงขึ้นไปนั่งเก้าอี้หัวหน้าคณะผู้พิพากษาได้ด้วยอายุเพียง 52 ปี ซึ่งทำให้ผู้หญิงหันมาเรียนกฎหมายมากขึ้นก็ตาม แต่หากพูดถึงเรื่องความเสมอภาคทางเพศคนทั่วไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

ดังนั้น ตัวบทกฎหมายที่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมทั้งการเข้าถึงของผู้หญิงจะถือเป็น "กุญแจสำคัญ" ในการอธิบายความเสมอภาคดังกล่าวได้อย่างหมดจด

อัลนี มองว่า นโยบายการส่งเสริมให้ผู้หญิงออกไปทำงานนอกประเทศของรัฐบาลนั้นคือการ "ละเมิด" โดยตรงภายใต้กฎหมาย เพราะยังไม่มีมาตรการใดๆ รองรับหากหญิงฟิลิปปินส์ที่ทำงานต่างประเทศถูกล่วงละเมิด และต้องการจะฟ้องร้อง

"ผลก็คือ พวกเธอจะถูกทอดทิ้ง และไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ เลย"

ขณะที่ กฎหมายเกี่ยวกับการหย่ากลับถูกต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม โดยอ้างพระผู้เป็นเจ้า และศาสนา แต่ไม่ได้มองเห็นความรุนแรงหลังแต่งงาน รวมทั้งความล้มเหลวของชีวิตคู่ที่ต้องแบกรับ ฝ่ายชายมีบ้านเล็กบ้านน้อยได้ แต่ผู้หญิงคบชู้ผิดกฎหมาย หรือกระทั่งการนิยามการ "ข่มขืน" ที่ทำให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นจะต้องเผชิญการข่มขืนอีกครั้งโดยศาลเอง

"เช่น ถ้าเหยื่อดื่มเหล้าแปลว่าเหยื่อสมยอม ทำไมเหยื่อมีโอกาสหนีแล้วไม่หนีในครั้งแรกที่มีโอกาส ศาลไม่มีความเข้าใจว่าผู้หญิงไม่กล้าหนีเพราะกลัวการทำร้ายและถูกฆ่า การตัดสินบางครั้งอยู่บนความคิดที่เห็นว่าผู้หญิงมีภาพลักษณ์แบบนี้ก็ทำให้สมควรแล้วที่จะถูกข่มขืน"

กฎหมายฉบับนี้จึงเสมือนเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์สำหรับพวกเธออย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายสาวคนนี้ก็ยังคาดหวังว่า แสงนี้จะไม่หลอกตากลายเป็นเพียงไฟตะเกียงที่ติดตรง "ทางตัน" ด้วยการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ได้หมายถึงแค่ผู้หญิง แต่ยังรวมถึงผู้คนในทุกระดับชั้นของสังคมด้วย

"หรือเพียงแค่ถ้าเรามีผู้พิพากษาที่เข้าใจถึงความละเอียดอ่านทางเพศ และไม่ได้ตัดสินอยู่บนฐานของกฎหมายเท่านั้น และการสอน เรื่องความละเอียดในเรื่องเพศภาวะทั้งนักเรียนกฎหมาย และทนายความ ขับเคลื่อนคู่ขนานไปกับงานเชิงวิชาการ และภาคประชาสังคม ภายใต้เงื่อนไขของการส่งเสริมความเท่าเทียมกัน และการตรวจสอบได้ของรัฐ"

ตรงนี้ถือเป็นความท้าทาย และก้าวต่อไปที่สำคัญอย่างยิ่ง

  • SIS, MUSAWAHP และความเสมอภาค

กลุ่มองค์กรผู้หญิงมุสลิม หรือ Sisters in Islam (SIS) ของ โรซานา อิซา (Rozana Isa) เกิดขึ้นมาเมื่อ 20 ปีที่แล้วด้วยคำถามที่ว่า...

"ถ้าพระผู้เป็นเจ้ามีความเป็นธรรมจริง ถ้าอิสลามมีความเป็นธรรมจริง แล้วทำไมจึงมีกฎหมาย และนโยบายซึ่งเกิดขึ้นในนามของอิสลามจึงนำมาซึ่งความอยุติธรรมล่ะ"

เปล่า, ปัญหาของคำถามดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ "ศาสนา" แต่เป็นแนวคิดที่เอียงเข้าข้าง "ผู้ชาย" มากกว่า

"อิสลามนั้นยึดถือความเป็นธรรมทั้งของหญิงและชาย แต่ความท้าทายคือจะทำอย่างไรถึงจะส่งเสริมความเข้าใจนี้ได้อย่างไร" เธอเปิดประเด็น

แน่นอนว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงทฤษฎีกฎหมายอิสลาม และการนำไปใช้ ซึ่งเท่ากับว่า ยืนอยู่คนละฝั่งความเชื่อ ผลก็คือ เป็นการขยายพื้นที่สาธารณะในการถกเถียงกันในเรื่องความเท่าเทียมของผู้หญิง และผู้ชายในสังคมมุสลิมมากขึ้น

"ความเสมอภาคของสตรี ไม่ได้ขัดแย้งกับคัมภีร์" โรซานายืนยัน

รูปธรรมอย่างหนึ่งของการยอมรับในวันนี้ก็คือ กลุ่มของเธอได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลในการขับเคลื่อน ทำความเข้าใจประเด็นนี้ ตลอดจนประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในเครือข่ายของพวกเธอเริ่มเปลี่ยนกรอบคิดบางอย่าง อาทิ ประธานาธิบดีของประเทศมาลี ไม่ยอมเซ็นกฎหมายที่มีการนำเรื่องศาสนาเข้ามาร่วม เป็นต้น ภาพดังกล่าวเป็นผลสัมฤทธิ์ของ "มูซาวา" โครงการที่กลุ่ม SIS เคลื่อนไหวในระดับโลก

MUSAWAHP เป็นภาษาอารบิก (อาหรับ) แปลว่า ความเสมอภาค ซึ่งอิงกับเป้าประสงค์ในความเชื่อว่า "เสมอภาค" สำหรับครอบครัวมุสลิมเป็นเรื่องสำคัญมาก อันจะนำไปสู่การสร้างพื้นที่ และสร้างความยุติธรรมขึ้นสำหรับทุกคนในสังคม

"ที่เราต้องการคือ คนที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ และเกิดพลวัตในการอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน การเชื่อมโยงกับแนวคิดของชีวิต กรอบสิทธิ และการโต้แย้งเกี่ยวกับอิสลามในการดำเนินชีวิต ความเข้าใจ ความเท่าเทียม และความเป็นธรรม"

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมให้นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน และสิทธิสตรีมีกลไกซึ่งทำให้คุ้นเคยกับกรอบการทำงานของมูซาวา รวมทั้งความเป็นไปได้ในการปฏิรูปเพื่อความเท่าเทียม และเป็นธรรมในครอบครัวมุสลิม

"จุดแข็งของเราคือการสร้างความรู้ เรื่องสิทธิของผู้หญิง เราจะสร้างความแข็งแกร่ง จะไม่ท้าทาย ผู้หญิงเงียบมานานแล้ว เมื่อเราทำงานกับผู้หญิงรุ่นใหม่ เราพยายามทำให้เห็นว่าความสำคัญของศาสนาเป็นอย่างไร และมีเชื่อมโยงกับชีวิตได้อย่างไร" โรซานาบอก

การส่งเสริมให้ผู้หญิงได้ถกเถียง และมีส่วนร่วม สำหรับเธอถือเป็นเรื่องยาก การสร้างผู้นำ และการให้เยาวชนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมจึงมีคุณค่ามาก เพราะมูซาวาเชื่อว่าคนรุ่นใหม่สามารถเชื่อมกันได้ และเปิดพื้นที่ให้กับการเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขาเอง

อย่างไรก็ตาม การชักชวนคนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคำถามกับคนที่ใช้อิสลามในการกีดกั้น และละเมิดผู้หญิง การเรียกร้องสิทธิสตรีในบริบทของอิสลามจะยังคงดำเนินต่อไป

"เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีความเป็นธรรมถ้าไม่มีความเท่าเทียม" สมาชิก SIS คนเดิมย้ำเสียงดังฟังชัด

ที่สุดแล้ว เมื่อการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะนับเป็นก้าวแรกของการสร้างบ้านหลังใหญ่ให้แก่ภูมิภาค นอกจากความร่วมมือแล้ว สิทธิเสรีภาพรวมทั้งความเสมอภาคยังคงเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามด้วย.