ปันถนน ปั่นเมือง

บนเส้นทางนักปั่น 'ถนนแคบ' ไม่ใช่อุปสรรค ขอให้ 'ใจกว้าง' ไว้ก่อน
เรื่องมีอยู่ว่า...
กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีมนุษย์ต่างดาวเดินทางมายังโลก ยานอวกาศของพวกเขาลอยตัวอยู่เหนือเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยการจราจรแสนวุ่นวาย มนุษย์ต่างดาวเริ่มต้นภารกิจลับด้วยการสอดส่องความเป็นไปบนถนนที่โยงใยเป็นเครือข่ายราวกับเส้นเลือด พวกเขาเพ่งมองไปที่รถยนต์สารพัดชนิด แล้วรายงานกลับไปยังดาวต้นสังกัดว่า...
"โลกนี้สิ่งมีชีวิตคือรถยนต์ เพราะว่ามีรถยนต์เต็มไปหมดเลย แล้วพอเขาเข้ามาดูใกล้ๆ อีกหน่อยก็เห็นว่าในรถยนต์มีมนุษย์นั่งอยู่ ก็เลยรายงานกลับไปอีกว่า รถยนต์พวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตของโลก ส่วนมนุษย์น่ะเป็นปรสิตเกาะอยู่"
ตลกร้ายนี้คือการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ โตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการบริหารนิตยสาร GM หยิบมาเล่าในการเสวนา "Share the Road : จากหนังสั้นสู่ความจริง" ในงานหนังสั้นปั่นเมืองที่จัดขึ้น ณ หอศิลปกรุงเทพฯ
ทว่า ที่ร้ายกว่านั้นคือความจริงของชีวิตซึ่งยืนยันด้วยผลการสำรวจว่า คนกรุงเทพฯ เดินทางกันวันละ 18 ล้านเที่ยว และ 96.5% หรือเกือบทั้งหมดเป็นการเดินทางบนผิวถนนด้วยรถยนต์ส่วนตัว มอเตอร์ไซค์ รถสาธารณะ และอื่นๆ ที่ต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
.................................
"ผมชอบเรียกรถยนต์ว่า Dominant Species หรือสิ่งมีชีวิตที่ครอบงำท้องถนน"
ในความเห็นของโตมร Share the Road คงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากการขอแบ่งพื้นที่จากรถยนต์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการแบ่งปันที่แท้จริงนั้นต้องเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน
"เวลาพูดถึงเรื่องนี้ ผมคิดถึงคอนเซ็ปต์ของฝรั่ง เรียกว่า Shared Space ก็คือการแบ่งปันพื้นที่ อย่างเมืองในยุโรปหลายๆ เมืองเขาจะใช้พื้นที่ อาจจะป็นกลางเมืองเลย เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเส้นจราจร ไม่มีป้ายจราจร ไม่มีไฟเขียวไฟแดง ไม่ต้องมีตำรวจจราจร ไม่มีอะไรเลย แล้วรถจะแล่นก็ได้ คนจะเดินก็ได้ จักรยานจะขี่ก็ได้ ใครจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งมันจะเกิดขึ้นได้ สังคมต้องเรียนรู้เรื่องสิทธิมากพอสมควร เรียนรู้เรื่องความเสมอภาค แล้วก็เรียนรู้เรื่องการเคารพกันและกันมากพอ ในสังคมกรุงเทพเราอาจจะต้องใช้อีก 500 ปีแสง หรืออาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้"
ไม่ได้พูดให้สิ้นหวัง จนต้องพับจักรยานกลับบ้านกันไป แต่ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้คนใช้รถใช้ถนนในเมืองไทยจำนวนไม่น้อยยังมอง "จักรยานเป็นส่วนเกิน" การขอแชร์พื้นที่แบบเท่ๆ จึงไม่ได้มาด้วยการร้องขอ รอคอย แต่ต้องออกสตาร์ทด้วยความกล้าของบรรดาขาปั่นทั้งหลายที่จะออกมาเฉิดฉายบนท้องถนน ทวงสิทธิในการใช้พื้นที่ร่วมกับรถต่างสปีชีส์
"ตอนขี่จักรยานใหม่ๆ เราจะเหงื่อแตกเวลาได้ยินเสียงรถบีบแตร เราจะคิดว่าไอ้รถพวกนั้นบีบแตรไล่เราแน่นอน กลัวไปหมด แต่พอมาวันหนึ่งผมก็คิดว่า เฮ้ย ไหนเราลองหันไปดูซิว่าเขาบีบเราหรือเปล่า จริงๆ เขาไม่ได้บีบเรา เขาไล่รถข้างหน้า แล้ววันนั้นวันที่ผมตระหนักได้ว่าตัวเองไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล เหงื่อมันไม่แตกครับ ทุกวันนี้ผมขี่จักรยานไปทำงาน และพบว่ามันไม่ได้ยากอะไร"
เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม อุปกรณ์พร้อม หลักชัยต่อไปก็คือการประกาศเจตนารมย์ที่ชัดเจนว่า "จักรยานต้องเป็นทางเลือกหนึ่งในการคมนาคม" และ "เป็นส่วนหนึ่งของท้องถนน" เรื่องนี้ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ รองผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส คือต้นเสียงสำคัญ
"คนไทยจำนวนมากยังมีทัศนคติว่าจักรยานคือการขี่ชิลๆ สบายๆ เที่ยววันหยุด แต่จริงๆ แล้วจักรยานคือทางเลือกในการคมนาคม เป็นทางเลือกในการเดินทาง ซึ่งผมคิดว่าต้องเปลี่ยน และที่เมืองนอกมันเปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง เขาขี่ไปเรียน ไปทำงานกันเป็นปกติ
"ทราบมั้ยครับว่า นายกรัฐมนตรีของเบลเยี่ยม เวลาไปเข้าเฝ้ากษัตริย์เขาขี่จักรยานไป รัฐมนตรีหลายคนในประเทศแถบยุโรปขี่จักรยานไปทำงาน แต่บ้านเราตราบใดก็ตามที่รัฐมนตรีมีรถนำขบวน 10 คัน เขาก็จะไม่เห็นหัวอก หรือเข้าอกเข้าใจจักรยาน"
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งสำหรับคนรักจักรยาน คือการรอให้อัศวินใส่สูทมาบันดาลไฟสว่าง ทางดี มีเลนจักรยาน หรือแม้แต่ออกกฎหมายที่เป็นหลักประกันให้นักปั่น แต่ต้องเริ่มที่ตัวเองด้วยการนำพาหนะคู่ใจออกสู่ท้องถนน เรียนรู้ชีวิตบนหลังอาน บนเส้นทางที่มีทั้งอุปสรรคและมิตรไมตรี
"ผมพบว่ารถจำนวนมากใจดีกับเรา แล้วนอกจากรถยนต์จะโอเคแล้ว เวลาขี่ไปเจอพี่ที่เข็นรถขายผลไม้ เขาจะแนะนำวิธีข้ามแยกไฟแดง ซึ่งคนข้ามอยู่ทุกวันจะรู้ว่าทำยังไงให้เร็วกว่ารถที่ติดอยู่แล้วก็ปลอดภัยที่สุด เวลาเราขี่ไปเจอรถพวกนี้ มันจะมีเคล็ดลับเต็มไปหมด"
"การขี่จักรยานมันทำให้ได้พบเห็นชีวิต พบเห็นความหลากหลายของผู้คน แล้วได้สำนึกว่าตัวเรามันไม่ได้เก่งกาจอะไร เป็นคนตัวเล็กๆ บนถนน" โตมร ให้กำลังใจในฐานะรุ่นพี่ ขณะที่นักปั่นรุ่นครูอย่าง วันชัย ก็ชี้ข้อดีของการลดความเร็วในชีวิตลงบ้าง
"จักรยานเปลี่ยนคนให้ใจเย็นลงได้ จากคนที่เคยอยู่กับความเร็วตลอดเวลา วันหนึ่งเมื่อเขาเริ่มช้าขึ้น สิ่งที่ตามมาคือเขาเห็นรายละเอียดข้างทางมากขึ้น แล้วผมเชื่อว่าคนขี่จักรยานจำนวนมาก ระหว่างทางเขาเจออะไรเยอะแยะ มันทำให้มีความสัมพันธ์กันในรายละเอียดเยอะขึ้น ผมรู้สึกว่าลึกๆ จักรยานมันทำให้คนจิตใจอ่อนโยน ทำให้คนสัมพันธ์กับคนมากขึ้น"
......................
ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าบนท้องถนนวันนี้จะมีจักรยานสักสองสามคันหรือมากกว่านั้นมาหยุดรอสัญญาณไฟอยู่ตรงแถวหน้า แต่ที่ไม่ธรรมดาคือพวกเขาต้องใช้ทั้งความสามารถเฉพาะตัวและกำลังใจประมาณหนึ่งในการพาตัวเองไปถึงจุดหมายโดยปราศจากตัวช่วย
และไม่ว่าใครจะมองเป็น 'เทรนด์' หรือเห็นถึง 'ความจำเป็น' การหยิบยืมพาหนะรุ่นคุณปู่ซึ่งเคยครองถนนกลับมาใช้งานอย่างสมเหตุสมผลในยุคที่ราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างนี้ ย่อมเร่งรัดให้ถนนทุกสายในเมืองไทยไม่อาจปฏิเสธสองล้อไร้มลพิษเหล่านี้ได้อีกต่อไป
Share the Road ในมุมหนึ่งจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางออกที่ต้องมาพร้อมกับวิธีการและมาตรการอันหลากหลายทั้งจากภาครัฐและประชาสังคม
"จริงๆ ขี่จักรยานก็ถือว่าแชร์แล้ว เพราะการขี่จักรยาน เราใช้พื้นที่น้อยกว่ารถยนต์อยู่แล้ว เคยมีคนบอกว่าน่าจะไปคำนวนดูว่า สมมติพื้นที่แถวๆ ชิดลมต่อหนึ่งตารางเมตรราคาเท่าไหร่ แล้วจักรยานใช้พื้นที่เท่าไหร่ รถเมล์ใช้เท่าไหร่ ใช้วิธีแบบนี้เป็นเกณฑ์ในการคำนวนการเก็บภาษี เป็นการเกลี่ยให้เกิดการแบ่งปัน ถ้าคุณจะใช้พื้นที่มาก คุณอาจจะต้องจ่ายมาก เป็นต้น" ข้อเสนอหนึ่งจาก โตมร ศุขปรีชา
ขณะที่สื่อมวลชนหัวใจสีเขียว อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง บรรณาธิการบริการนิตยสาร Cycling Plus Thailand มองว่าการแบ่งพื้นที่บนท้องถนน ไม่ได้หมายถึงมีน้ำใจให้กันและกัน และการเปิดโอกาสให้พาหนะเล็กๆ อย่างจักรยาน หรือคนเดินเท้า ให้เป็นส่วนหนึ่งของการจราจรได้อย่างปลอดภัยและใช้งานได้จริงแค่นั้น
"ผมคิดว่ามันยังเป็นไปได้ยาก หากคิดภายใต้กรอบกติกาและกฎจราจร รวมไปถึงการสร้างระบบสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการใช้งานของรถยนต์มาอย่างเนิ่นนานจนคุ้นเคยกันไป ดังนั้นก่อนจะไปถึงเรื่องของการ Share the road ควรกลับมาตรวจสอบเรื่องของนโยบายของ กทม.หรือของรัฐบาล ในการช่วยทำให้เกิดการเปิดพื้นที่ให้กับรถเล็กๆ ให้จักรยาน ให้ผู้พิการ ได้เดินทางอย่างเท่าเทียมและปลอดภัย"
"ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมที่จะจัดทำระบบสาธารณูปโภคให้แก่ผู้ใช้จักรยาน เช่น ช่องทางจักรยาน การเปลี่ยนฝาท่อระบายน้ำที่ปลอดภัยสำหรับผู้ปั่น การสร้างแรงจูงใจให้คนในสังคมหันมาใช้จักรยานกันได้อย่างปลอดภัย และที่สำคัญคือ อย่างน่าใช้งานด้วย"
ภารกิจในการปูทางสะดวกนี้คือสิ่งที่ฝากไปถึงภาครัฐ ส่วนกฎกติกามารยาทในการใช้ถนนร่วมกันคงต้องอาศัยแรงผลักดันจากคนในสังคม แต่ทั้งหมดนี้คงไม่อาจไปถึงฝั่งฝันได้เลย หาก'คน' ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการแบ่งปัน ยังจินตนาการไม่ออกถึงความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนตัวที่เกิดขึ้นบนเส้นทางเดียวกัน
"ถนน คือโครงสร้างของความสัมพันธ์ของผู้คนที่ปรากฎให้เห็นเป็นรูปธรรม" โตมร ตั้งสมการใหม่
"ถนนคือตัวเชื่อมจากบ้านไปสู่ที่ทำงาน สู่ที่พักผ่อน ไปสู่ที่สาธารณะต่างๆ ซึ่งการใช้รถ หรือการใช้จักรยาน มันเหมือนกับการเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เป็นการเอาพื้นที่ส่วนตัวไปวางไว้บนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งจักรยานก็เหมือนกัน มันก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวแต่อาจจะเล็กกว่า
ทีนี้ถ้าเรามองความสัมพันธ์ของถนนแบบนี้ ก็จะเห็นว่าถ้าจะเกลี่ยให้ความสัมพันธ์ของผู้คนมีความเสมอภาคเท่ากัน แล้วก็เคารพกันและกัน เราต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งผมคิดว่ามันไม่มีคำตอบสำเร็จรูปอะไร ต้องดูในภาพรวมใหญ่ๆ
แต่ถึงที่สุดแล้ว ผมคิดว่าวันหนึ่งถ้าเราหันมาขี่จักรยานกันมากพอ ต่อไปเมืองก็น่าจะมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น คนจะได้เรียนรู้เรื่องของการเคารพซึ่งกันและกันมากขึ้น" เขากล่าว พร้อมทิ้งบางประโยคที่อ้างถึงคำพูดของ 'นิ้วกลม' ไว้ให้คิด ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มพันธกิจ Share the Road กันต่อไป
"ถ้าเราเริ่มที่การแชร์พื้นที่ในหัวใจก่อน เราก็จะสามารถแชร์พื้นที่จริงๆ ได้"







