วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Candide แก่นแท้แห่งทฤษฎีการแปลวรรณกรรม

แม้ประกายไฟในวงการวรรณกรรมจะถูกจุดขึ้นและโหมกระพือด้วยอารมณ์ของกองเชียร์

ทว่ายิ่งไฟลามมากเท่าไรเนื้อแท้แห่งวรรณกรรมก็ยิ่งกระจ่างแจ้งขึ้นเท่านั้น มิหนำซ้ำยังเผยให้เห็นคุณค่าของวรรณกรรมเล่มหนึ่งซึ่งมีอะไรมากกว่าเพียงปรัชญนิยาย

จากกรณีปมปัญหาหนังสือ 'ก็องดิดด์' (Candide) ที่ถูกจุดขึ้นในโลกออนไลน์ โดยผู้ถูกกล่าวหาและถูกจับแพะชนแกะล้วนเป็นคนในวงการหนังสือหนังหาบ้านเราแทบทั้งสิ้น โดยจุดเริ่มต้นเริ่มจากการเปลี่ยนฐานการผลิตปรัชญนิยายเรื่องก็องดิด ของ วอลแตร์ ซึ่ง วัลยา วิวัฒน์ศร เป็นผู้แปลและสำนักพิมพ์ผีเสื้อตีพิมพ์ตั้งแต่ครั้งแรกกระทั่งครั้งที่สี่ จนถึงปีนี้ที่สำนักพิมพ์มติชนนำวรรณกรรมชั้นเยี่ยมเรื่องนี้ไปตีพิมพ์โดยนักแปลคนเดิม

ดูเหมือนจะไม่มีอะไร...กระทั่งในเทศกาลสัปดาห์ร้านหนังสืออิสระแห่งชาติครั้งที่ 1 มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อได้นำก็องดิดด์ฉบับสำนักพิมพ์ผีเสื้อแจกเพื่อเชิญชวนให้คนร่วมงานและซื้อหนังสือในงานเทศกาลดังกล่าว ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร...จนกระทั่งในโลกออนไลน์เริ่มมีเสียงจากบางคนออกมาต่อว่าต่อขานว่าที่เจ้าสำนักผีเสื้อทำเช่นนี้นั้นไม่ถูกต้อง เพราะไปกระทบยอดขายของก็องดิดด์ฉบับมติชน แน่นอนว่าอะไรก็ตามที่ถูกจุดประเด็นในโลกออนไลน์ย่อมมีเสียงกองเชียร์ทั้งที่ยกเหตุผลมาอ้างและพวกนักเลงคีย์บอร์ด เรื่องราวเริ่มบานปลาย ทั้งข้อเท็จและข้อจริงถูกขุดคุ้ยจนอิรุงตุงนัง เรียกได้ว่าเป็นดราม่าในสังคมออนไลน์ได้อยู่พักหนึ่งทีเดียว

แต่ไม่นานหลังจากนั้นทั้งทาง มกุฏ อรฤดี และฝ่ายปานบัว บุนปาน บรรณาธิการสำนักพิมพ์มติชน ก็ออกแถลงความจนเรื่องคลี่คลายไปอย่างเงียบๆ

แต่เมื่อไฟลามทุ่งเสียแล้วกอหญ้ากอสวะที่ถูกไหม้ก็เผยให้เห็นอะไรต่อมิอะไรซึ่งเคยอยู่ภายใต้ความรกเรื้อบดบัง อะไรที่ทนไฟได้ย่อมยืนหยัด แม้ไม้ใหญ่เปลือกร่อนร่นก็เผยเนื้อในอันนวลเนียน วิวาทะจึงพาไปสู่ความงามที่สุดของปรัชญนิยาย 'ก็องดิดด์'

-1-

นักคิด-นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสนามวอลแตร์เขียนปรัชญนิยายเรื่องก็องดิดด์เมื่อปี ค.ศ.1758 และได้เผยแพร่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1759 ปรัชญนิยายเรื่องนี้สร้างชื่อให้แก่วอลแตร์อย่างมากอาจเพราะมีเนื้อหาเสียดสีสังคมแบบสุทรรศนนิยมซึ่งกำลังนิยมในยุโรปยุคนั้น และในปี พ.ศ.2538 สำนักพิมพ์ผีเสื้อได้ตีพิมพ์ปรัชญนิยายเรื่องนี้เป็นภาษาไทย โดยจุดเริ่มต้นคือ วัลยา วิวัฒน์ศร ได้นำต้นฉบับแปลบางส่วนมาให้มกุฏ อรฤดีอ่าน ทว่าด้วยนิสัยบรรณาธิการ มกุฏจึงตรวจแก้ต้นฉบับดังกล่าวจนเปื้อนไปหมด

"เมื่อปี 2537 เมื่อนิตยสารไรท์เตอร์สัมภาษณ์ผมเป็นครั้งแรก สัมภาษณ์หนังสือออกมาก็ได้รับแจ้งจากผู้สัมภาษณ์คือ อาจารย์สุธาทิพย์ โมราลาย แจ้งว่า ดร.วัลยา วิวัฒน์ศร ที่สอนอยู่คณะอักษรศาสตร์สนใจอยากจะเจอนิพพาน เพื่อที่จะพูดคุยเรื่องบางเรื่อง ผมก็บอกว่ายินดีมาก ตอนนั้นเรื่องปีกความฝัน กำลังเหลือสองเล่มคู่กับเวลาของชาติ กอบจิตติ เราไม่ได้สนใจเรื่องนั้นหรอก เราสนใจเรื่องที่ว่า อาจารย์วัลยาชวนไปพบ อาจารย์เป็นทั้งนักเขียน นักวิจารณ์ นักวิชาการ เพราะฉะนั้นเราคงจะได้อะไรบ้าง จึงนัดเจอกัน เมื่อเจอกันก็คุยกันเรื่องแรกที่อาจารย์เมตตาที่จะเจอก็คือ ในฐานะที่คุณมกุฎเป็นนักเขียนเรื่องเด็ก อย่างวาวแพรหรือนิพพาน อยากให้เล่าเรื่องครูน้อยให้ฟัง ครูน้อยคือครูชาวบ้านที่มีบ้านอยู่ในสลัมแล้วก็พยายามที่จะหาเงินทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะดูแลเด็กที่อยู่ในแวดล้อมสลัม ให้การศึกษาสอนหนังสือ ให้อาหารการกิน แต่คุยกันจริงๆ คุยเรื่องครูน้อยเพียงนิดเดียว เพราะในขณะนั้นผมกำลังศึกษาเรื่องสถาบันหนังสือแห่งชาติอยู่ ผมศึกษามานานแล้ว เรื่องมันก็อยู่ในตัว พอคุยๆ ไปเรื่องไหนก็มาเกี่ยวโยงกับเรื่องสถาบันหนังสือแห่งชาติ...

...พอกลับมาเรื่องครูน้อยก็ได้ไม่มากนัก อีกสักสามสี่วันต่อมาอาจารย์วัลยาติดต่อมา บอกว่ามีต้นฉบับเรื่องหนึ่งที่กำลังทำอยู่ชื่อ ก็องดิดด์ ของวอลแตร์ แปลไปแล้วสามบท แต่เรื่องนี้ไปคุยและตกลงกับสำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ไว้แล้วว่าจะตีพิมพ์กับเขา แต่อยากจะให้คุณมกุฎช่วยอ่านต้นฉบับให้ ผมบอกยินดีครับ ยินดี ให้อาจารย์ช่วยส่งให้ผม อาจารย์วัลยาก็ส่งมาถ่ายเอกสารลายมือมา ผมก็อ่าน อ่านด้วยความดีใจ ตื่นเต้น เพราะว่าเป็นวิธีเขียนที่ชอบ เมื่อเราชอบเราก็อ่านด้วยความตั้งอกตั้งใจ ตอนแรกอ่านเพื่อที่จะอ่าน หลังจากนั้นไหนๆ ก็อ่านแล้วก็ทำเครื่องหมายไว้ กลับมาอ่านครั้งที่สองก็เริ่มแก้ แต่ลืมไปเลยนะว่าเขาไม่ได้บอกให้เราแก้ แต่ด้วยความที่เราตรวจแก้ต้นฉบับมาตลอดชีวิต อ่านแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตรวจ ก็เริ่มตรวจไปได้เยอะทีเดียวจนต้นฉบับเลอะ จนเกือบเดือน อาจารย์ก็โทรมาถาม ผมก็บอกว่าอาจารย์ต้องให้พูดจริงๆ ผมทำต้นฉบับเลอะหมดเลย เพราะตรวจแก้อะไรเยอะแยะเลย อาจารย์วัลยาก็บอกดีๆ"

หลังจากอาจารย์วัลยาได้เห็นต้นฉบับที่ตรวจแก้แล้วจึงนึกอยากร่วมงานกับสำนักพิมพ์ผีเสื้อ แต่บรรณาธิการใหญ่ก็ไม่ได้ตกปากรับคำทันทีเพราะ หนึ่ง อาจารย์วัลยาไปตกลงกับสำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯแล้ว สอง ยังไม่เคยพิมพ์หนังสือปรัชญนิยายของนักแปลคนอื่นนอกจาก ศาสตราจารย์ ดร.ระวี ภาวิไล แต่ในที่สุดสำนักพิมพ์ผีเสื้อก็รับพิมพ์ปรัชญนิยายเรื่องนี้เพราะอาจารย์วัลยาตกลงกับสำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯได้แล้ว

"อาจารย์บอกว่าไม่เป็นไรเป็นเรื่องคุยกันได้ แต่จะเอางานที่คุณมกุฎตรวจไปตีพิมพ์ที่อื่นนั้นมันไม่ยุติธรรม โดยที่สำคัญที่สุด ในระหว่างตรวจก็องดิดด์นั้นทำให้เกิดทฤษฎีต่างๆ มากมาย เช่น ทฤษฎีเรื่องการเอาคำอธิบายไปไว้ข้างหลัง แทนที่จะเป็นฟุตโน้ต นี่ก็เป็นทฤษฎีหนึ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้น เพราะหากมีฟุตโน้ตในแต่ละหน้าๆ มันก็รุงรัง เพื่อที่จะขยับความรุงรังเราก็ย้ายไปไว้ข้างหลัง พอตรวจไปแก้ไปเราก็พบอย่างหนึ่งว่าวอลแตร์มีวิธีการเขียน เราจับวิธีการเขียน การใช้คำ จนพิสูจน์ได้ว่านี่แหละสำนวนของวอลแตร์ ผมก็ได้เรียนรู้อะไรต่างๆ เยอะแล้วก็บันทึกไว้ และท้ายที่สุดก็ออกมาเป็นทฤษฎี มีในข้อสนทนาบ้างและบันทึกบ้าง และอาจารย์วัลยาก็ได้นำไปเขียนไว้หลายๆ ส่วนในหนังสือว่าด้วยการแปลวรรณกรรม"

-2-

เรื่องทฤษฎีต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างตรวจแก้ก็องดิดด์ คือสิ่งสำคัญมาก แม้แต่บรรณาธิการที่ทำงานเกี่ยวกับหนังสืออย่างคร่ำหวอดยังได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อวงการหนังสือของบ้านเราต่อมา

"การทำงานชิ้นนี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้างมากมายมหาศาล ทั้งทฤษฎีการแปล ทฤษฎีการใช้คำ ทฤษฎีการจัดหน้าหนังสือ การออกแบบหนังสือแปลที่มีฟุตโน้ตในแต่ละหน้าๆ เราจะทำอย่างไรให้หนังสือซึ่งเป็นหนังสือยาก น่าสนใจ เราก็ลองพิมพ์ปกแข็ง ทดลองใช้กระดาษที่ดีที่สุดในขณะนั้น วิธีจัดหน้า วิธีออกแบบก็เป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าเราคิดไปไกลนะ เพราะเมื่อเกิดทฤษฎีหลักฐาน ประจักษ์ว่ามีความคิดใหม่ มีความรู้ใหม่ขึ้นในการแปลหรือพิมพ์หนังสือสักเล่ม ต้องทำให้เป็นหลักเป็นฐาน เราจึงตัดสินใจพิมพ์ปกแข็ง ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นคือปี 2537 ตอนที่เริ่มทำงานนี้ก็ใช้เวลาเกือบปี และมาพิมพ์หนังสือเล่มนี้ได้เมื่อปี 2538 ขณะนั้นกระดาษขึ้นราคาจนมีปัญหา หนังสือเล่มนี้พิมพ์ 240 หน้า พิมพ์ปกแข็งหุ้มแลคซีนเดินทองอย่างดี ขาย 180 บาท ซึ่งเราก็รู้ว่าทำแล้วขาดทุน แต่เราก็เห็นว่ามันเป็นหนังสือที่ดีมากนะ มันประกอบขึ้นมาด้วยความรู้ใหม่ๆ เยอะแยะมากมาย พอพิมพ์เสร็จก็พิมพ์ซ้ำในเวลาต่อมา ในระหว่างพิมพ์ซ้ำ ผู้คนในวงการหนังสือมีคนสนใจ ทั้งรายการวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ก็พูดถึงเรื่องเหล่านี้ ก็น่าดีใจ" มกุฏเล่าอย่างภูมิใจ

หลายทฤษฎีเกิดขึ้นเพราะก็องดิดด์ อาทิ ทฤษฎีการแปลตรงกับภาษาเดิม ก็ถูกกล่าวขานถึง ณ ขณะนั้น ด้วยค่าที่อาจารย์วัลยา และผีเสื้อตกลงกันว่าจะแปลเท่าที่ภาษาเดิมมีและไม่ขยายความ ซึ่งก็มีทฤษฎีอีกหลากหลายในเรื่องการแปล

"แม้แต่ของฝรั่งเศสเอง ทฤษฎีของฝรั่งเศสบอกว่าไม่ให้มีฟุตโน้ตในต้นฉบับแปล เพราะอ่านแล้วมันรำคาญ แต่นั่นหมายความว่าเขาแปลจากภาษาที่เขาเข้าใจเขารู้แล้ว เช่น ภาษาอิตาลีเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งก็มีวัฒนธรรมใกล้กัน รู้กันดี ไม่ต้องอธิบายก็ได้ แต่พอเป็นของไทยต้องอธิบาย อีกอันหนึ่งก็คือทฤษฎีว่าด้วยการไม่เติมไม่ขยายความ ในภาษาเดิมเป็นอย่างไรก็ต้องแปลอย่างนั้น แต่ต้องพยายามทำความเข้าใจและให้คนไทยเข้าใจได้ จึงเชื่อมโยงไปว่าประโยคนี้หรือคำนี้น่าสงสัย ด้วยขนบวัฒนธรรมอะไรก็ตามมันต้องใช้คำอธิบาย แต่เมื่อตัดคำอธิบายออกแล้ว สิ่งที่จำเป็นคือต้องขยายความ เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าในการพิมพ์ครั้งใหม่เกิดทฤษฎีใหม่ในการแปล"

หลังจากที่ก็องดิดด์ตีพิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก มกุฏยังคงติดต่ออาจารย์วัลยาเสมอ เพราะในใจบรรณาธิการผู้นี้หวังว่าทั้งทฤษฎีที่เกิดขึ้นใหม่และความรู้ความสามารถของอาจารย์วัลยาจะเป็นวิชาหนังสือได้

"ท้ายที่สุดอาจารย์วัลยาตกลงใจเปิดอบรมวิชาการตรวจแก้ต้นฉบับวรรณกรรมแปลครั้งแรก ประกาศในปี 2540 และเริ่มอบรมได้เมื่อปี 2541 เป็นรุ่นแรก ซึ่งก็มีคนจากผีเสื้อและสำนักพิมพ์อื่น รวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งคือหัวหน้าภาควิชาทั้งหมดของคณะอักษรศาสตร์ เงื่อนไขข้อแม้ตอนนั้นก็บอกไว้ว่าเราอยากจะอบรมอย่างนี้เพื่อเป็นต้นแบบ ให้วันหนึ่งอนาคตข้างหน้ามหาวิทยาลัยจะจัดอบรมกันขึ้นมาด้วยตนเอง"

การแปลและการพิมพ์หนังสือก็องดิดด์ทำให้เกิดทฤษฎีปรากฏในหนังสือการแปลวรรณกรรม โดยอาจารย์วัลยา ทั้งทฤษฎีการแปล การตรวจแก้ต้นฉบับ และกฎเกณฑ์กติกามารยาทต่างๆ ที่ว่าด้วยจริยธรรมอยู่ในหนังสือเล่มดังกล่าว ความสำคัญของก็องดิดด์สำหรับมกุฏ ไม่ใช่การพิมพ์หนังสือแปลเล่มหนึ่งแล้วขายได้ แต่เป็นความภูมิใจที่ว่าได้สร้างหลักฐานกฎเกณฑ์จนกระทั่งเกิดเป็นตำรา หลักยึด และทฤษฎีต่างๆ ขึ้น

-3-

"วันหนึ่งอาจารย์ก็โทรมาบอกนะว่าจะเอาก็องดิดด์นี้มาแก้ใหม่ เพราะว่าได้คิดและพบทฤษฎีใหม่หลังจากเวลาผ่านไปกว่าสิบปี ว่าเราไม่ควรจะทำเหมือนครั้งที่แล้ว ในเรื่องการใส่ขยายความหรือฟุตโน้ตท้ายเล่มไม่ควรมี เพราะทฤษฎีของฝรั่งเศสบอกไว้ว่า ในการแปลจากภาษาหนึ่งมาเป็นอีกภาษาหนึ่งไม่ควรมีฟุตโน้ต ถ้ามีคำเป็นภาษาที่สองให้ใช้ได้ ใช้ไปเลย"

มกุฏบอกว่า ก็องดิดด์ไม่ใช่หนังสือแปลธรรมดาๆ เล่มหนึ่ง ที่มีนักแปลส่งไปให้สำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ตรวจแก้หรือไม่ตรวจแก้และพิมพ์แล้วก็ขาย แต่มันเดินทางนานเป็นปีๆ และในปีๆ นั้นก็แทบทุกวันติดต่อกัน

"คำนี้ไม่เข้าใจแปลอย่างไร สงสัยก็เขียนไว้ กลางวันโทรไปที่มหาวิทยาลัย ตอนกลางคืนโทรศัพท์ไปที่บ้าน ใช้โทรศัพท์ปรึกษากันเพราะไม่มีอินเทอร์เน็ตเหมือนสมัยนี้ การติดต่อตอนนั้นก็ใช้โทรศัพท์ ก็สนุกสนานและเป็นการทำงานที่เรามีความมุ่งหวังว่าท้ายที่สุดเป็นหลักเป็นฐานและเป็นการทำงานตัวอย่าง ที่นักแปลเคารพต้นฉบับของนักเขียน และบรรณาธิการต้องเคารพนักเขียนและต้องดูแลต้นฉบับของนักเขียน ขณะที่ตรวจแก้ต้นฉบับให้แก่นักแปล ต้องดูแลต้นฉบับให้ดีให้ถูกต้อง และต้องรู้ว่านักแปลทำงานผิดพลาดตรงไหนบ้าง การทำงานระหว่างบรรณาธิการธรรมดากับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านใดบ้างทั้งการวิจารณ์วรรณกรรม บทวิจารณ์วรรณกรรม ทฤษฎีต่างๆ ของวรรณคดี การร่วมงานและอาศัยประสบการณ์ทำงาน เกิดเป็นการผสมผสานเพื่อสร้างความรู้และทฤษฎีใหม่ขึ้นมา"

เมื่อถามว่าก็องดิดด์สำคัญอย่างไร มกุฏก็ตอบว่าอะไรก็ตามที่เกิดทฤษฎีได้เป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งเมื่ออาจารย์วัลยาบอกว่าจะไปพิมพ์ใหม่และแก้ ในความรู้สึกลึกๆ จริงๆ คือดีใจ เพราะนั่นหมายความว่าได้เกิดทฤษฎีใหม่ขึ้นอีกเเล้วจากหนังสือเล่มเดิม ขณะนี้มันเกิดทฤษฎีใหม่ขึ้นแล้ว ซึ่งทฤษฎีเก่าอาจจะผิดก็ได้ หรืออย่างน้อยที่สุดอาจเป็นหัวข้อในการสนทนาหารือว่ามีการพัฒนาการแปล พัฒนาการตรวจแก้ต้นฉบับ พัฒนาการพิมพ์หนังสือแปล

"ในฐานะที่เราเกี่ยวข้องในการแปลเริ่มต้น งานแปลชิ้นแรกเหมือนการฝังเสาเข็มเสาแรก เพื่อให้รู้ว่าการฝังเสาแรกอาจจะผิดก็ได้ แต่ถ้าไม่มีเสาเข็มเสาแรกจะบอกได้ไหมว่าวิธีการฝังเสาเข็มที่ถูกคืออะไร เช่นเดียวกันทฤษฎีที่แล้วมาอาจจะผิดก็ได้ แต่ว่าเราภูมิใจที่เกิดทฤษฎีขึ้น ซึ่งนั่นก็คืออาจารย์วัลยา ผมเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการตรวจแก้"

เมื่อมองด้วยเหตุผล...กรณีปัญหาก็องดิดด์ปะทะก็องดิดด์อันเกิดจากชนวนที่ถูกจุดขึ้น แม้จะลุกลามบานปลายไปบ้าง ทว่าอาจต้องขอบคุณไฟแห่งความไม่เข้าใจที่ทำให้คุณค่าอันแท้จริงของปรัชญนิยายเรื่องก็องดิดด์ถูกกล่าวถึง ต่อจากนี้อยู่ที่ผู้อ่านแล้วล่ะว่าจะเลือกเสพก็องดิดด์ฉบับใด โดยสำนักพิมพ์ใด หรือจะเหมาทั้งสองก็ไม่ผิด เพราะปรัชญนิยายชั้นเลิศจะไปอยู่ที่ใดก็ยังล้ำเลิศไม่เสื่อมคลาย ดังที่มกุฎ อรฤดีกล่าวทิ้งท้ายว่า

"นักแปลเป็นคนสร้างบ้าน สำนักพิมพ์เป็นคนให้ที่ดิน บรรณาธิการต้นฉบับเป็นคนออกแบบให้สวยงาม"

*หมายเหตุ - มีข้อผิดพลาดกรณีใช้คำว่า 'มือมืด' และประโยคที่มีความหมายกำกวมในบทความนี้ จุดประกายวรรณกรรมจึงขออภัยอย่างยิ่ง ทั้งนี้เราได้แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวในบทความบนเว็บไซต์นี้แล้ว