โลกจำลองของวัยรุ่นเมืองหลวง ในซีรี่ส์ที่เปิดฉายทางทีวีดาวเทียม และหลังจากเปิดฉาย 7 ตอนผ่านไป กระแสความสนใจของผู้ชมวัยรุ่น สะท้อนอะไรบ้าง
ชีวิตวัยรุ่น ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อบันเทิงไทยในหลากหลายมุมมอง และเมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวความวุ่นวายในวัยที่พลังงานล้นเหลือ แต่วุฒิภาวะอาจไม่มากพอ และเป็นวัยที่ "เสี่ยง" ต่อความเสียหาย สำหรับช่วงหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ในละครหรือหนังแนววัยเปลี่ยนผ่าน มักจะมีเรื่องเล่า ถึงการผจญภัยกับด้านมืดและการเรียนรู้ที่ก้าวผ่าน และที่สำคัญมันมีความสนุกสนานและตลกร้ายแฝงอยู่ เมื่อมองกลับจากวัยผู้ใหญ่
และในซีรี่ส์ Hormones วัยว้าวุ่น ผลผลิตจากค่ายที่มีฐานผู้ชมวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักและเป็นขวัญใจวัยรุ่นจากรายได้หนังวัยรุ่นทำเงินมากมายหลายเรื่อง อย่างจีทีเอช และบริษัท นาดาว บางกอก จำกัด โดยผู้กำกับ ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์ ได้จำลองโลกวัยรุ่นเมืองหลวง ไว้ในซีรี่ส์ที่เปิดฉายทางทีวีดาวเทียม และหลังจากเปิดฉาย 7 ตอนผ่านไป กระแสที่ได้รับความสนใจของผู้ชมวัยเดียวกับตัวละคร
เรื่องราวของกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งกลางกรุง ที่เด็กๆ แกนหลักของเรื่องอยู่ในวัยมัธยมปลาย ที่กำลังเผชิญกับเรื่องราววุ่นๆ ในแต่ละวันของพวกเขา เพื่อน คนรัก เซ็กซ์ โรงเรียน บ้าน และการวางแผนอนาคต
ทรงยศ เผยถึงที่มาของการทำเรื่องนี้ว่า "อยากให้เป็นซีรี่ส์วัยรุ่น ร่วมสมัย ตอนแรกอยากเล่าไลฟ์สไตล์ที่วัยรุ่นยุคนี้เป็น แต่พอเริ่มทำ ก็พบว่า วัยรุ่นมันเหมือนกันทุกยุคแหละ ต่างกันแค่บริบทสังคมของยุคสมัยที่แตกต่างไป ในช่วงวัยฮอร์โมนพุ่งพล่าน อยากทำโน่นนี่อยากมีความรัก และทำไมเราต้องเจ็บปวดกับบางเรื่องมากมายขนาดนั้น หรือทะเยอทยานขนาดนั้น"
ตัวละครที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เด็กหนุ่มเพลย์บอย เด็กสาวที่อิสระในเรื่องการคบเพื่อนชาย ไปจนถึงเด็กเรียนเคร่งครัด วัยรุ่นที่ชอบใช้กำลังตัดสินในนามความรักเพื่อนพ้อง ฯลฯ เรื่องราวของพวกเขาดำเนินไป ตัวละครเหล่านี้ ได้ผ่านโลกมืด และสภาวะทางสังคม ที่ทำให้กลายเป็นภาพสะท้อน อารมณ์วัยรุ่นแห่งยุคสมัย
“ทุกตัวละครจะมีโมเมนต์ที่ผิดพลาด ไม่มีใครเป็นพระเอ๊ก พระเอก หรือนางเอ๊ก นางเอก แต่เรายังอยากให้คนดูรักตัวละครเหล่านี้" ทรงยศ อธิบาย
"พื้นที่วัยรุ่น" ในสื่อ
คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง นักวิจารณ์บันเทิงและอาจารย์มหาวิทยาลัย เผยถึงกระแสตอบรับจากบรรดานักศึกษา ลูกศิษย์ที่เขาสอนอยู่ในระดับอุดมศึกษา ว่า
"เท่าที่พูดๆกัน ก็ประมาณว่า เป็นละครที่แปลกใหม่สำหรับบ้านเรา เพราะละครช่องสามช่องเจ็ด พื้นที่วัยรุ่น ไม่ได้ถูกพูดถึงจริงจัง มักจะพูดเรื่องแย่งผัวเมีย ถ้ามีก็เป็นแบบกิ๊กก็อก เช่นน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ แนวละครสอนเยาวชน ตัวละครที่แต่ละตัวเป็นภาพแทนหลายๆอย่าง ประเด็นพวกนี้ก็เป็น taboo เหมือนดูหนังโป๊นะ (หัวเราะ) สามารถดูได้ และมาพูดกับพูดได้ เด็กรุ่นทวิตเตอร์ มันทวีตวุ่นวายรุนแรง และยิ่งการทวีตสั้นก็ทำให้เกิดกระแสสนใจ"
นินาท บุญโพธิ์ทอง นักทำละครเวที และเน้นกระบวนการละครกับเยาวชนในนามเครือข่ายละครหน้ากากเปลือย เห็นตรงกับคันฉัตรว่า "เรื่องราวด้านมืดที่หนังสามารถจับโมเมนต์ของวัยรุ่น ได้น่าสนใจ" แต่มีข้อสังเกตว่า "ซีรี่ส์สามารถนำเสนอเรื่องเล็กๆน้อยๆ ในระดับบุคคล บทพูดของตัวละคร ค่อนข้างจะอิมแพ็คกับเด็กๆ ได้ แต่ในบางประเด็นที่พูดถึงสังคม เรื่องในภาพใหญ่ของสังคม อย่าง เรื่องพานไหว้ครู เป็นเคสของการจับประเด็นใหญ่ ที่ดูเบาบางมากไป ตัวละครของครูค่อนข้างจะ stereotype เพราะมีครูที่หัวโบราณแต่น้ำหนักตัวละครเหล่านั้นขาดมิติไปบ้าง "
ประเด็น "พื้นที่วัยรุ่น" จากการทำงานกับเยาวชนในวัยเดียวกับตัวละครในเรื่อง นินาท ผู้อำนวยการเครือข่ายละครหน้ากากเปลือย (Naked Mask เห็นว่า เรื่องที่นำเสนอผ่านสื่อนั้น ส่งผลด้านลบได้อย่างไม่ต้องสงสัย
"เราเห็นจากเด็กๆ (มัธยม)ที่ได้ทำงานด้วย ว่า ละครมันมี side effect ต่อเด็กพอสมควร เพราะมันได้เห็นในโทรทัศน์ และเป็นตัวละคร(แสดง)คนหล่อคนสวย ทำแบบนั้น เขาก็รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ แต่จุดสำคัญคือ ผู้กำกับจะพาคนดู ไปสู่เมสเสจที่ดีได้มากแค่ไหน เพราะเรื่องราวมันมีจริงอยู่ในสังคมอยู่แล้ว"
"อย่างภาพในสังคมจริง ที่ เด็กอัสสัมฯ ตีกัน นักเรียนวัดสุทธิฯ เป็นความบังเอิญ ที่มันตรงกับช่วงเกิดในช่วงไล่เลี่ยที่ละครเรื่องนี้ ออนแอร์ episode ที่มีนักเรียนตีกัน ซึ่งเราไม่สามารถบอกว่ามันเป็นผลจากละครนะ แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้เห็นว่า เรื่องที่ละครเล่า มันมีเกิดขึ้นในสังคมจริง และความท้าทายของคนทำที่จะเล่าเรื่องแบบนี้อย่างจริงจัง มันก็คือตรงนี้แหละ เล่าเนื้อหาที่มันแรง แต่เขาใช้วิธีการที่ประนีประนอม เราคิดว่าผู้กำกับฯ มีมุมซอฟท์พอสมควร และการเล่าความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว การวางตัวละครที่น่าสนใจ เล่าเรื่องละเอียดอ่อน พอสมควร วิธีการเล่าแบบ คู่รักเพศเดียวกัน ที่มันเป็นการเรียนรู้ตัวละคร" นินาท ที่เผยตัวว่าเป็น "ติ่ง" ของผู้กำกับ ทรงยศ ให้ความเห็น
ข้อสังเกตอีกข้อ นินาท เห็นว่าสื่อมักนำเสนอ พื้นที่ปัญหาวัยรุ่นจะเกิดในกลุ่มที่เป็นพื้นที่เสี่ยง แต่ฮอร์โมนเลือกกลุ่มที่มีความพร้อมทางสังคมมากกว่า
"การเลือกพูดตัวละครที่มีฐานะดี อยู่ในโรงเรียนที่ค่อนข้างมีทางเลือก เป็นเด็กที่มีโอกาสที่ดี และตีโจทย์ว่า ความเป็นฮอร์โมนหลายอย่าง ก็ยังทำให้มันเป็นปัญหาได้ ซึ่งอันนี้มันเป็นเรื่องที่ต่างไปจากที่เคยเล่าๆ กันมาในสื่อที่เคยเห็นมา"
เมื่อมองผลกระทบ ในแง่การใช้สื่อ สื่อสารเรื่องราวกับวัยรุ่น นินาท เห็นว่า
"การกระทำใดๆ ของตัวละคร มันจะนำไปสู่ผล ของมันหมดเลย ซึ่งผมมองว่ามันดีมากๆ และอารมณ์คนดูอาจจะมีทั้งเห็นใจ และไม่ชอบ มันเป็นเรื่องอารมณ์ที่แตกต่างของคนรับสาร ตามวัยของผู้ชมด้วย เด็กๆ (มัธยม) อาจรู้สึกดี มันใกล้ตัวเขา และมันก็มีอิมแพ็ค บางคนไม่ชอบคอนฟลิคท์ระหว่างกลุ่มผู้หญิง เด็กวัยรุ่นผู้ชาย จะไม่ชอบเรื่องแบบนี้ พวกเขามองว่า อะไรก็ไม่รู้น่าเบื่อ แต่ถ้าให้เด็กมหาวิทยาลัยดู คงจะให้ฟีลอีกแบบหนึ่ง"
ส่วน คันฉัตร ให้ข้อสังเกตถึงทิศทางการสื่อเรื่องราววัยรุ่นว่า
"สำหรับคนดูหนังกลุ่มอาร์ตเฮ้าส์ อย่างผม ก็จะมีธรรมชาติว่า จะไม่เชื่อในหนังที่ให้คำตอบ(เบ็ดเสร็จ) แต่ชอบเรื่องที่มันแบบตีแสกหน้า ไปคิดต่อ มากกว่า และก็น่าสนใจว่า ฮอร์โมน มันมีขอบเขตไปถึงไหน อย่างฉากพระโดนกระทืบ ก็ไม่โดนเซนเซอร์ อาจเป็นเพราะทีวีดาวเทียมหรือเปล่า แต่รวมๆ ก็ถือว่า แนวการเล่าของมัน มาไกลมากในฐานะละครไทยวัยรุ่น แต่ไม่ใช่เรื่องดีนะ แสดงว่า ละครไทยไปช้ามาก ข้อดีก็คงมันรีเลทกับวัยรุ่นยุคนี้ด้วย รีเฟอเรนซ์ อ่อนๆ จากซีรี่ส์ของอังกฤษเรื่อง Skins แต่เป็นแบบ สกินจริงๆ (ผิวๆ)"
แรงไปไหม
สำหรับ เรื่องต้องห้ามในซีรี่ส์วัยรุ่น ที่นำเสนอนั้น ผู้กำกับ ทรงยศ มองในแง่การเซ็นเซอร์ในสื่อว่า
“เรากังวลแหละ อย่าง ฉากสูบบุหรี่ มันจะเสนอได้แค่ไหน เราก็กังวล แต่เราก็ต้องให้รู้ว่าตัวละครนี้มันมีพฤติกรรมนี้ ก็ได้รับโมเสค(ทำภาพเบลอ)ไป ก็โอเค แต่อย่าตัดฉากนั้นทิ้ง เพราะมันสำคัญกับเนื้อเรื่อง การโมเสคมันเป็นการ satire (เสียดสี)ที่ดีในแง่หนึ่งเหมือนกันนะ และก็มีเรื่องฉากจูบ ที่เราก็ไม่หลบมุมกล้อง แบบที่ละครทีวีทำนะ เราขอจูบจริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราเป็นคนทำภาพยนตร์มา เราก็เอาภาษาภาพยนตร์มาใช้ ทั้งมุมกล้อง ทั้งการสร้างองค์ประกอบภาพอะไรต่างๆ เพราะเราก็เคยดีลกับคอนเทนท์แรงๆ พวกนี้มาแล้ว จุดหนึ่ง เราสามารถบิวต์อารมณ์ด้วย ภาษาภาพยนตร์ เช่น ฉาก สไปรท์กับไผ่ จูบกันในห้องน้ำ และเราต้องการสื่อถึงสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น เราก็ใช้ score(ดนตรีประกอบ) และถ่ายภาพมุมอื่นแทน ก็ได้"
ฮอร์โมนฯ ได้เรตติ้งเหมาะกับผู้ชม 13 ปีขึ้นไป สำหรับฉายทางทีวีดาวเทียม ในรอบดึก (สี่ทุ่ม)
“เราทำทีวี เราต้องเข้าใจว่าเราจะสื่อสารกับคนหมู่มาก มันไม่ใช่การประนีประนอม แต่เราพยายามนำสารสื่อไปถึงคนดูให้มากที่สุด โดยที่เขาไม่ต่อต้านเราก่อนครับ “
“สมมติว่า ฉากที่ไผ่กับสไปรท์จะมีอะไรกัน ซึ่งเรื่องราววันนั้นคือเขากลับมาจากโรงเรียน ถ้าเราจะให้เขาจูบกันในชุดนักเรียน มันก็อาจจะแรงไป สำหรับสังคมไทย หมายถึงว่า มันอาจจะเป็นแค่เปลือกง่ายๆ เลย นะ ถ้าเกิดมีคน capture ภาพ(จูบกันในชุดนักเรียนไป) โพสต์ แล้วอาจจะมีคนเอาไปขึ้นหน้าหนึ่ง (นสพ.)ไทยรัฐ โดยที่คนทำไม่ได้เจตนาร้าย แต่อาจจะมีคนด่ามันโดยที่ไม่ได้ดูซีรี่ส์เลย ผมก็เลยคิดว่าชุดนักเรียนไม่ได้เป็นประเด็น(ไม่จำเป็นต้องใส่ในฉาก) ก็เลยให้ตัวละครเปลี่ยนเป็นชุดไปรเวทซะ คือ เราทำงานสื่อเราต้องรับผิดชอบ และคอนเทนท์ที่เราจะพูด เรามีเจตนาที่ดี” ทรงยศ ยกตัวอย่าง ความล่อแหลม ที่อาจจะทำให้คนดูต่อต้าน อาจถึงขึ้นแบนงานของเขาได้
ซีรี่ส์ ฮอร์โมน นอกจากบริบทสังคมมีผลต่อการสร้างเรื่องแล้ว บริบทสังคมยุคใหม่ ที่สื่อสารไร้สาย เป็นสองทาง ผ่านเครือข่ายออนไลน์ สามารถเช็คฟีดแบ็ค ได้ทันทีที่มีการเผยแพร่ ทรงยศ เผยว่า มันมีผลต่อทิศทางของเขาในระดับหนึ่งทีเดียว
“ฮอร์โมนเซอร์ไพรส์เราในด้านบวก เราคิดว่าวัยรุ่นดูเยอะๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกใจ เพราะเป็นกลุ่มหลักของเรา และภาพมันแรงมันโดนมันอยู่แล้ว แต่พอเราได้เห็นฟีดแบ็คกับผู้ปกครองเราก็รู้สึกดี แต่ก็คงมีคนที่คิดว่า ซีรี่ส์แบบนี้มันชี้นำเด็กด้วย”
ผลชี้นำของสื่อที่ผู้ใหญ่หวั่นกลัว นั้น ทรงยศ ยอมรับว่า ในกลุ่มผู้ชมวัยรุ่น ย่อมต้องมีคนที่มองทางผิด เช่น “คนที่มองไผ่(ชอบต่อย สูบบุหรี่ กินเหล้า แต่ใจดี) เป็นฮีโร่ และมองผู้หญิงแรงๆ อย่างสไปรท์เป็นไอดอล”
ขณะที่ เก้า-สุภัสสรา ธนชาต นักแสดงผู้รับบท “สไปร์ท” เด็กสาวที่มองว่าความรักและเซ็กส์คือสิ่งสวยงาม จากเรื่องราว 6 ตอนแรก สไปร์ทเป็นแฟนรุ่นพี่หัวหน้าแก๊งใช้กำลัง และมีเรื่องหวาดเสียวในเรื่องเซ็กซ์ เผยถึงฟีดแบ็คที่ได้รับกลับมาจาก ตัวละครฝ่ายหญิง สไปรท์ อ่อนไหวเรื่องฟรีเซ็กซ์ และไม่ใช่ “นางร้าย” ตามแบบแผนละครสอนคุณธรรมดีร้ายชัดเจน
กับภาพรวมของสังคมมองว่า วัยรุ่นยุคนี้ ค่อนข้าง “แรง” เก้า สุภัสสรา ในฐานะเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง คิดอย่างไรกับวัยรุ่นสมัยนี้
“ความคิดของหนูนะคะ คือ เราเทคโนโลยีสมัยนี้และวัฒนธรรมตะวันตกมาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นซีรี่ส์หรืออินเตอร์เน็ตสื่อมันถึงกันทั่วโลก เด็กก็เข้าถึงได้ เขาก็มีสิทธิจะกล้าคิดกล้าทำ แต่สิ่งที่เขาทำมันผิดหรือถูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่มันออกมา ไม่ว่าจะเป็น คลิปฉาว (เรื่องเซ็กซ์) ออกมาว่อนเน็ต อะไรพวกนี้ หนูว่ามันเป็นปัจจัยที่เทคโนโลยีด้วยนะ เพราะถ้าลองคิดดู สมัยก่อนคนหนุ่มสาวเขาอาจจะไปมีอะไรกันในดงฟางก็ได้นะ ใช่ไหม คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แบบว่า(หนุ่มสาว)รักกัน แล้วพ่อแม่กีดกัน อาจจะต้องไปแอบ อะไรแบบนี้ แต่สมัยนี้ทุกอย่างมันง่าย และมีกล้อง มีมือถือถ่ายรูปได้ มันทำให้มันแรง บางคนอาจจะบอกว่า สมัยก่อนไม่เห็นจะมีเลย สมัยนี้ทำไมถึงแรงกว่าสมัยก่อน แต่ก็อาจจะมี(อะไรกัน)ก็ได้ แต่ไม่ได้มีอะไรบันทึกไว้เท่านั้นเอง”
.....





