พิเชษฐ กลั่นชื่น นำเสนอผลงานศิลปะการแสดง "Unwrapping Culture" ที่จะนำเราเข้าไปทบทวนและตั้งคำถามกับความสวยงามของอุดมคติแบบไทย กับภาพความจริงที่เกิดขึ้น
ท่ามกลางภาพฝันแบบ "เมืองไทยเรานี้แสนดีนักหนา" แต่ความจริงเมื่อมองให้ลึกลงไปถึงใต้ผืนพรม เรากลับพบเห็น "ปัญหา" มากมายหลายหลากที่ถูกซุกซ่อนไว้ กับบางปัญหาที่ตั้งอยู่โดดเด่นเห็นอยู่ทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่ท้าทายภาพของสังคมไทยแสนดีตามที่เราเชื่อหรือเคยเชื่อกันมา
พิเชษฐ กลั่นชื่น นำเสนอผลงานศิลปะการแสดง "Unwrapping Culture" ที่จะนำเราเข้าไปทบทวนและตั้งคำถามกับความสวยงามของอุดมคติแบบไทย กับภาพความจริงที่เกิดขึ้นซึ่งสวนทางกับอุดมคตินั้น
การแสดงออกและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ตั้งแต่การร่ายรำแบบสมัยใหม่ที่ประยุกต์จากนาฎศิลป์ไทยแบบเดิมไปจนถึงภาษากายที่พบเห็นได้ตามท้องถนน ควบคู่ไปกับการใช้สื่อ อุปกรณ์ การจัดฉาก และแสง วิดีโอ ฯลฯ พิเชษฐ กำลังใช้ศิลปะหลากหลายสาขาเพื่อเปิดประเด็น เล่าเรื่องราว วิพากษ์วิจารณ์สังคมผ่านข้อมูลข่าวสารและปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น
รูปแบบการแสดงนี้เรียกว่าอะไร
เวลาเรามองงาน Contemporary Theatre เราอาจจะต้องลืมภาพของบัลเลต์คลาสสิค หรือโมเดิร์น แดนซ์ ที่เป็นวิธีการแสดงความสมบูรณ์แบบของร่างกายไป แล้วกลับมามองภาษากายปกติที่เราเห็นตามท้องถนน เหมือนเรายืนอยู่ตามถนนเห็นคนกำลัง...(ทำท่ายกมือโบก) เราก็เข้าใจว่าหมายถึงอะไร คนขับแท็กซี่ก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น อันนี้เราก็เรียกว่าเป็นแดนซ์นะฮะ
ถ้าถามว่าจะใช้การเคลื่อนไหวร่างกายยังไงให้เข้าใจ ผมยกตัวอย่างว่าถ้าผมนั่งอยู่แล้วผมไม่ชอบใครสักคน...(ทำท่าเบนตัวหนี) นี่ก็คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการของการถ่ายทอดความคิดออกมา เราสามารถจะถ่ายทอดภาษา ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านภาษาของร่างกาย
ที่มาหรือแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดการแสดงชุดนี้
ผมรู้สึกว่าเราแก้ปัญหาสังคมทุกเรื่องที่เกิดขึ้นที่ตัวบุคคล แต่ไม่มีใครเคยแก้ในเชิงวัฒนธรรม ทุกคนมองแต่ว่าวัฒนธรรมคือสิ่งที่ต้องอนุรักษ์เอาไว้ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของวัตถุ วัฒนธรรมคือผ้าไหม วัฒนธรรมคืออาหาร ซึ่งไม่ใช่ฮะ วัฒนธรรมคือพฤติกรรมของคนในสังคมนี้ วัฒนธรรมที่เราทำอะไรแบบ...คิดอย่างหนึ่ง พูดอย่างหนึ่ง แล้วทำอีกอย่าง นี่คือวัฒนธรรมของเรา
ช่วงที่ผ่านมาเราเห็นการเปลี่ยนแปลงหนักมากแล้วทุกคนพยายามหาทางออก แต่สิ่งที่ไม่เคยมีใครแตะหรือพูดถึงคือการแก้ที่ตัววัฒนธรรม และผมมักจะได้ยินวาทกรรมเรื่องวัฒนธรรมในชนชั้นปกครองเยอะมาก อย่างเช่น เวลาเลือกตั้งเสร็จพรรคนี้ต้องได้ตำแหน่งนี้นะเพราะมันเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง นั่นคือคุณกำลังตัดสินทุกอย่างผ่านวัฒนธรรมหรือความเคยชิน แทนที่จะตัดสินทุกอย่างด้วย "ความถูกต้อง"
การโยกย้ายข้าราชการ การโยกย้ายตำรวจ การแต่งตั้งโยกย้ายอะไรก็แล้วแต่ มันไม่ได้โยกย้ายตามความเหมาะสมหรือคุณภาพของคนๆ นั้น มันอยู่ที่ว่าใครอยู่มานานสุดคนนั้นได้อ่ะ ผมว่ามันผิดปกตินะ แต่ในวัฒนธรรมของประเทศนี้เป็นเรื่องปกติ
ขณะเดียวกัน เวลาเรามีความสุขกับการรับข่าวที่เป็นเรื่องโลกีย์วิสัยของผู้หญิงหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะวัฒนธรรมประเทศนี้ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้ชายมีความสุขกับสิ่งที่เห็นเหล่านั้น นี่คือวัฒนธรรมทั้งสิ้น ถ้าเราแก้วัฒนธรรมนี้ได้ผมคิดว่ามันจะมีการขับเคลื่อนอีกวิธีหนึ่งในสังคม
ฟังดูราวกับว่าปัญหาทางวัฒนธรรมคือปัญหาหลักของสังคมไทย
มันคือปัญหาหลักเลยฮะ แต่ทำไมถึงแก้ไม่ได้ แล้ววัฒนธรรมในประเทศเราไม่มีการแก้ ทุกเปิดเทอมจะมีข่าวว่าต้องจ่ายเงินให้ครูเพื่อเอาลูกเข้าโรงเรียน แต่ไม่เคยมีใครถูกจับ แล้วมันเกิดขึ้นจนกลายเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ว่าพ่อแม่ยินดีที่จะจ่าย นี่ไม่ใช่สิ่งใหม่นะฮะ ทุกคนรับรู้สิ่งนี้แล้ว แต่คำถามคือว่าทำไมเราปล่อยสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นและดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ได้อย่างไร
ประเด็นที่กระทบผมอย่างรุนแรงโดยส่วนตัว คือผมมีลูกสาว และผมคิดว่าลูกสาวผมกำลังเผชิญกับอนาคตที่น่ากลัว นั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกไปพร้อมๆ กัน คนทั่วไปเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว "เฉย" แต่การเฉยคือการสนับสนุน แม้กระทั่งการกด like ก็เป็นการสนับสนุน การวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่แก้ปัญหาก็เป็นการสนับสนุน
อีกอย่าง งานชิ้นนี้มีเรื่องพุทธศาสนาเยอะนะฮะ พูดถึงเรื่องพุทธศาสนาที่เป็นเรื่องของตัวเงินทั้งหมด เราไม่รู้แล้วฮะว่าพุทธศาสนาอยู่ที่ไหน ทุกอย่างแลกด้วยสิ่งของและเม็ดเงิน แค่นี้มันก็ไม่ไหวจะทนนะ ขณะที่ความดีต้องแลกมาด้วยสิ่งของและเงิน คำถามคือแล้วถ้าผมจนล่ะ...ก็ตกนรกไปสิ (หัวเราะ)
การแสดงหรือศิลปะจะสะท้อนปัญหาได้อย่างไร
ผมต้องการให้ทุกคนกลับมามอง ขณะที่เรามองวัฒนธรรมเรามองมันอยู่ที่บ้าน ขณะพื้นที่ของ Art Space หรือ โรงละครมันเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ มันเป็นพื้นที่ของการกักเก็บบุคคลแล้วกำหนดได้หมด ทั้งพื้นที่ การกระทำ ทิศทาง ขณะที่ทุกคนเข้ามาดูงานสมองหรือความรู้สึกมันจะแตกต่างจากการที่เรารับรู้ผ่านหนังสือพิมพ์หรือรับรู้ผ่านทีวีที่บ้าน ถ้าอยู่ที่บ้านดูข่าวแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่ ขณะที่เราวิพากษ์วิจารณ์นั้นสมองเราไม่ได้พินิจ พิจารณาหรือวิเคราะห์ เราใช้อารมณ์ในการเอามันออกมา
แต่ในขณะที่เรานั่งดูอยู่ในมุมมืดของแกลเลอรีโดยไม่มีใครเห็นเรา เราก็จะพิจารณาสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ เราเกิดสมาธิและสติ นี่คือเหตุผลว่าทำไมพื้นที่แบบนี้ถึงสำคัญและคงอยู่มาเป็นเวลาหลายร้อยปี โดยเฉพาะในยุโรป Art Space ถือว่าเป็นพื้นที่สำคัญมากเพราะว่าเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนในสังคมได้มีความรู้ ได้เรียนรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การแสดงชุดนี้ต้องการจะสื่อสารอะไรกับผู้ชม
สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่สิ่งใหม่ในสังคม แต่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่า เฮ้ย...ทำไมสังคมไม่รู้สึกกับเรื่องพวกนี้ อย่างเช่น เด็กผู้หญิงถูกข่มขืน มีการล่วงละเมิดทางเพศเด็กทุกๆ 2 วัน แต่ว่าไม่มีใครสนใจที่จะหาคำตอบว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร มีแต่การนำเสนอข่าวโดยหารู้ไม่ว่าการนำเสนอข่าวนั้นก็คือการยั่วยุอารมณ์ นี่คือคำถามที่ผมอยากถามว่าทำไมเราปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิด ขึ้นมาเป็นเวลา 10 ปี 20 ปี 30 ปี โดยที่ไม่ตระหนักอะไรเลย นี่คือสิ่งที่ผมมีคำถามกับสังคมว่าเราทำอะไรกันอยู่
ขณะที่เรามีเทศกาลสงกรานต์ที่เป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ แต่เราก็ได้เห็นคนที่โชว์เซ็กส์กันอยู่ทั้งประเทศตามข้างถนน ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ กระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ ประชาชนไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ ใครๆ ก็มองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติ ถ้าคนในประเทศนี้คิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติ ก็เท่ากับว่าประเทศนี้ยอมรับสิ่งนี้ แต่ในเวลา เดียวกันตื่นเช้ามาเราไปใส่บาตร เราบอกคนอื่นว่าเราเป็นประเทศพุทธศาสนาที่เคร่ง ชายหญิงโดนตัวกันไม่ได้ จะพูดจะจากันต้องระวัง ซึ่งมันขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่เราเป็น
ผมทำหน้าที่ของผมคือการเปิดประเด็น ผมรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการชี้ให้สังคมมองเห็นสิ่งที่เป็นปัญหา มันคือการที่ผมพยายามจะบอกให้กับคนที่มีอำนาจ และคนทั่วไปให้ปฏิเสธการสนับสนุนสิ่งเหล่านี้
เป้าหมายของศิลปินในการแสดงชุดนี้คืออะไร
ที่ผมต้องการมากที่สุดคือเกิดกระบวนการพูดคุยกัน แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ปัญหาทางวัฒนธรรมทั้งหมดแก้ได้ด้วย "หลักการ เหตุผล และความถูกต้อง" สามสิ่งนี้ถ้าทำงานเมื่อไหร่มันขับเคลื่อนได้ทั้งหมด ถ้าจะแก้ไปแก้ที่หลักการและเหตุผลก่อน
จะแก้ปัญหาเชิงวัฒนธรรมได้อย่างไร
จะแก้ปัญหาวัฒนธรรมต้องแก้ด้วย "หลักการและเหตุผล" อย่างเดียวครับ แต่บ้านเราไม่ได้ใช้หลักการและเหตุผลในการแก้ปัญหา ยกตัวอย่างถ้าผมมีลูกชาย แล้วลูกชายผมยิงคนตาย สิ่งที่ควรจะกระทำคือ ผมควรจะพาลูกชายผมไปหาตำรวจ ถูกไม๊ฮะ ผมควรจะให้ลูกชายผมรับผิด หรือถ้าลูกชายผมหนีผมควรจะต้องทำยังไงก็ได้ให้มันกลับมา แต่สิ่งพ่อแม่จะทำ หรือผมจะทำคือ ผมจะโทรหาใครก็ได้ที่ผมรู้จัก แล้วใหญ่ที่สุด แล้วเกี่ยวข้องกับการที่จะทำให้ลูกชายผมไม่ผิดให้ได้ นี่คือการที่ไม่ยอมใช้หลักการและเหตุผล เพราะฉะนั้นกฎหมายก็เปล่าประโยชน์
เราจะไม่คิดว่าถูกหรือผิด แต่เราจะคิดว่าใครที่ช่วยเราได้ เรารู้จักใครบ้าง จากคนนั้นก็จะโยงไปหาอีกคน ต่อไปอีกคน ทำแบบนี้กันทุกคนทุกที่ มันถึงได้มีปัญหาเกิดขึ้นตลอด
....
การแสดง "Unwrapping Culture" โดยพิเชษฐ กลั่นชื่น จัดแสดงจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556 (รอบละประมาณ 2 ชั่วโมง) ราคาบัตร 1,500 บาทสำหรับบุคคลทั่วไป นักเรียน นิสิต นักศึกษา 800 บาท สอบถามและจองบัตรได้ที่ 100 ต้นสนแกลเลอรี่ โทร.0 2684 1527, 084 3881488 ดูเพิ่มเติมที่ www.100tonsongallery.com
....
ล้อมกรอบ
หลังจากจบปริญญาตรีจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขานาฎยศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิเชษฐ กลั่นชื่น ก้าวสู่การเป็นศิลปินด้านศิลปะการแสดงสู่เวทีระดับประเทศและระดับนานาชาติ ด้วยความสามารถในการประดิษฐ์ท่าเต้นอันแปลกประหลาดล้ำสมัยชวนพิศวง โดยการรวมท่วงท่าของศิลปะการร่ายรำแบบโขนดั้งเดิมมาประยุกต์เข้ากับการเต้นรำร่วมสมัยหรือที่เรียกว่า "Contemporary Dance"
พิเชษฐยังเป็นเจ้าของรางวัลหลายรางวัลทั้งจากองค์ใน และต่างประเทศ อาทิ รางวัลศิลปาธร ด้านศิลปะการแสดง ในปี พ.ศ. 2549 รางวัล 'Routes' ECF Princess Margriet Award for Cultural Diversity จาก European Cultural Foundation ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้ศิลปิน หรือนักคิดที่ทำงานเกี่ยวข้องกับหลากหลายวัฒนธรรมเพื่อช่วยสร้างให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างผู้ที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ในปี พ.ศ. 2551 รางวัล “พลเมืองคนกล้า” จาก สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. 2552 และในปีพ.ศ. 2555 พิเชษฐ ได้รับรางวัล จาก The French Ministry of Culture "Chevalier of the French Arts and Literature Order" สำหรับผลงานที่เขาสรรค์สร้าง ซึ่งส่งอิทธิพลต่อวงการศิลปะทั้งในฝรั่งเศส ประเทศไทย และทั่วโลก
พิเชษฐมีผลงานทั้งทางด้านการกำกับการแสดง การออกแบบท่าเต้นและการเต้น ทั้งในเวทีในประเทศไทยและเวทีระดับนานาชาติในหลายประเทศทั้งเอเชีย อเมริกาและยุโรปอย่างต่อเนื่อง





