วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิจารณ์ : The Last Summer

นันทขว้าง สิรสุนทร ฟันธงอย่างประนีประนอมว่า "ชอบครึ่งแรก ไม่ชอบครึ่งหลัง"

คำค่อนแคะหน้าโรงในรอบสื่อที่บอกว่า The Last Summer มีฉากนั้นฉากนี้ เหมือนหนังต่างประเทศบางเรื่อง หรือการทำโปรโมทเดินย่านสยาม เหมือนกับหนังไทยในอดีตของบางค่ายนั้น

สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญและไม่ใช่ประเด็นสำหรับผม

ไม่ใช่ประเด็นเพราะการไปเที่ยวทะเลแล้วชีวิตมีอันเป็นไปนั้น มีเรื่องแบบนี้อยู่เป็นร้อยๆ ในโลกของหนัง และไม่สำคัญเพราะการไปเดินโปรโมทรอบๆ สยามนั้น เอาเข้าจริงๆ มันก็คือการที่หนังต้องการตอกย้ำว่า The Last Summer ต้องการ “คุยกับวัยรุ่น” มากกว่าคนดูกลุ่มอื่น (นี่หมายความว่าถ้า “พี่มากพระโขนง” ได้สนทนากับคนทุกกลุ่มไปแล้ว)

เมื่อต้องการคุยกับ “วัยรุ่น” ซึ่งเป็น “ตลาดหลัก” ของหนังไทยมายาวนาน กลยุทธ์ต่างๆ ก็ต้องอยู่ในทางของมัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าหนังที่จะคุยกับวัยรุ่น หรือเจาะวัยนี้จะต้องประสบความสำเร็จ หลายเรื่องเจ๊ง บางเรื่องก็เกือบงง (ห่วยขั้นเทพฯ ที่เกือบตายในตอนแรก) และบางเรื่องก็เอาตัวรอดไปได้

สำหรับ The Last Summer เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบทุกอย่างแล้ว โอกาสรอด มีมากกว่าไม่รอด อานิสงส์อย่างหนึ่งของหนังก็คือ นี่คือสินค้าของเมเจอร์ฯ แม้เป็นการร่วมทุน แต่โปรแกรมหนังจะลากยาวลากสั้น อันนี้ขึ้นอยู่กับรายได้ช่วง 4 วันแรก

อย่างที่สอง เมื่อชายตามองไปสัปดาห์หน้า ต้องบอกว่า The Last Summer อยู่ใน Timing ที่ดีมากๆ เพราะไม่มีคู่แข่งใดๆ หรืออุปสรรคขวางกั้นเลย

เนื้อหาของหนังเล่าเรื่องของวัยรุ่น 4 คน ที่ชวนกันไปทะเล แต่แล้วก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝัน ทำให้ใครสักคนในกลุ่มนั้นต้องตาย แรกๆ ดูหนังก็จะคิดว่า “เพราะอะไรจึงตาย” แต่พอๆ ดูไปก็จะสงสัยว่า “ตายเพราะอะไร” ซึ่งบทหนังเขียนโดยมือดีอย่าง คงเดช จาตุรันต์รัศมี ก็ตามเก็บหน้าเก็บหลังได้เกือบครบ

วัยรุ่น 4 คนแอบไปเที่ยวทะเลก็เป็นความลับสำหรับคนอยู่ข้างหลังอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการตายเกิดขึ้น ความลับในบ้านหลังนั้น ดูจะลับกว่า เพราะมันมาจากความสัมพันธ์ของพวกเขา และเมื่อมีคนตายที่เกี่ยวข้องกับคนเป็น งานนี้คนเป็นอีก 3 คนจึงมีคนตายมาถามหา

ที่บอกว่าหนังเรื่องนี้คุยกับวัยรุ่น เพราะหลายอย่างในหนังก็อยู่ในชีวิตวัยรุ่นยุคนี้ ตั้งแต่ไลฟ์สไตล์ไปจนถึงการพูดจา กล่าวคือทำการบ้านมาพอสมควร ขณะที่หนังสยองขวัญบางเรื่อง คุณอาจจะเห็นบ้าน แต่ไม่มีช็อตเห็นบ้านในภาพลองช็อต เลยไม่รู้ว่าบ้านหลังนั้น รอบๆ เป็นอย่างไร รู้แต่ว่าใหม่มาก ทั้งที่มันอยู่ป่า (ฮา)

อย่างที่พาดหัวไว้อย่างไม่เกรงใจใคร (ที่บ้านเน้นความจริงใจ ไม่เน้นความตอแหล) ผมว่าครึ่งแรกของหนังเป็นส่วนที่สนุกที่สุด และส่วนของครึ่งหลัง มีข้อบกพร่องที่มองเห็นหลายอย่าง

เมื่อคนตายตามกลับมาหาคนที่ยังอยู่ ซึ่งเป็น “แฟนหนุ่ม” และ “เพื่อนรัก” หนังทำออกมาได้ดี จังหวะของหนัง แง่มุมของบท แรงจูงใจของตัวละคร และที่สำคัญที่สุดก็คือการแสดงของนักแสดงหลักและรอง คุณเก้า จิรายุ เปลี่ยนภาพไปและน่าสนใจ ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นหวานๆ ใสๆ ขณะที่ ปันปัน เป็นคนที่เล่นเรื่องนี้ดีที่สุด (บทหนังใช้ประโยชน์จากเรื่องสายตาของเธอ ให้เป็นประโยชน์หลายอย่าง)

ขณะที่ครึ่งหลังของหนัง มีลักษณะ “เค้น” และ “ลาก” จนเยิ่นเย้อ ส่วนของน้องชาย บทอ่อนแรงลง เป็นตัวละครที่ไม่น่าเชื่อว่าโดยความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง เขาจะต้องพบอะไรขนาดนั้น ถ้าหนังแย้งว่า ผีไม่ได้จะมาล้างแค้นใคร แต่อยากจะมาพูดหาถามไถ่ หนังก็ยิ่งไม่น่าเชื่อไปอีก (แม้ว่าใจคนบางคน จะไม่น่าเชื่ออยู่แล้ว - ฮา)

ผมมีข้อสังเกตส่วนตัวอย่างหนึ่ง บางทีการที่น้ำหนักของหนัง พุ่งถึงขีดสุด หรือเป็นไคลแมกซ์เสียเองตั้งแต่กลางเรื่อง มันทำให้ส่วนครึ่งหลังของ The Last Summer ตกเป็นรอง และเหมือนแห้งแล้ง หนังเรื่องนี้ เส้นกราฟเหมือนรูปภูเขา คือขึ้นสูงช่วงกลางและตกลง (และเมื่อมันลากจนยืดเยื้อ บางอย่างก็ไม่น่าเชื่อมากขึ้น)

ทั้งดีและด้อยที่อยู่ในหนัง เมื่อมองจกาภาพรวม นี่ไม่ใช่หนังขี้เหร่แน่นอน เป็นงานโดยมาตรฐาน ที่น่าพออกพอใจกว่าหนังในกลุ่มนี้หลายเรื่อง ทีนี้ก็ไปดูว่า 4 วันแรกหนังจะได้เงินไหม และเมเจอร์ฯ จะลากไม่ลาก
ลากไปบ็อกซ์ออฟฟิศนะ

ไม่ใช่ “ลากไปทะเล”