วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยิงประตูสู่ฝัน Road to Brazil 2014

ย้อนความสำเร็จเส้นทางลูกหนัง "ทีมฟุตบอลยูนิฟายด์ไทย" ที่คว้าตั๋วไป "บราซิล 2014" ได้อีกบทพิสูจน์ถึงศักยภาพ "ความต่างที่ลงตัว"

ไม่ว่ามหากาพย์บอลไทยที่อาการเข้าขั้น "ดราม่า" และผูก "โบว์ดำ" กับผลงานในช่วงหลังนั้นจะลงเอยอย่างไร เขาไม่ได้แคร์มากกว่า วลีติดตลก (ร้าย) ทำนอง "บอลไทยไปบอลโลกคงต้องรอชาติหน้า" และน่าจะถือเป็นแรงขับสำคัญอีกส่วนสำหรับ วิลลี่ - วีระวัฒน์ จีเว ในฐานะ "ศูนย์หน้าทีมชาติ" กับเพื่อนๆ เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลไทยได้ในวันนี้

อย่างน้อยที่สุด ทุกประตูที่ส่งเข้าไปนอนก้นตาข่ายฝั่งตรงข้าม ก็ช่วยทำให้ทีมฟุตบอลยูนิฟายด์ทีมชาติไทยผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย Football World Unified Cup ที่ประเทศบราซิลในปีพ.ศ. 2557 ได้เป็นผลสำเร็จ พร้อมกับทำให้เขาครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทัวร์นาเมนต์

"ดีใจครับ" เขาตอบสั้นๆ ถึงรอยยิ้มกับสายตาจะพรั่งพรูความรู้สึกออกมามากกว่านั้นก็ตาม

นี่ถือเป็นข่าวดีชิ้นสำคัญอีกชิ้นที่เข้ามาให้แฟนบอลได้ชื่นใจในช่วง "วิกฤติบอลไทย" พอดิบพอดี

Football For All

ยูนิฟายด์ (Unified Sports) คือ กิจกรรมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิค (Special Olympics) ชนิดทีม หรือ คู่ ที่ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นนักกีฬาพิเศษ และนักกีฬาปกติ ซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน และมีทักษะกีฬาเท่าเทียมกัน

ชูชัย อังกาบแก้ว หรือ โค้ชชู อาสาสมัครจากสโมสรภูเก็ต FC ที่เข้ามารับหน้าที่ผู้ฝึกสอน ทีมฟุตบอลยูนิฟายด์ทีมชาติไทยอธิบายถึงการแข่งขันกีฬาฟุตบอลทีมยูนิฟายด์ 11 คนนั้น จะประกอบด้วยผู้เล่นในสนามที่เป็นนักกีฬาพิเศษ 6 คน และนักกีฬาปกติ 5 คน (เรียกว่า นักกีฬาคู่ยูนิฟายด์ หรือ Unified Partners) โดยในแต่ละทีมมีสมาชิกทั้งหมดได้ 16 คน (นักกีฬาพิเศษ 9 คน และนักกีฬาคู่ยูนิฟายด์ 7 คน)

โดย Football World Unified Cup เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมฟุตบอลโลก (FIFA) ร่วมกับ สเปเชียลโอลิมปิคสากล (Special Olympics International) มีรูปแบบการจัดเหมือนกับ FIFA World Cup ทุกประการ ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้คอนเซปต์ "Football For All"

"ในมหกรรมฟุตบอลโลกจะมีการจัดการแข่งขันกัน 3 ประเภท ก็คือ ฟุตบอลชาย ฟุตบอลหญิง และฟุตบอลยูนิฟายด์นี่แหละครับ" โค้ชต่อ - ส่งศักดิ์ ปัญญาจิระ หัวหน้างานกีฬาโรงเรียนกาวิละอนุกูล จากเชียงใหม่ อาสาสมัครอีกคนที่เข้ามาทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนให้กับทีมฟุตบอลชุดนี้ช่วยเสริม

เรียกว่า ฟุตบอลยูนิฟายด์ถือเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมลูกหนังของมวลมนุษยชาติ นั่นเอง

สำหรับการแข่งขัน รอบคัดเลือกภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค สำนักงานสเปเชียลโอลิมปิคเอเชียแปซิฟิค มอบหมายให้ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเพื่อหาตัวแทน 2 ทีมจาก 7 ทีม เข้าไปแข่งขันรอบสุดท้ายที่บราซิล เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

แม้จะไม่มีข้อบังคับเรื่องอายุผู้เล่น แต่ตัวผู้เล่นที่คัดมาติดทีมชาติชุดนี้ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 16 - 24 ปี เพราะต้องการ "ความสด" ของร่างกายมาช่วยทดแทนจุดอื่นๆ ที่อาจจะขาดหายไป ซึ่งก็มีทั้ง นักกีฬาพิเศษ และนักกีฬาปกติ

ไม่ว่าจะเป็น วิลลี่ ศูนย์หน้านักกีฬาพิเศษวัย 22 ปีจากเชียงใหม่ จับคู่กับ ดี - ฮาบีดี เจ๊ะดาโอ๊ะ กองหน้าอายุ 23 ปีจากนราธิวาส โดยมี เจ - ศิริพงษ์ พุกกะเวส กองหน้าเยาวชนภูเก็ต FC เข้ามาคอยหมุนเวียน ในแนวรับก็ได้ เค - นิติธร พลเสน ผู้เล่นพิเศษสารพัดประโยชน์ (เจ้าตัวยืนยันว่าเล่นได้ทุกตำแหน่ง) จากโรงเรียนทีโอเอวิทยา มาทำหน้าที่เป็นผู้รักษาประตู และมี แก้ม หรือ อนุรักษ์ วาฤทธิ์ จากโรงเรียนน่านปัญญานุกูลมาร่วมทีมกับเพื่อนๆ อีก 11 คนเพื่อเข้าแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้

ไปได้เลย ไม่ต้องรอ...

กว่าจะประสบความสำเร็จ ตั๋วใบนี้ก็ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ เพราะตั้งแต่คัดตัว ฝึกซ้อม ใส่แท็กติก จัดระบบให้กับทีม จนส่งลงสนามแข่ง ทั้งหมดใช้เวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

อาจจะมีข้อได้เปรียบตรงที่เราเป็นเจ้าบ้าน ความรู้เรื่องกติกาครอบคลุมกว่าเพราะทำทีมยูนิฟายด์มานาน หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะนอกจากทีมจากมาเลเซีย หรือสิงคโปร์ที่ฟอร์มสูสีแล้ว ยังมี "กระดูก" อย่าง อินเดีย รออยู่

เทพนิยาย "ช้างศึกยูนิฟายด์" เริ่มตรงนี้

หลังจากเอาชนะปากีสถาน และบังคลาเทศ ทีมฟุตบอลยูนิฟายด์ไทยจึงผ่านเข้าไปตัดเชือกกับมาเลเซียในรอบรองชนะเลิศ เมื่อเทียบภาพรวมของทีมชาติไทยค่อนข้างเป็นต่อ ยิ่งออกนำ 1-0 ตั้งแต่ 10 นาทีแรก ทั้งกำลังใจ ทั้งสกอร์ ทุกอย่างล้วนถือเป็น "ลางดี" ทั้งนั้น

จนมาถูกตีเสมอก่อนหมดเวลา ทุกอย่างต้องมาเริ่มใหม่หมด 10 นาทีที่เหลือจึงเป็นอะไรที่ "บีบความรู้สึก" มากๆ

"สภาพสนามต่างจากครึ่งแรกเลยครับ ฝนตกหนักขนาดนี้จะเอาสกอร์ยังไง ก็ต้องพยายามเซ็ตเพลย์ เตะลูกไปหน้าประตู ก็ลองอยู่หลายลูก เตะออก เตะล้น ไม่ตรงกรอบ ผิดกับเขาที่กลับเตะกลับมาแล้วอันตราย พวกที่อยู่ข้างสนามนี่นั่งไม่ติดเลยครับ" โค้ชชูเปิดใจ

กว่าจะ "ปลดล็อก" ได้จากลูกตั้งเตะเกือบครึ่งสนาม ที่ลูกบอลข้ามหัวผู้รักษาประตูมุดใต้คานลงไปชนิดไม่มีใครไม่เชื่อสายตา ก่อนจะได้ประตูตอกฝาโลงลูกโหม่งของเจ้าจีเว นิคเนมของศูนย์หน้าพิเศษ

"สกอร์ 3-1 นี่เรียกว่าหล่อกันทั้งทีมเลยครับ" ประโยคนี้ของโค้ชชูเรียกรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กับทั้งนักกีฬาทั้งครูฝึก

ถึงจะได้ไปแล้ว แต่ถ้าเป็นที่ 2 ก็ดูจะ "หล่อ" ไม่เสร็จ นัดชิงชนะเลิศจึงต้องยิ่งกระตุ้นลูกทีมให้ยิ่งฮึดขึ้นไปอีก

"ฟุตบอลรายการไหนก็ตามไม่มีใครจำทีมรองแชมป์หรอก" เขาย้อนประโยคนั้นให้ฟัง

คู่ชิงของทีมไทยกลายเป็นบังกลาเทศซึ่งพลิกล็อกเอาชนะอินเดียมาได้ กลับมาเจอกันครั้งนี้ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน

บอลเสมอในเวลา 1-1 ด้วยฟอร์มการเล่นที่ผิดหูผิดตาจากของผู้รักษาประตูบังกลาเทศที่กำลัง "เข้าฝัก" การดวลจุดโทษจึงกลายเป็น "กระดูกชิ้นโต" ของไทยไปโดยปริยาย

"บินทุกลูก ยิงยังไงก็เซฟได้หมด" โค้ชต่ออธิบาย

เหมือนเขียนสคริปต์ เพราะ "เจ้าเค" ผู้รักษาประตูพิเศษของไทยจะต้องดวลกับโกลปกติของบังกลาเทศ แล้วก็เป็นอย่างนั้น เพราะเขาสามารถหยุดลูกบอลจากนักเตะพิเศษที่ลงไปดวลลูกโทษสลับกับนักเตะปกติ (ตามกฎที่จะเริ่มด้วยนักเตะพิเศษก่อนเสมอ) ได้ทั้ง 3 คน กลายเป็นฮีโร่ประจำแมตช์ไป แม้เจ้าตัวจะ "ยิงนก" ไปลูกหนึ่งก็ตาม

งานนี้ ทีมฟุตบอลยูนิฟายด์ทีมชาติไทยเลยได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่บราซิลปีหน้าในฐานะแชมป์กลุ่มเอเชียแปซิกฟิค แบบ "หล่อๆ"

ที่สำคัญ...

"ไปชาตินี้แหละครับ ไม่ต้องรอชาติหน้า" วิลลี่ กองหน้าพิเศษตัวเก่งล้อเลียนประโยคตลกร้ายฟุตบอลไทย ด้วยรอยยิ้ม

เพื่อสังคมที่ลงตัว

ถึงฟุตบอลโลกที่บราซิลจะเหมือนฝันที่เป็นจริงในมุมของฟุตบอล มหกรรมกีฬาของคนทั้งโลกก็ตาม แต่ในแง่วัตถุประสงค์เป็นเพียง "ผลพลอยได้" เท่านั้น หากแต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างคนพิเศษกับคนปกติ และแสดงให้เห็นว่าคนพิเศษสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ นั่นต่างหากที่ถือเป็น "ใจความสำคัญ"

ช่องว่างระหว่างผู้คนที่ถูกลดทอนด้วยความกลมกลืน เป็นข้อความสากลประโยคหนึ่งที่ถูกสื่อสารมาตลอดการแข่งขัน

"เมื่อดูการเล่นแล้วจะแยกไม่ค่อยออกว่าคนไหนคือ Partner คนไหนคือ Athlete หรือนักกีฬาพิเศษ มันกลมกลืนกันมาก นั่นคือทีมยูนิฟายด์ที่ดีที่สุด" โค้ชชูชี้ให้รายละเอียด

ในช่วงแรกๆ เขายอมรับว่า การจัดการแข่งขันในประเทศไทยเองก็ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับ จากความเข้าใจผิดของผู้ปกครองบางคนที่มองเรื่องของการเล่นฟุตบอลระหว่างเด็กปกติกับเด็กพิเศษเป็นเรื่อง "ผิดปกติ" แต่เมื่อได้มาเห็น ทำความรู้จัก ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น และภาพเหล่านั้นก็ค่อยๆ หายไป

เหมือนอย่างความสำเร็จในวันนี้ตัววิลลี่ถือว่า เป็นสิ่งที่ออกมาจากตัวเขาอย่างแท้จริง

"คนเราเลือกเกิดไม่ได้ครับ แต่เลือกที่จะทำได้"

ไม่ต่างกัน ในสังคมเราสามารถเรียนรู้ และเข้าใจถึงความแตกต่างเพื่ออยู่ร่วมกันได้ และภาพเหล่านี้เกิดขึ้นจริงแล้วโดยมีกีฬาเป็นสื่อกลาง

"ทุกกลุ่มเลยนะ กีฬานี่จะช่วยทั้งเรื่องของร่างกาย และจิตใจ เมื่อร่างกายแข็งแรง จิตใจก็จะดี และจะอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา นักกีฬาพิเศษ กับนักกีฬาปกติ คน 2 กลุ่มนี้ก็ไม่เคยได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนานๆ เหมือนครั้งนี้ พอใช้เวลาร่วมกัน บรรยากาศความเป็นทีมเกิดขึ้น ความเป็นครอบครัวก็ตามมา" โค้ชชูเล่า

วิลลี่ยอมรับว่า ถึงจะมีปัญหากันอยู่บ้าง แต่เมื่อเป็นทีมเดียวกันแล้วทุกคนก็พยายามปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งตอนนี้ถือว่าดีทีเดียว

"อยู่ร่วมกันนี่ประมาณ 89 เปอรเซ็นต์ครับ" ดาวยิงคนเดิมให้คะแนน

เจ และดี มองว่า การอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ พิเศษทำให้พวกเขาได้รับอะไรที่พิเศษกลับมาด้วย ชัดเจนก็คือมิตรภาพที่ไม่มีอะไรเคลือบแฝง และจะยิ่งดีกว่านั้นหากวันนี้ สังคมจะเข้าใจพวกเขามากขึ้น

"ผมอยากให้สังคมมองเด็กพิเศษอย่างพวกเราให้ลึกลงไปกว่านี้ครับ ไม่ใช่แค่เฉพาะทีมฟุตบอลตรงนี้ แต่ในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนพิเศษ หรือปกติ ลองเข้าไปดูแล้วจะเห็นว่าพวกเขามีอะไรดีกว่าที่รู้จักเยอะ" วิลลี่เผยความรู้สึก

สำหรับฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของพวกเขาที่บราซิล ความคาดหวังอย่างน้อยที่สุดก็น่าจะให้ระดับโลกได้เห็นความสามารถของเด็กไทยบ้าง และจะไม่ยอมกลับบ้านมือเปล่าแน่นอน สำหรับนักเตะแล้ว ไหนๆ มีโอกาสไปเหยียบถิ่นแซมบ้าทั้งที หากไม่เจอเจ้าภาพ ก็อยากดวลกับสเปน ไม่ก็อาร์เจนติน่าบ้าง ให้สมกับ "ระดับโลก" สักหน่อยก็ยังดี

"อยากเจอเนย์มาร์ครับ" คำตอบจากแก้มเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆ ได้อย่างครื้นเครง