ยิงประตูสู่ฝัน Road to Brazil 2014

ยิงประตูสู่ฝัน Road to Brazil 2014

ย้อนความสำเร็จเส้นทางลูกหนัง "ทีมฟุตบอลยูนิฟายด์ไทย" ที่คว้าตั๋วไป "บราซิล 2014" ได้อีกบทพิสูจน์ถึงศักยภาพ "ความต่างที่ลงตัว"

ไม่ว่ามหากาพย์บอลไทยที่อาการเข้าขั้น "ดราม่า" และผูก "โบว์ดำ" กับผลงานในช่วงหลังนั้นจะลงเอยอย่างไร เขาไม่ได้แคร์มากกว่า วลีติดตลก (ร้าย) ทำนอง "บอลไทยไปบอลโลกคงต้องรอชาติหน้า" และน่าจะถือเป็นแรงขับสำคัญอีกส่วนสำหรับ วิลลี่ - วีระวัฒน์ จีเว ในฐานะ "ศูนย์หน้าทีมชาติ" กับเพื่อนๆ เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการฟุตบอลไทยได้ในวันนี้

อย่างน้อยที่สุด ทุกประตูที่ส่งเข้าไปนอนก้นตาข่ายฝั่งตรงข้าม ก็ช่วยทำให้ทีมฟุตบอลยูนิฟายด์ทีมชาติไทยผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย Football World Unified Cup ที่ประเทศบราซิลในปีพ.ศ. 2557 ได้เป็นผลสำเร็จ พร้อมกับทำให้เขาครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทัวร์นาเมนต์

"ดีใจครับ" เขาตอบสั้นๆ ถึงรอยยิ้มกับสายตาจะพรั่งพรูความรู้สึกออกมามากกว่านั้นก็ตาม

นี่ถือเป็นข่าวดีชิ้นสำคัญอีกชิ้นที่เข้ามาให้แฟนบอลได้ชื่นใจในช่วง "วิกฤติบอลไทย" พอดิบพอดี

Football For All

ยูนิฟายด์ (Unified Sports) คือ กิจกรรมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิค (Special Olympics) ชนิดทีม หรือ คู่ ที่ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นนักกีฬาพิเศษ และนักกีฬาปกติ ซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน และมีทักษะกีฬาเท่าเทียมกัน

ชูชัย อังกาบแก้ว หรือ โค้ชชู อาสาสมัครจากสโมสรภูเก็ต FC ที่เข้ามารับหน้าที่ผู้ฝึกสอน ทีมฟุตบอลยูนิฟายด์ทีมชาติไทยอธิบายถึงการแข่งขันกีฬาฟุตบอลทีมยูนิฟายด์ 11 คนนั้น จะประกอบด้วยผู้เล่นในสนามที่เป็นนักกีฬาพิเศษ 6 คน และนักกีฬาปกติ 5 คน (เรียกว่า นักกีฬาคู่ยูนิฟายด์ หรือ Unified Partners) โดยในแต่ละทีมมีสมาชิกทั้งหมดได้ 16 คน (นักกีฬาพิเศษ 9 คน และนักกีฬาคู่ยูนิฟายด์ 7 คน)

โดย Football World Unified Cup เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมฟุตบอลโลก (FIFA) ร่วมกับ สเปเชียลโอลิมปิคสากล (Special Olympics International) มีรูปแบบการจัดเหมือนกับ FIFA World Cup ทุกประการ ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้คอนเซปต์ "Football For All"

"ในมหกรรมฟุตบอลโลกจะมีการจัดการแข่งขันกัน 3 ประเภท ก็คือ ฟุตบอลชาย ฟุตบอลหญิง และฟุตบอลยูนิฟายด์นี่แหละครับ" โค้ชต่อ - ส่งศักดิ์ ปัญญาจิระ หัวหน้างานกีฬาโรงเรียนกาวิละอนุกูล จากเชียงใหม่ อาสาสมัครอีกคนที่เข้ามาทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนให้กับทีมฟุตบอลชุดนี้ช่วยเสริม

เรียกว่า ฟุตบอลยูนิฟายด์ถือเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมลูกหนังของมวลมนุษยชาติ นั่นเอง

สำหรับการแข่งขัน รอบคัดเลือกภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค สำนักงานสเปเชียลโอลิมปิคเอเชียแปซิฟิค มอบหมายให้ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเพื่อหาตัวแทน 2 ทีมจาก 7 ทีม เข้าไปแข่งขันรอบสุดท้ายที่บราซิล เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

แม้จะไม่มีข้อบังคับเรื่องอายุผู้เล่น แต่ตัวผู้เล่นที่คัดมาติดทีมชาติชุดนี้ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 16 - 24 ปี เพราะต้องการ "ความสด" ของร่างกายมาช่วยทดแทนจุดอื่นๆ ที่อาจจะขาดหายไป ซึ่งก็มีทั้ง นักกีฬาพิเศษ และนักกีฬาปกติ

ไม่ว่าจะเป็น วิลลี่ ศูนย์หน้านักกีฬาพิเศษวัย 22 ปีจากเชียงใหม่ จับคู่กับ ดี - ฮาบีดี เจ๊ะดาโอ๊ะ กองหน้าอายุ 23 ปีจากนราธิวาส โดยมี เจ - ศิริพงษ์ พุกกะเวส กองหน้าเยาวชนภูเก็ต FC เข้ามาคอยหมุนเวียน ในแนวรับก็ได้ เค - นิติธร พลเสน ผู้เล่นพิเศษสารพัดประโยชน์ (เจ้าตัวยืนยันว่าเล่นได้ทุกตำแหน่ง) จากโรงเรียนทีโอเอวิทยา มาทำหน้าที่เป็นผู้รักษาประตู และมี แก้ม หรือ อนุรักษ์ วาฤทธิ์ จากโรงเรียนน่านปัญญานุกูลมาร่วมทีมกับเพื่อนๆ อีก 11 คนเพื่อเข้าแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้

ไปได้เลย ไม่ต้องรอ...

กว่าจะประสบความสำเร็จ ตั๋วใบนี้ก็ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ เพราะตั้งแต่คัดตัว ฝึกซ้อม ใส่แท็กติก จัดระบบให้กับทีม จนส่งลงสนามแข่ง ทั้งหมดใช้เวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

อาจจะมีข้อได้เปรียบตรงที่เราเป็นเจ้าบ้าน ความรู้เรื่องกติกาครอบคลุมกว่าเพราะทำทีมยูนิฟายด์มานาน หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะนอกจากทีมจากมาเลเซีย หรือสิงคโปร์ที่ฟอร์มสูสีแล้ว ยังมี "กระดูก" อย่าง อินเดีย รออยู่

เทพนิยาย "ช้างศึกยูนิฟายด์" เริ่มตรงนี้

หลังจากเอาชนะปากีสถาน และบังคลาเทศ ทีมฟุตบอลยูนิฟายด์ไทยจึงผ่านเข้าไปตัดเชือกกับมาเลเซียในรอบรองชนะเลิศ เมื่อเทียบภาพรวมของทีมชาติไทยค่อนข้างเป็นต่อ ยิ่งออกนำ 1-0 ตั้งแต่ 10 นาทีแรก ทั้งกำลังใจ ทั้งสกอร์ ทุกอย่างล้วนถือเป็น "ลางดี" ทั้งนั้น

จนมาถูกตีเสมอก่อนหมดเวลา ทุกอย่างต้องมาเริ่มใหม่หมด 10 นาทีที่เหลือจึงเป็นอะไรที่ "บีบความรู้สึก" มากๆ

"สภาพสนามต่างจากครึ่งแรกเลยครับ ฝนตกหนักขนาดนี้จะเอาสกอร์ยังไง ก็ต้องพยายามเซ็ตเพลย์ เตะลูกไปหน้าประตู ก็ลองอยู่หลายลูก เตะออก เตะล้น ไม่ตรงกรอบ ผิดกับเขาที่กลับเตะกลับมาแล้วอันตราย พวกที่อยู่ข้างสนามนี่นั่งไม่ติดเลยครับ" โค้ชชูเปิดใจ

กว่าจะ "ปลดล็อก" ได้จากลูกตั้งเตะเกือบครึ่งสนาม ที่ลูกบอลข้ามหัวผู้รักษาประตูมุดใต้คานลงไปชนิดไม่มีใครไม่เชื่อสายตา ก่อนจะได้ประตูตอกฝาโลงลูกโหม่งของเจ้าจีเว นิคเนมของศูนย์หน้าพิเศษ

"สกอร์ 3-1 นี่เรียกว่าหล่อกันทั้งทีมเลยครับ" ประโยคนี้ของโค้ชชูเรียกรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กับทั้งนักกีฬาทั้งครูฝึก

ถึงจะได้ไปแล้ว แต่ถ้าเป็นที่ 2 ก็ดูจะ "หล่อ" ไม่เสร็จ นัดชิงชนะเลิศจึงต้องยิ่งกระตุ้นลูกทีมให้ยิ่งฮึดขึ้นไปอีก

"ฟุตบอลรายการไหนก็ตามไม่มีใครจำทีมรองแชมป์หรอก" เขาย้อนประโยคนั้นให้ฟัง

คู่ชิงของทีมไทยกลายเป็นบังกลาเทศซึ่งพลิกล็อกเอาชนะอินเดียมาได้ กลับมาเจอกันครั้งนี้ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน

บอลเสมอในเวลา 1-1 ด้วยฟอร์มการเล่นที่ผิดหูผิดตาจากของผู้รักษาประตูบังกลาเทศที่กำลัง "เข้าฝัก" การดวลจุดโทษจึงกลายเป็น "กระดูกชิ้นโต" ของไทยไปโดยปริยาย

"บินทุกลูก ยิงยังไงก็เซฟได้หมด" โค้ชต่ออธิบาย

เหมือนเขียนสคริปต์ เพราะ "เจ้าเค" ผู้รักษาประตูพิเศษของไทยจะต้องดวลกับโกลปกติของบังกลาเทศ แล้วก็เป็นอย่างนั้น เพราะเขาสามารถหยุดลูกบอลจากนักเตะพิเศษที่ลงไปดวลลูกโทษสลับกับนักเตะปกติ (ตามกฎที่จะเริ่มด้วยนักเตะพิเศษก่อนเสมอ) ได้ทั้ง 3 คน กลายเป็นฮีโร่ประจำแมตช์ไป แม้เจ้าตัวจะ "ยิงนก" ไปลูกหนึ่งก็ตาม

งานนี้ ทีมฟุตบอลยูนิฟายด์ทีมชาติไทยเลยได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่บราซิลปีหน้าในฐานะแชมป์กลุ่มเอเชียแปซิกฟิค แบบ "หล่อๆ"

ที่สำคัญ...

"ไปชาตินี้แหละครับ ไม่ต้องรอชาติหน้า" วิลลี่ กองหน้าพิเศษตัวเก่งล้อเลียนประโยคตลกร้ายฟุตบอลไทย ด้วยรอยยิ้ม

เพื่อสังคมที่ลงตัว

ถึงฟุตบอลโลกที่บราซิลจะเหมือนฝันที่เป็นจริงในมุมของฟุตบอล มหกรรมกีฬาของคนทั้งโลกก็ตาม แต่ในแง่วัตถุประสงค์เป็นเพียง "ผลพลอยได้" เท่านั้น หากแต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างคนพิเศษกับคนปกติ และแสดงให้เห็นว่าคนพิเศษสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ นั่นต่างหากที่ถือเป็น "ใจความสำคัญ"

ช่องว่างระหว่างผู้คนที่ถูกลดทอนด้วยความกลมกลืน เป็นข้อความสากลประโยคหนึ่งที่ถูกสื่อสารมาตลอดการแข่งขัน

"เมื่อดูการเล่นแล้วจะแยกไม่ค่อยออกว่าคนไหนคือ Partner คนไหนคือ Athlete หรือนักกีฬาพิเศษ มันกลมกลืนกันมาก นั่นคือทีมยูนิฟายด์ที่ดีที่สุด" โค้ชชูชี้ให้รายละเอียด

ในช่วงแรกๆ เขายอมรับว่า การจัดการแข่งขันในประเทศไทยเองก็ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับ จากความเข้าใจผิดของผู้ปกครองบางคนที่มองเรื่องของการเล่นฟุตบอลระหว่างเด็กปกติกับเด็กพิเศษเป็นเรื่อง "ผิดปกติ" แต่เมื่อได้มาเห็น ทำความรู้จัก ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น และภาพเหล่านั้นก็ค่อยๆ หายไป

เหมือนอย่างความสำเร็จในวันนี้ตัววิลลี่ถือว่า เป็นสิ่งที่ออกมาจากตัวเขาอย่างแท้จริง

"คนเราเลือกเกิดไม่ได้ครับ แต่เลือกที่จะทำได้"

ไม่ต่างกัน ในสังคมเราสามารถเรียนรู้ และเข้าใจถึงความแตกต่างเพื่ออยู่ร่วมกันได้ และภาพเหล่านี้เกิดขึ้นจริงแล้วโดยมีกีฬาเป็นสื่อกลาง

"ทุกกลุ่มเลยนะ กีฬานี่จะช่วยทั้งเรื่องของร่างกาย และจิตใจ เมื่อร่างกายแข็งแรง จิตใจก็จะดี และจะอยู่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา นักกีฬาพิเศษ กับนักกีฬาปกติ คน 2 กลุ่มนี้ก็ไม่เคยได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนานๆ เหมือนครั้งนี้ พอใช้เวลาร่วมกัน บรรยากาศความเป็นทีมเกิดขึ้น ความเป็นครอบครัวก็ตามมา" โค้ชชูเล่า

วิลลี่ยอมรับว่า ถึงจะมีปัญหากันอยู่บ้าง แต่เมื่อเป็นทีมเดียวกันแล้วทุกคนก็พยายามปรับตัวเข้าหากัน ซึ่งตอนนี้ถือว่าดีทีเดียว

"อยู่ร่วมกันนี่ประมาณ 89 เปอรเซ็นต์ครับ" ดาวยิงคนเดิมให้คะแนน

เจ และดี มองว่า การอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ พิเศษทำให้พวกเขาได้รับอะไรที่พิเศษกลับมาด้วย ชัดเจนก็คือมิตรภาพที่ไม่มีอะไรเคลือบแฝง และจะยิ่งดีกว่านั้นหากวันนี้ สังคมจะเข้าใจพวกเขามากขึ้น

"ผมอยากให้สังคมมองเด็กพิเศษอย่างพวกเราให้ลึกลงไปกว่านี้ครับ ไม่ใช่แค่เฉพาะทีมฟุตบอลตรงนี้ แต่ในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนพิเศษ หรือปกติ ลองเข้าไปดูแล้วจะเห็นว่าพวกเขามีอะไรดีกว่าที่รู้จักเยอะ" วิลลี่เผยความรู้สึก

สำหรับฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายของพวกเขาที่บราซิล ความคาดหวังอย่างน้อยที่สุดก็น่าจะให้ระดับโลกได้เห็นความสามารถของเด็กไทยบ้าง และจะไม่ยอมกลับบ้านมือเปล่าแน่นอน สำหรับนักเตะแล้ว ไหนๆ มีโอกาสไปเหยียบถิ่นแซมบ้าทั้งที หากไม่เจอเจ้าภาพ ก็อยากดวลกับสเปน ไม่ก็อาร์เจนติน่าบ้าง ให้สมกับ "ระดับโลก" สักหน่อยก็ยังดี

"อยากเจอเนย์มาร์ครับ" คำตอบจากแก้มเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆ ได้อย่างครื้นเครง