สนามวิจารณ์ : พลังอำนาจทางปัญญาจากรากฐานทางศิลปะ

สนามวิจารณ์ : พลังอำนาจทางปัญญาจากรากฐานทางศิลปะ

สนามวิจารณ์เป็นพื้นที่เปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็นด้านสังคม ไลฟ์สไตล์ ศิลปวัฒนธรรม บันเทิง ส่งบทความของคุณมาได้ที่ [email protected]

ศิลปวัฒนธรรมสร้าง “อำนาจ”ให้กับมนุษย์ได้หรือไม่ หรืออำนาจอยู่ที่ปลายกระบอกปืน ใครที่มีพลังข่มขู่, เข่นฆ่าที่เหนือกว่าย่อมแสดงถึงอำนาจที่เหนือกว่า ในบางประเทศ, บางช่วงเวลาที่สังคมได้ผู้นำที่นิยมอำนาจเผด็จการศิลปวัฒนธรรมมักจะถูกทำลายในทางตรงหรือทางอ้อม (หรือถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมสร้างอำนาจทางการเมือง)

แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปสังคมสงบสุข,การศึกษาและความคิดของผู้คนได้พัฒนาขึ้น เราจะได้ข้อสรุปด้วยเหตุผลในระดับที่เหนือขึ้นไปกว่าว่า อำนาจทางความคิดแบบอารยชนนั้นนำมาซึ่งชัยชนะและบทสรุปที่เหนือกว่าพลังอำนาจแบบข่มขู่, เข่นฆ่าที่มักไม่เสถียรและไม่มั่นคง นี่จึงอาจนำมาซึ่งข้อสรุปที่เราเคยได้ยินกันมานานว่า “อำนาจจากปลายปากกาย่อมเหนือกว่าอำนาจจากกระบอกปืน” และถ้าเราให้ความสำคัญกับ “อำนาจจากปลายปากกา”เมื่อใดเมื่อนั้นเราคงพอจะเห็นความเชื่อมโยงได้ว่าศิลปวัฒนธรรมนั่นแหละคือแหล่งพลังอันสำคัญที่เป็นพื้นฐานและนำมาซึ่งอำนาจนั้น

เกริ่นนำขึ้นมาก็ด้วยแนวคิดที่ว่านี้เป็นข้อสรุปที่เด่นชัดมากยิ่งขึ้น หลังจากได้ร่วมกับคณะสื่อมวลชนในโครงการอบรมนักวิจารณ์ดนตรีรุ่นที่3 เดินทางไปทัศนศึกษา ณ สาธารณรัฐออสเตรียในช่วงระหว่างวันที่11-19 พฤษภาคม พ.ศ.2556 ที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นโดย วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้ได้เห็นว่าทุกวันนี้ ออสเตรียยังคงใช้กรุงเวียนนา และเมืองซอลส์บวร์ก (Salzburg) เป็นศูนย์กลางอันสำคัญทางดนตรีและวัฒนธรรมเหมือนดังที่เคยเป็นมาแล้วหลายร้อยปี

ด้วยความแน่วแน่และมุ่งมั่นที่อาจกล่าวได้ว่าอยู่เหนือความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ มีกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ทางดนตรีหลายอย่างในการเดินทางครั้งนี้ทั้งการชมอุปรากร(Opera), คอนเสิร์ตและการชมพิพิธภัณฑ์ทางศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่มากมายหลายแห่งในกรุงเวียนนา ที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

เริ่มจากการได้ชมอุปรากรเรื่อง Ariodante ของ เกออร์ก ฟรีดริค เฮนเดล (G.F.Handel) ดุริยกวีท่านสำคัญแห่งยุคบาโร้ค (Baroque) ณ โรงละคร Landestheater เมืองซอลส์บวร์ก นับเป็นประสบการณ์ที่มีค่าอย่างยิ่ง จากเนื้อเรื่องเดิมซึ่งเป็นแนว “จักรๆวงศ์ๆ”ในรั้วในวังย้อนยุค ถูกปรับเปลี่ยนใหม่หมด ให้กลายเป็นเรื่องราวความรุนแรง-ขัดแย้งภายในครอบครัวของคนยุคใหม่

เครื่องแต่งกายและฉากอยู่ในแบบ “ร่วมสมัย”เต็มตัว แต่สิ่งที่ดูขัดแย้ง-กลมกลืน และส่งเสริมกันดีเป็นที่สุดก็คือวงออร์เคสตราขนาดย่อมที่บรรเลงประกอบ เพราะเป็นวงดนตรีที่ใช้จารีตการบรรเลงแบบย้อนยุคด้วยเครื่องดนตรีแบบโบราณ กลุ่มเครื่องสายที่หันไปใช้คันชัก(Bow)แบบทรงคันธนูในยุคบาโร้ค กลุ่มแนวเบสต่อเนื่อง (Basso Continuo) ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของดนตรีในยุคนั้น มีการใช้พิณธีออร์โบ (Theorbo) บรรเลงร่วมกับคีย์บอร์ดโบราณที่เรียกว่าฮาร์พซิคอร์ด (Harpsichord) ซึ่งเสียงพิณธีออร์โบเพียงตัวเดียวก็ครอบคลุมแนวเบสได้อย่างหนักแน่นโดยไม่ต้องพึ่งไมโครโฟนเลย

ใครที่คาดคิดว่าอุปรากรในยุคบาโร้คคงจะน่าเบื่อไม่น่าตื่นเต้นแบบอุปรากรอิตาเลียนในศตวรรษที่19 เห็นทีจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่หมด แม้ภาพรวมในการแสดงมองว่าถูกจำกัดด้วยจำนวนนักร้อง-นักแสดง,พื้นที่เวทีและวงออร์เคสตราขนาดย่อม หากแต่เขาสามารถใช้องค์ประกอบทุกๆ อย่างที่ค่อนข้างจำกัดตามยุคสมัย มาสร้างงานอุปรากรได้อย่างเปี่ยมล้นด้วยประสิทธิภาพทางศิลปะ ทั้งแนวการขับร้องเดี่ยว (Aria) ของตัวละครที่อวดสีสันทางเสียง (Tone Colour) และเทคนิคการขับร้องอย่างน่าทึ่ง

แต่สิ่งที่ดูจะเกินเลยความคาดหมายไปมากๆเห็นจะได้แก่ แนวการบรรเลงของวงออร์เคสตราที่มิใช่เพียงแค่ “บรรเลงประกอบ”ไปธรรมดาๆแบบที่เราอาจคาดคิด เพราะเฮนเดิลใช้แนวคิด คอนแชร์โต กรอซโซ (Concerto Grosso) อย่างไม่บันยะบันยังในอุปรากรเรื่องนี้ เพียงแค่ได้ฟังแนวการบรรเลงของวงดนตรีล้วนๆก็เท่ากับได้ฟังดนตรีบรรเลง (Orchestral Music) ชั้นยอดแห่งศตวรรษที่17แล้ว

แนวการบรรเลงดนตรีหลายฉาก,หลายตอนในอุปรากรเรื่องนี้เต็มไปด้วยเทคนิคอันน่าทึ่ง,สีสันและรสชาติความเข้มข้นทางดนตรีที่เหนือชั้นกว่า ดนตรีบางท่อน,บางตอนใน Music for the Royal Firework หรือ Water Music ที่เรารู้จักคุ้นหูกันเป็นอย่างดีด้วยซ้ำไป ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์อันสำคัญต่อดนตรีในอุปรากรยุคบาโร้ค ซึ่งเราอาจปรามาสไว้ก่อนที่จะได้ชมจริงๆ

การประยุกต์การแสดงทั้งหมด (ยกเว้นวงดนตรีที่ย้อนยุค!) ให้อุปรากรเรื่องนี้กลายเป็น “ละครเวทีร่วมสมัย” เป็นประเด็นที่น่ายกย่องมาก สิ่งที่ท้าทายต่อรสนิยมอันดีทางศิลปะอันสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการใช้สัญญะแห่งการร่วมเพศ เพื่อนำเสนอและสะท้อนถึงเรื่องราวทางเซ็กส์และความรุนแรงภายในครอบครัว เพื่อสัมฤทธิผลแห่งการนำเสนอปัญหาในท้องเรื่องอย่างแท้จริง

เมื่อพิจารณาดูแล้ว ทั้งความสมัยใหม่สุดขั้ว(ทั้งการแต่งกาย,ฉากและเนื้อเรื่อง)กับการอนุรักษ์สุดขั้วทางดนตรี ผสมผสานกันเพื่อนำเสนอเนื้อหาทางความคิดเกี่ยวกับความขัดแย้งรุนแรงภายในครอบครัวของสังคมร่วมสมัย (โดยประยุกต์มาจากอุปรากรแห่งศตวรรษที่17!) แบบนี้พอจะเรียกได้ไหมว่ามันคือ “คู่ขนานบนความขัดแย้ง”(Parallel and Paradox) อย่างน่าทึ่ง อยากเห็นวงการละครเวทีหรืออุปรากรบ้านเราต่อยอดทางความคิดแบบนี้บ้างคงจะน่าทึ่งอยู่ไม่น้อย

ใครที่เคยชมวีดิทัศน์การแสดงคอนเสิร์ตวันขึ้นปีใหม่ของวงเวียนนาฟิลฮาร์มอนิก ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีภายในหอแสดงดนตรี มูซิคแวรายน์ (Musikverein Grosser Saal)หรือบ่อยครั้งที่แฟนเพลงเรียกกันว่าหอแสดงดนตรีสีทอง (Golden Hall )นั้น คงทราบกันดีถึงความโอ่โถง,สง่างามของสถานที่แห่งนี้และนับครั้งไม่ถ้วนที่ถูกใช้เป็นสถานที่บันทึกเสียงการบรรเลงดนตรีแบบคอนแชร์โตหรือซิมโฟนีอันยิ่งใหญ่มากมาย

ภาพที่เราชมผ่านวีดิทัศน์หรือมโนภาพในความคิดของเราทำให้คาดว่าสถานที่นี้ (ที่กล่าวขวัญกันทั่วโลกว่ามีระบบการสะท้อนเสียงที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งนั้น ) มันจะต้องกว้างใหญ่มากๆ แต่เมื่อได้ไปถึงสถานที่จริงเข้าแล้ว ทำให้ได้พบความจริงเบื้องหน้าว่า แท้จริงแล้วสถานที่แห่งนี้ เล็กกว่าในภาพความคิดและภาพผ่านสื่ออย่างมาก ด้วยสภาพพื้นที่ที่ค่อนข้างเล็กนี้เอง (แต่เพดานห้องสูงมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนความกว้าง-ยาว) จึงทำให้มีการสะท้อนเสียงภายในที่มากกว่าปกติ จึงทำให้เราได้ยินทุกเสียงที่บรรเลงอย่างชัดเจนกว่าการฟังในหอแสดงดนตรีที่อื่นๆ นั่นเอง

การแสดงคอนเสิร์ตของวง มิวนิค ฟิลฮาร์มอนิก (Munich Philharmonic) ณ คอนเสิร์ตฮอลเลื่องชื่อแห่งนี้ ในค่ำวันพุธที่15 พฤษภาคมพ.ศ.2556 ภายใต้การอำนวยเพลงโดย วาทยกรระดับโลกอย่าง ลอริน มาแซล (Lorin Maazel) ทำให้ผมเองเกิดการเปรียบเทียบกับการบรรเลงของวงดนตรีวงเดียวกันนี้ภายใต้การอำนวยเพลงของตำนานผู้ล่วงลับอย่าง แซร์จิอู เชลิบิดาเค (Sergiu Celibidache) ซึ่งเคยมาแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเมื่อ 21 ปีก่อน (4ต.ค.2535) โดยสิ่งหนึ่งที่ยังคงประจักษ์ชัดต่อโสตประสาทก็คือ เสียงของกลุ่มเครื่องสายของวงดนตรีนี้ยังคงมีลักษณะ “เสียงแตก”แบบเดียวกับที่ได้ฟังที่เมืองไทยเมื่อ21ปีก่อนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

เป็นลักษณะเสียงที่แตกแบบ “เป็นประกาย” มิได้แตกแบบแห้งหรือหยาบกร้าน เป็นอันว่าเอกลักษณ์ทางเสียงของกลุ่มเครื่องสายของวงดนตรีวงนี้ยังเป็นสิ่งที่ ลอริน มาแซลยังเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

ประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกต-เปรียบเทียบอีกประการหนึ่งเห็นจะได้แก่เรื่อง “วิธีคิดทางดนตรี”ของสองวาทยกรในระดับปัจฉิมวัยเท่าๆกัน (เชลิบิดาเคในวัย80ปีในวันนั้น กับมาแซลในวัย83ปีในวันนี้) การกำหนดจังหวะดนตรีของลอริน มาแซล ยังคงฟังดูกระฉับกระเฉงไม่ฟังดูช้ายืดยาดตามวัยแบบ เชลิบิดาเค ในด้านความรู้สึกที่ลึกลงไปอีกจึงเริ่มเห็นว่าลอริน มาแซลในวัยเลย80ปีวันนี้ยังคงมีมุมมองทางดนตรีที่ไม่น่าจะแตกต่างจากวัยหนุ่มในวันวานมากนัก

ซิมโฟนีหมายเลขสองของบรามส์ จึงยังคงมุ่งแสดงออกถึงความงดงามทางเสียง,ความบริบูรณ์ทางองค์ประกอบของดนตรี ,ความแม่นยำที่ไม่บกพร่องเขายังคงเป็นวาทยกรในแนวทางแบบ แฮร์แบร์ต ฟอน คารายาน (Herbert von Karajan) ซึ่งมีวีรบุรุษแบบอย่างในระดับหัวแถวแบบ อาร์ทูโร ทอสคานินิ (Arturo Toscanini)ที่พยายามทำดนตรีให้บริสุทธิ์ ตามโน้ตที่เขียนไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งแตกต่างจากซิมนีหมายเลข 5 ของ เบโธเฟน โดย เชลิบิดาเค เมื่อ 21ปี ก่อนที่แม้จังหวะจะฟังดูยืดยาดหย่อนยานไปบ้างแต่ทว่าเขาแสดงให้เห็นชัดแจ้งกว่าว่าเขามีมุมมองต่องานชิ้นนี้อย่างไร? เชลิบิดาเคจึงไม่ใช่วาทยกรที่ยอมหยุดเพียงแค่ตัวโน้ตที่เขียนไว้แล้วพยายามถ่ายทอดปฏิบัติตามนั้นอย่างเคร่งครัดทุกอักขระ นี่จึงเป็นความแตกต่างของวาทยกรระดับตำนานสองผู้ยิ่งใหญ่ในวัยวุฒิระดับเดียวกัน

คอนเสิร์ตฮอลอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจาก มูซิคแวรายน์ ไม่มากนัก ก็คือ เวียนนา คอนเสิร์ต เฮาส์ (Wiener Konzerthaus) ซึ่งแม้จะเป็นที่รู้จักน้อยกว่าในระดับนานาชาติ แต่ขนาดพื้นที่โดยรวมดูกว้างขวางและใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด วงนิวยอร์ค ฟิลฮาร์มอนิก (New York Philharmonic) ภายใต้การอำนวยเพลงโดย อลัน กิลเบอร์ต (Alan Gilbert)มาเปิดการแสดงที่นี่ในวันรุ่งขึ้น (พฤหัสบดีที่16พ.ค.) โดยมีเพลงเอกของรายการคือซิมโฟนีหมายเลข6 (Pathetique) ของ ไชคอฟสกี (Tchaikovsky)

ผมเองได้ที่นั่งชั้นบนข้างเวทีแสดง ซึ่งทำให้ได้เห็นอากัปกริยาของศิลปินดนตรีในวง,ศิลปินเดี่ยวและวาทยกรอย่างไม่ไกลจากสายตานัก สังเกตได้ถึงความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับดนตรีทุกๆ ตัวโน้ต ราวกับเป็นศิลปินเดี่ยว(Soloist)กันทุกคน แม้ในระดับแถวหลังๆ ก็ยังเต็มไปด้วยสายตาที่มุ่งมั่นอย่างเข้มข้น ความมุ่งมั่นแน่วแน่ทางดนตรีดุจราวกับศิลปินเดี่ยวทั้งวงนี้กระมัง ที่สร้างให้เสียงของวงออร์เคสตราระดับนี้มีความเข้มข้นอย่างแตกต่าง ในยามอยู่บนเวทีซึ่งทำให้การสื่อสารและส่งสารทางดนตรีผ่านกระแสเสียงมายังผู้ฟังชัดเจนยิ่งขึ้น

โจชัว เบลล์ (Joshua Bell) ศิลปินเดี่ยวไวโอลินหนุ่มรูปหล่อ บรรเลงเดี่ยวบทเพลงเซเรเนด (Serenade) ของ เลโอนาร์ด เบอร์นสไตน์ (Leonard Bernstein)ในคอนเสิร์ตนี้ ตัวจริงของเขารูปหล่อและดูอ่อนกว่าที่คาดมาก ประเด็นสำคัญที่ต้องกล่าวถึงในที่นี้ก็คือบทเพลงแถม (Encore) ที่อวดเทคนิคแบบ Showpiece เต็มขั้น ประยุกต์มาจากทำนองเพลงYankee Doodle ซึ่งมันได้เผยถึงความเป็น “ของจริง”ของ โจชัว เบลล์ อย่างปราศจากข้อกังขาใดๆ อีกต่อไป ด้วยเทคนิคขั้นสูงสุดระดับ ปากานินิ (Niccolo Paganini) พลังทางดนตรีที่อาจเรียกได้ว่า “ระห่ำ” ที่ไม่ใช่นักดนตรีทั่วไปจะทำได้

เราได้เห็น โจชัว เบลล์ หลับตา,เนื้อตัวสั่นระริกแบบเข้าทรงในขณะบรรเลง ออกอาการกระทืบเท้าในบางช่วง เขาไม่ใช่ โจชัว เบลล์ อีกต่อไปในขณะนั้นจากหนุ่มรูปหล่อใบหน้าอ่อนละมัย กลับกลายเป็นปีศาจกระหายเลือด,ดุร้ายอย่างน่ากลัว เป็นการบรรเลงราวกับพิธีกรรมเข้าทรงเพื่อรับพลังเหนือธรรมชาติที่ถ่ายทอดผ่านเสียงไวโอลินเพียงตัวเดียวที่ดังกึกก้องรัวระดมราวกับปืนกล สะกดผู้คนทั้งโรงคอนเสิร์ตจนแทบจะหยุดหายใจ ถ้าใครยังคงตั้งข้อสงสัยในความเป็นของจริงของเขา ว่าเขาอาจเข้าข่ายศิลปินที่ขายรูปลักษณ์หรือไม่แล้ว จาก “ประสบการณ์”ในครั้งนี้ผมขออาสารับประกันว่า โจชัว เบลล์ เป็นของจริงและเขาคือ “ปรากฏการณ์ทางดนตรี” ในยุคสมัยนี้ที่เรายังอาจหาดูได้

ยังมีเรื่องราวประสบการณ์ทางดนตรีอีกมาก จากการเดินทางในครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ดนตรีแห่งกรุงเวียนนา,การเยี่ยมชมกิจกรรมการเรียน-การสอนในมหาวิทยาลัยดนตรีแห่งเมืองเวียนนาและซอลส์บวร์ก หรือของแถมอย่างร้านอาหารที่มีอายุเกือบ 600 ปีที่โมสาร์ท, เบโธเฟน, วากเนอร์ตลอดจนถึงศิลปินดนตรีร่วมสมัยอีกมาก หรือนักเขียนอย่าง มาร์ค ทเวน ล้วนเคยไปเยี่ยมเยือนและฝากลายเซ็นไว้เป็นที่ระลึก จากประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาในครั้งนี้ จึงเป็นบทเรียนทั้งทางดนตรีและวัฒนธรรมที่มีค่าอย่างยิ่ง กลับมาแล้วก็ให้อดย้อนคิดไม่ได้ว่าสาธารณรัฐออสเตรียในวันนี้ ยังคงใช้ทรัพยากรด้านศิลปวัฒนธรรมและดนตรีในการสร้างความแข็งแกร่ง(และอำนาจทางปัญญา)ให้แก่ประเทศชาติได้อย่างต่อเนื่องนับร้อยปี

แล้วเมืองไทยซึ่งเป็นบ้านเกิดของเรานี้ได้ใช้ศิลปวัฒนธรรมในการแสดงออกซึ่งอำนาจทางปัญญาความคิดต่อชาวโลกได้มากแค่ไหน? ทำไมงานด้านศิลปวัฒนธรรมจึงยังคงเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ ในสายตาของผู้บริหาร,ผู้มีอำนาจ (จากทางการเมือง) ทุกยุคสมัย ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปิดพรมแดนอย่างเป็นอิสรเสรีมากขึ้นทุกทีๆ นี้ ประเทศไทยเราไม่มีเนื้อหา-วาระทางศิลปวัฒนธรรมใดๆ ที่จะไปสู้กับเขาเชียวหรือ.

...........................................................................

เกี่ยวกับผู้เขียน บวรพงศ์ ศุภโสภณ บัณฑิตด้านดนตรีจากรั้วจามจุรี มีผลงานขีดเขียนทางด้านดนตรีคลาสสิกมาอย่างยาวนาน ปัจจุบัน ดำเนินรายการสนทนาภาษาดนตรี ทางคลื่นเอฟเอ็ม 100.5 อสมท. ทุกคืนวันเสาร์อาทิตย์ เวลา 22.00-24.00 น.