ทัศนัย ขันตยาภรณ์ "ทำแท้ง...ผิดทุกกรณีหรือ"

ทัศนัย ขันตยาภรณ์ 
"ทำแท้ง...ผิดทุกกรณีหรือ"

เส้นทางของคนทำงานเพื่อสังคมคนนี้ ต้องคลุกอยู่กับปัญหา หาความรู้เพิ่มเติม และพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

สำหรับบางคน แรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อสังคม อาจมาจากการตั้งคำถามในการเลี้ยงดูของครอบครัว...เหมือนเช่น ทัศนัย ขันตยาภรณ์ ที่ปรึกษาโครงการประจำองค์กรแพธ ประเทศไทย ตั้งคำถามว่า "ทำไมลูกผู้หญิงไม่ได้รับการดูแลเหมือนลูกผู้ชาย

ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของเธอ
“คนเราเมื่อได้รับความกดดันอะไรในอดีตมา เราก็รู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่าง เราเติบโตในครอบครัวคนจีน เป็นลูกผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มพี่น้องผู้ชาย เราก็ตั้งคำถามว่าทำไมแม่รีดผ้าให้ลูกผู้ชาย แต่ลูกผู้หญิงต้องทำเอง ทำไมบางอย่างแม่ทำให้ลูกผู้ชาย แต่ไม่ทำให้ลูกผู้หญิง เมื่อเราตั้งคำถามกับแม่ แม่ก็บอกว่าให้ไปหาเรื่องเรียนทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้เอง" ทัศนัย เล่าถึงการตั้งคำถามในชีวิต

ปัจจุบันเธอเป็นที่ปรึกษาโครงการประจำองค์กรแพธ ประเทศไทย ชีวิตวนเวียนอยู่กับการทำงานเพื่อสังคมเกือบ 30ปี ด้านอนามัยเจริญพันธุ์เ ทั้งการทำงานวิจัย เป็นอาจารย์พิเศษและการทำงานลงพื้นที่ รวมถึงการให้คำปรึกษาในเรื่องการวางระบบโครงสร้างเพื่อขยายเครือข่าย โดยเลือกทำสิ่งที่ตัวเองถนัด ในเรื่องสาธารณสุขมูลฐาน ไม่ว่าเรื่องเอดส์ แรงงานข้ามชาติ ผู้หญิงท้องไม่พร้อม และจบลงด้วยการทำแท้งที่ถูกต้อง

หากย้อนถึงชีวิตการทำงานของเธอ เริ่มที่จังหวัดหนองคาย เธออยู่ที่นั่น 5 ปีเพื่อทำงานกับ Catholic Relief Services (C.R.S./Thailand) ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในด้านต่างๆ ยกตัวอย่างกรณีเด็กไม่มีอาหารกลางวันรับประทาน เธอบอกว่า เมื่อสำรวจแล้วพบว่า พ่อบ้านมีเงินซื้อบุหรี่สูบ แต่ไม่มีเงินค่าอาหารกลางวันให้ลูก เราก็ต้องทำโครงการเพื่อช่วยเรื่องนี้ และคนที่ช่วยคือ ผู้หญิงในชุมชน

“จึงเกิดแคมเปญขอค่าบุหรี่พ่อ เพื่ออาหารกลางวันลูก เพราะผู้หญิงอีสานเก่งในเรื่องการจัดการ จึงช่วยกันเรื่องนี้ แต่พวกเธอไม่มีอำนาจต่อรอง ทำเท่าที่ทรัพยากรมีอยู่” เธอเล่าสั้นๆ ถึงที่มาที่ไปในการเรียนรู้การทำงานในชนบท และการทำงานร่วมกับองค์กรต่างประเทศ รวมถึงการหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ

"ถ้าอยากรู้โลกให้กว้างขึ้น ต้องออกไปเรียนรู้วิธีคิดคนต่างชาติ"

นั่นเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เธอพยายามชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ครอบครัวชนชั้นกลางอย่างเธอมีปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่าย เธอจึงเลือกทำงานต่อไปเรื่อยๆ และหาจังหวะเรียนต่อปริญญาโทที่ Asian Institute of Technology (AIT) และเมื่อโอกาสมาเยือนอีกครั้ง เธอได้ทุนไปเรียนต่อด้าน Primary Health Care Management ที่ประเทศอิตาลี และกลับมาทำงานกับองค์กรแพธ โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิงและเด็ก

“ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ถ้าผู้หญิงเป็นผู้ผลิตชีวิตใหม่ให้สังคมในอนาคต สังคมต้องให้โอกาสและศักดิ์ศรีของความเป็นผู้หญิง การสร้างชีวิตใหม่ ต้องมองตั้งแต่การศึกษาของผู้หญิง การตัดสินใจเลือกคู่ก็ต้องมีอิสระ ไม่ใช่แค่มอบกายให้สามีอย่างเดียว แต่ผู้หญิงต้องมีอำนาจตัดสินใจ เมื่อตัดสินใจมีลูกก็ต้องพร้อม นี่เป็นแนวคิดการจัดการด้านสาธารณสุขมูลฐาน แต่ไม่ได้ถูกประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน" เธอให้แง่คิดในการทำงาน

ส่วนงานด้านส่งเสริมสุขภาพแรงงานข้ามชาติที่เธอทำ เธอ บอกว่า ผู้ชายเขมรที่มาทำงานประมงในเมืองไทย นอกจากเรื่องการกินอยู่ ก็ยังมีเรื่องเพศสัมพันธ์ จึงเป็นที่มาของการติดเชื้อกลับบ้าน

"เราไปทำงานองค์กรแพธที่กัมพูชาด้วย เราไปช่วยสร้างระบบ เพื่อให้ผู้หญิงเขมรรู้จักการป้องกันตัวไม่ติดเชื้อจากสามี เราทำงานกับประเทศต้นทาง เพื่อให้ผู้หญิงมีอำนาจต่อรอง ตอนนั้นพวกเราทำงานกับสมาพันธ์ผู้หญิงกัมพูชา เราพยายามลงลึกในเรื่องปัญหาผู้หญิง ซึ่งนอกจากใช้เงินที่สามีส่งมาให้ในการซื้อทองและบ้านแล้ว ก็น่าจะมองในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตการเลี้ยงดูลูกให้เต็มที่ด้วย"

นั่นเป็นสิ่งที่เธอพยายามเข้าไปช่วยสร้างระบบการทำงาน โดยใช้เครือข่ายเป็นแนวร่วม ซึ่งเธอมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นช่วงที่ทำให้เธอเข้าใจปัญหาสุขภาพแรงงานข้ามชาติมากขึ้น ล่าสุดเธอหันมาสนใจเรื่องการทำแท้งที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นประเด็นหล่อแหลมในสังคมไทย

“จริงๆการทำแท้งที่ปลอดภัยตามกฎหมายมีอยู่ในหลักประกันสุขภาพ มีหลักเกณฑ์ในการทำเรื่องนี้ ถ้าอยู่ในเงื่อนไขก็สามารถทำได้ แต่ด้วยเหตุผลมากมายในสังคมบ้านเรา จึงทำได้ยาก แม้พยายามแก้กฎหมายเพื่อให้หมอสบายใจ แต่กฎหมายก็แก้ไม่ได้ หรือถ้าแก้ได้ก็ไม่ได้มีหลักประกันว่า คุณหมอยินดีที่จะทำแท้งให้"

เหตุผลเหล่านี้นี่เอง ทำให้เธอหันกลับมาศึกษาข้อมูลและทำงานกับเครือข่ายผู้หญิงท้องไม่พร้อม ซึ่งการทำวิจัยเมื่อปี คศ. 1999 พบว่า หนึ่งในสามผู้หญิงที่ทำแท้งเป็นวัยรุ่น และสองในสามเป็นผู้หญิงกลุ่มอื่น รวมถึงผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เธอบอกว่า ต้องสร้างระบบ เพื่อนำผู้หญิงเหล่านั้นเข้าสู่ระบบ

"ผู้หญิงที่ไม่มีความพร้อมในหลายเรื่อง ควรได้รับสิทธิการยุติการตั้งครรภ์ อาจารย์หลายท่านบอกว่า การที่ผู้หญิงคนหนึ่งไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ผู้ชายอาจหว่านล้อมว่าจะดูแล แต่ก็ทอดทิ้ง อันนั้นเป็นความรุนแรงเหมือนกัน แม้พรบ.ความรุนแรงในครอบครัวจะไม่ได้เขียนไว้ แต่เป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ไม่ว่ากรณีถูกข่มขืน หรือเรื่องใดก็ตามที่นำไปสู่ความรุนแรง เราก็เลยคิดว่า น่าจะเอาเรื่องนี้อยู่ในศูนย์พึ่งได้ เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงที่ได้รับความรุนแรง "

เรื่องการทำแท้งที่ปลอดภัย เธอมองว่า ถ้าเอาแนวคิดนี้ไปไว้ในหน่วยงานใด ก็ไม่มีใครยอมรับ แม้จะเป็นการช่วยเหลือผู้หญิง แต่ไม่มีใครกล้าประกาศจุดยืน

"เมื่อผู้หญิงมีปัญหาท้องไม่พร้อม ส่วนใหญ่จะสับสน ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เราก็ให้คำปรึกษา ให้เธอค่อยๆ คิดทีละขั้นว่าจะยุติการตั้งครรภ์หรือท้องต่อ หากเธอต้องการท้องต่อ ก็ต้องดูแลครรภ์อย่างมีคุณภาพ ในแง่การทำแท้งที่ปลอดภัย กรณีนี้ไม่ใช่การทำแท้งเสรี ซึ่งคนจะเข้าใจว่าเปิดกว้างในเรื่องการทำแท้ง ถ้าทำอย่างนั้น ใครๆ ที่มีปัญหาก็อยากจะไปทำแท้ง เมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งอ.กฤตยา อาชวนิจกุล เคยพูดว่า “ไม่มีผู้หญิงคนไหนตั้งใจท้อง เพื่อที่จะทำแท้ง” "

นั่นเป็นจุดที่ทำให้คนทำงานองค์กรแพธเช่นเธอ มีส่วนทำให้กลไกการให้คำปรึกษาการทำแท้งอย่างถูกต้องเกิดขึ้นในเครือข่ายโรงพยาบาลในกระทรวงสาธารณสุข

“ต้องคิดให้ทะลุคือ ผู้หญิงคนหนึ่งถ้าไม่พร้อมจะมีลูก ก็ไม่สามารถมีสมาชิกใหม่ที่มีคุณภาพของสังคม ถ้าท้องเก้าเดือนแล้วมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เด็กที่คลอดออกมาจะไม่แข็งแรง หรือคนที่พยายามดื่มเหล้าหรือทำอะไรที่ทำให้ตัวเองแท้ง เด็กที่เกิดมาก็จะมีสภาพแย่ เพราะแม่ที่ตั้งครรภ์และถูกทอดทิ้ง ต้องคลอดลูกเอง ก็มีความเจ็บปวดและโดดเดี่ยว” นี่คือประเด็นร้อนๆ ที่ไม่อาจหาจุดร่วมที่ลงตัว

เธอบอกว่า ถ้าประเด็นนี้ถูกเรียกร้องให้แก้กฎหมาย หรือพยายามเปิดประเด็นสู่สาธารณชน ก็มักจะตกม้าตาย แต่ถ้าเป็นแนวทางการปฏิบัติ เรามีแนวร่วมมากขึ้น

"อย่างโรงพยาบาลที่เราทำงานด้วย มีการทิ้งเด็กหลังคลอดน้อยลง หรือกรณีผู้หญิงที่ไปทำแท้งเถื่อนและไม่ปลอดภัย ก็มีคนพยายามหากรณีนี้ในโรงพยาบาลที่เราทำงานด้วย ก็ไม่ค่อยเจอ ซึ่งการทำงานลักษณะนี้่ ไม่ได้เห็นผลภายในหนึ่งปี" ทัศนัย กล่าว เพื่อให้เห็นว่า การขับเคลื่อนประเด็นนี้ในสังคม ต้องให้ข้อมูลและการศึกษาที่แท้จริง ซึ่งกรณีนี้สังคมยังเข้าใจว่า การทำแท้งผิดทุกกรณี ถ้าที่ไหนทำแท้ง ที่นั่นผิดหมด
"ประเด็นนี้ เราทำงานกับเครือข่ายต่างประเทศด้วย พวกเขาก็ถามเราว่า พวกเรากลัวเกินไปหรือเปล่า เราห่วงสถานภาพทางสังคมหรือเปล่า” ทัศนัย เล่าถึงสิ่งที่ถูกตั้งคำถาม

.............................
หมายเหตุ : สำหรับผู้หญิงที่มีปัญหาท้องไม่พร้อม หาข้อมูลได้ที่เวป http://choicesforum.wordpress.com และ http://www.teenpath.net