โรงเรียนหนู...สู้โว้ย!

โรงเรียนหนู...สู้โว้ย!

Small Is Beautiful อาจไม่อยู่ในความคิดของผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ แต่เด็กสตูลขอยืนยันว่าโรงเรียนเล็กๆ ของหนูก็มีคุณภาพไม่แพ้ใคร

ใต้ผืนธงชาติไทยอันแหว่งวิ่น ป้ายผ้าเขียนข้อความ "เรารักโรงเรียน..." ลายมือของเด็กนักเรียนบ้านโกตา อ.ละงู จ.สตูล ถูกขึงขนานกับแนวรั้ว

ร่วมกับความในใจอื่นๆ ..."อย่ายุบโรงเรียนของเราเลย" ..."จะให้เราไปเรียนที่ไหน"

แม้ว่านโยบาย "ยุบ" โรงเรียนขนาดเล็ก ที่ผู้ใหญ่บางคนเลี่ยงมาใช้คำว่า "ควบรวม" เพื่อลดดีกรีความร้อนแรงของกระแสต่อต้านจะดูเหมือน

หยุดการเคลื่อนไหวไปแล้ว แต่ในหลายพื้นที่การศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้องต่างรู้ดีว่าแนวคิดนี้ไม่เคยหายไปไหน ถ้ายังไม่บรรลุเป้าหมายในวันนี้ สารพัดวิธีทั้งตัด

ลดงบประมาณ ไม่สนับสนุนบุคลากรและอุปกรณ์การศึกษา จะถูกงัดขึ้นมาใช้เพื่อให้โรงเรียนเป้าหมายค่อยๆ เสื่อมคุณภาพและปิดตัวลงไป

แต่สำหรับโรงเรียนบ้านโกตาที่เคยมีรายชื่อติดโผ 1 ใน 40 โรงเรียนของจังหวัดสตูลที่อยู่ในข่ายต้องถูกยุบรวม พวกเขา ซึ่งหมายถึงครู นักเรียน

ชุมชน จับมือกันประกาศเจตนารมย์หนักแน่นว่า "เราไม่ยอม"
"พอได้ข่าวว่าโรงเรียนจะถูกยุบ เราก็นัดกันมาที่นี่ พวกชาวบ้านมาเต็มเลย บอกว่ายุบไม่ได้ ก็มาช่วยกันกับเด็กๆ เขียนป้ายคัดค้านอย่างที่เห็น"

เลาะ โชะติก ศิษย์เก่ารุ่นเก๋า ที่พ่วงตำแหน่งผู้ปกครองนักเรียนรุ่นปัจจุบัน บอก

โรงเรียนบ้านโกตา เป็นโรงเรียนที่อยู่คู่กับชุมชนมาเกือบ 50 ปีแล้ว สอนตั้งแต่รุ่นคุณปู่จนถึงหลานๆ ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับโรงเรียนจึง

แนบแน่น แต่ด้วยเหตุที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กตามเกณฑ์ล่าสุดของกระทรวงศึกษาธิการ จึงมีรายชื่ออยู่ในข่ายที่อาจจะเหลือแต่ชื่อ

ผอ.ปุณณาณี เจ๊ะหนุ่ม ที่เพิ่งมารับตำแหน่งได้เพียงหนึ่งปี ยังไม่ทันตั้งหลักก็เจองานใหญ่เสียแล้ว เล่าถึงแผนการยุบโรงเรียนในจังหวัดสตูลว่า

ตามข้อมูลมีอยู่ประมาณ 40 โรงเรียน ส่วนของบ้านโกตามีแผนจะเริ่มจากการย้ายชั้นประถมปีที่ 5 และ 6 ไปเรียนรวมกับโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งก่อน

"เรื่องการยุบหรือควบรวมโรงเรียนมันเป็นนโยบายจากรัฐบาล ซึ่งโรงเรียนแต่ละขนาดคือ ตั้งแต่ 20-40 คน, 40-60 คน, 60-80 คน และ 80-120

คน จะค่อยๆ ยุบ โดยมีการประชุมตั้งแต่ปีที่แล้วว่าจะมีการทำแผนว่าโรงเรียนไหนจะยุบ ไม่ยุบ และจะยุบรวมกับโรงเรียนไหน แล้วก็หายไป มาโผล่ปีนี้

ปรากฎว่ายุบไปแล้วหนึ่งโรงเรียนสำหรับจังหวัดสตูล คือโรงเรียนปากปิง ซึ่งมีเด็กอยู่ 20 กว่าคน"

ดังนั้นทันทีที่มีรายงานข่าวแจ้งว่าบ้านโกตาอาจเป็นรายต่อไป ชุมชนและโรงเรียนจึงไม่ยอมนิ่งเฉย ตั้งวงปรึกษาหารือ ไม่ใช่แค่ค้าน แต่ยังแสดง

ความมุ่งมั่นที่พัฒนาคุณภาพของโรงเรียน หากว่านี่คือโจทย์สำคัญของอนาคตทางการศึกษาไทย

"ที่นี่เป็นศูนย์กลางมันสมองของชุมชน ถามว่าที่จะยุบคุณดูคุณภาพหรือปริมาณเด็ก ถ้าพูดถึงคุณภาพ ตั้งแต่คุณครู เด็ก บุคลากรเราก็มี

คุณภาพ อย่างที่ท่าน ผอ. บอก ผลการเรียนของนักเรียนที่นี่ก็มีค่าเฉลี่ยค่อนข้างสูง และโรงเรียนยังสามารถพัฒนาไปได้อีก ถ้ามองการมีส่วนร่วมของ

ชุมชน เราก็มีปราชญ์ชาวบ้าน มีพ่อครูแม่ครูมาสอนเด็ก มีความใกล้ชิดกัน แต่ถ้าคิดว่าเด็กมันน้อย เดี๋ยวเราจัดให้" วิรัช โอมมณี ผู้ใหญ่บ้านโกตา กล่าว

เสียงเข้ม

การนำกระบวนการวิจัยมาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียน คือทางเลือกที่ทางโรงเรียนได้กำหนดแนวทางความร่วมมือกับ สำนักงานกอง

ทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งมีประสบการณ์ในการสนับสนุนงานวิจัยเรื่องการศึกษาและการจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในหลายพื้นที่ เพื่อพิสูจน์ให้เห็น

ถึง "คุณภาพ" ที่อยู่เหนือเงื่อนไขเชิงปริมาณ หรือตัวเลขหยาบๆ ที่กำหนดขึ้นในห้องแอร์เย็นฉ่ำของกระทรวงศึกษาธิการ งานนี้ สมพงษ์ หลีเคราะห์ นัก

วิจัยท้องถิ่น รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก

"บ้านผมอยู่ตรงข้ามรั้วโรงเรียน แล้วผมก็เรียนโรงเรียนนี้ ผมทำวิจัยท้องถิ่นเรื่องประเด็นการศึกษาหลายโรงเรียน ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม

โรงเรียนชนบทจนถึงที่เป็นอันดับหนึ่งของสตูล โรงเรียนปอเนาะ แต่โรงเรียนที่อยู่หน้าบ้านกำลังถูกยุบ ก็คิดว่ายอมไม่ได้" พร้อมกันนี้เขาเสนอให้มอง

ย้อนกลับไปถึงสาเหตุการลดลงของนักเรียนในโรงเรียนของรัฐ

"ถ้าเป็นที่จังหวัดสตูล เรื่องการตามกระแสพาลูกเข้าโรงเรียนดัง อาจมีบ้างแต่น้อย ส่วนใหญ่เป็นเพราะโรงเรียนของรัฐที่ดำเนินการในปัจจุบัน

ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน คือชุมชนเขาอยากให้ลูกได้เรียนรู้มิติทางศาสนา แล้วหลังๆ มีโรงเรียนเอกชนเปิดเพิ่มขึ้นและเป็นโรงเรียนที่เพิ่มมิติ

ทางศาสนาเข้ามา เริ่มตั้งแต่อนุบาลเลย มันทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนตัดสินใจให้ลูกไปเรียนโรงเรียนเหล่านี้"

ดังนั้นหากภาครัฐต้องการแก้ปัญหาจำนวนนักเรียนที่ลดลงในหลายๆ โรงเรียน การยุบหรือควบรวมนอกจากจะไม่ตอบโจทย์แล้ว ยังอาจเป็นที่

มาของปัญหาใหม่ๆ โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตของเด็กเหล่านี้
"ผมว่าอยู่โรงเรียนใกล้บ้านดีกว่า ใกล้ชิดครอบครัว ชุมชน ดูแลได้ทั่วถึง ถ้าเด็กมีปัญหา รุ่งเช้าก็รู้แล้ว นี่คือความแตกต่างระหว่างโรงเรียนขนาด

ใหญ่กับขนาดเล็ก"

จิ๋วแต่แจ๋ว

เพราะเป็นนโยบายที่สืบเนื่องกันมาหลายยุคหลายสมัย มหากาพย์การยุบโรงเรียนจึงมีกรณีศึกษาอีกไม่น้อย หนึ่งในโรงเรียนเล็กของจังหวัด

สตูลที่รอดการถูกยุบมาได้อย่างหวุดหวิดก็คือ โรงเรียนวัดหน้าเมือง

โรงเรียนแห่งนี้ เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 เมื่อปี 2552 จำนวนนักเรียนลดลงเหลือเพียง 60 คน เนื่องจากมีครูสอนไม่

ครบชั้น ขาดสื่อที่ทันสมัย ทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพ จนผู้ปกครองเริ่มถอดใจทยอยพาลูกหลานลาออกไปเรียนที่อื่น และตกอยู่ใน

สถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ต่อการถูกยุบ

แต่ด้วยกำลังใจจากชุมชน และการก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการคนใหม่ของ จุรีรัตน์ แคยิหวา ทำให้โรงเรียนวัดหน้าเมือง ซึ่งได้ใช้

กระบวนการวิจัยมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการเรียนการสอน กลับมาสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพและได้รับการไว้เนื้อเชื่อใจจากชุมชนอีกครั้ง

สมพงค์ รัตตพันธ์ ประธานกรรมการสถานศึกษาแห่งนี้ เล่าว่า "ตอนนั้นโรงเรียนเกือบจะถูกยุบแล้ว พอดีผมกลับมาอยู่ในพื้นที่ก็เลยได้รวบรวม

ชาวบ้านให้ช่วยกัน ผมถามว่าที่จะยุบนี่ ยุบเพราะเหตุผลอะไร เพราะทางเขตพื้นที่เขาไม่ได้ส่งครูเข้ามา เด็กก็น้อยลงๆ ครูก็ไม่มี ถ้าเขามีครูให้เต็มชั้นก็โอเค

ก็มานั่งคุยกัน แต่โชคยังดีที่ตอนหลังเขตพื้นที่เขาส่ง ผอ.ที่มีคุณภาพเข้ามาพัฒนา และผมก็เข้ามาเป็นกรรมการ เลยช่วยขับเคลื่อนร่วมกับชาวบ้าน นัดกัน

ว่าเราจะเปิดการประชุมเดือนละครั้งในการแก้ปัญหาตรงนี้"

เมื่อได้ชุมชนเป็นกองหนุน ผู้อำนวยการนักพัฒนาหญิงแกร่งแห่งวัดหน้าเมืองก็สู้เต็มที่

"ผอ.ย้ายเข้าเข้ารับตำแหน่งที่นี่ประมาณเดือนธันวาคม ปี 2552 ช่วงนั้นกำลังจะยุบ เป็นที่รู้กันว่านโยบายของเขตจะยุบรวมโรงเรียนวัดหน้า

เมืองกับโรงเรียนวัดท่าจีน โรงเรียนนี้มีนักเรียนหกสิบกว่าคน และท่าจีนสามสิบกว่าคน ทางเขตก็ลงมาสำรวจเจรจาพูดคุย แต่ก็ไม่สำเร็จเนื่องจาก

เหตุการณ์ครั้งนั้นชาวบ้านต่างไม่ยอม เพราะเขามีความรักหวงแหนโรงเรียนคู่บ้านคู่เมือง เขาได้เรียนมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ก็ไม่อยากให้หายไป"

แม้จะรอดพ้นจากการถูกยุบในครั้งนั้นมาได้ แต่สถานการณ์ของโรงเรียนก็ยังย่ำแย่ ผอ.จุรีรัตน์ เล่าว่า วันแรกที่มาทำงาน มีครูแค่สองคน คน

หนึ่งเป็นข้าราชการ อีกคนเป็นครูอัตราจ้างชั่วคราว สภาพที่เห็นคือเด็กหกสิบกว่าคนเรียนกับทีวีทางไกล

"มาวันแรกใจเหี่ยวมากเลย เนื่องจากเคยอยู่โรงเรียนที่มีครูสามสี่สิบคน พอมาเจอสภาพโรงเรียนที่มีครูสองคน อะไรๆ ก็ไม่มี คอมพิวเตอร์ไม่มี

แม้แต่เครื่องเดียว มาในสภาพขาดแคลน อะไรก็ไม่มี อาคารเรียนก็ชำรุดทรุดโทรมต้องซ่อมหมด แต่ด้วยความมุ่งมั่นและได้กำลังใจจากชุมชน ก็ตั้งใจว่า

ต้องทำตรงนี้ให้ฟื้นให้ได้ ผู้ปกครองไม่ส่งลูกมาเรียน เราบังคับเขาไม่ได้ แต่ต้องทำตัวเองให้ดี ต้องพัฒนาคุณภาพ"

วิธีการหนึ่งที่ดำเนินการควบคู่ไปกับการเรียนการสอนตามหลักสูตรทั่วไป คือการนำกระบวนการวิจัยมาใช้ โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามี

ส่วนร่วมในกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้เสนอโครงงานวิจัยของตนเอง ทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องใกล้ตัว รู้จักวิเคราะห์ ตั้งคำถาม เก็บข้อมูล สรุป

และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้รับ ผลก็คือนักเรียนรู้จักทำงานเป็นทีม มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีความรู้และทักษะด้านการคิดมากขึ้น

"ตอนแรกก็ย้ายลูกออกไปเพราะตอนนั้นครูก็ไม่มี อุปกรณ์อะไรก็ไม่มี แต่พอ ผอ.คนนี้ย้ายมา เรามีความมั่นใจก็เลยพาลูกกลับมาเรียน แล้วก็

เห็นการเปลี่ยนแปลงมาก ลูกเขารู้จักคิดรู้จักพูดมากขึ้น" ลดามาศ สังข์แก้ว ผู้ปกครองนักเรียน ยืนยัน

กระบวนการดังกล่าว นอกจากจะเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ยังทำให้โรงเรียนกับชุมชนมีความสนิทสนมกันมากขึ้น เพราะด้วย

กระบวนการวิจัย เด็กๆ จะต้องกลับไปหาข้อมูลความรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน แล้วมาวิเคราะห์ต่อยอดตามโจทย์วิจัยของตัวเอง ซึ่งก็ทำให้ผู้ปกครองเกิด

ความมั่นใจที่จะส่งลูกมาเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันโรงเรียนวัดหน้าเมืองมีเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 108 คน และแม้จะไม่ถึง 120 คน ตามเกณฑ์

ของกระทรวงศึกษาฯ แต่ถ้าถามถึงคุณภาพของนักเรียน บอกได้เลยว่า "ไม่เป็นรองใคร"

"ค่อนข้างมั่นใจว่าปีหน้าเด็กจะเพิ่มขึ้น ครูห้าคน พอเด็กเพิ่มเป็นร้อยกว่า เท่าที่สอบถามทางเขตพื้นที่น่าจะได้เพิ่มอัตรามาอีกหนึ่งคน บางทีก็

แอบน้อยใจลึกๆ ว่าอยู่ใกล้ๆ เขตพื้นที่ตรงนี้ แต่เชื่อไหมเราไม่เคยได้รับสนับสนุนเลย โชคดีที่ผู้ปกครองค่อนข้างมั่นใจว่าโรงเรียนเล็กถึงจะไม่พร้อมเต็มร้อย

แต่เราก็ตั้งใจเต็มที่"

ในมุมมองของ สมพงค์ รัตตพันธ์ เรื่องการสนับสนุนจากภาครัฐน่าจะเป็นต้นทางที่สำคัญมากกว่าการวัดตัวเลขนักเรียนตรงปลายทาง เพราะ

หากมีการสนับสนุนอย่างเหมาะสมแล้ว ทั้งครู ชุมชน และตัวนักเรียนเอง ต่างก็พร้อมที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น

"ครูไม่พอก็เอาครูมาให้เขา เป็นการแก้ปัญหา ไม่ใช่มาต่อรองกันว่าให้เด็กนักเรียนเยอะก่อนถึงจะเอาครูมา มันไม่ถูก อย่างน้อยๆ มีห้องเรียน

อยู่หกห้องต้องมีครูหกคนก่อน ตั้งไว้ก่อน ที่เหลือจากนั้นค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง พ่อแม่เด็กถ้าเห็นโรงเรียนพร้อมเขาก็พร้อม แล้วผมสังเกตดูเด็กนักเรียนที่นี่

จะสอบเข้าโรงเรียนดีๆ ได้หมด"

"คือผมอยากจะถามกลับไปว่าจะยุบด้วยเหตุผลใด ยุบเพราะรัฐไม่ได้ส่งงบมาให้โรงเรียนหรือว่าจ้างครูเงินเดือนสูง ผมถามว่าจ้างครูกับซื้อรถตู้

รถตู้ซื้อมาต้องซ่อม ต้องจ้างคนขับอะไรต่อมิอะไร เราจ้างครูไม่ดีกว่าหรือ เหมือนกับที่ไปตั้งงบเกี่ยวกับการต้านยาเสพติดเนี่ย ไม่รู้กี่พันล้าน ถ้าเอางบตรง

นี้มาพัฒนาเด็กพัฒนาโรงเรียนให้เด็กดีตั้งแต่ต้น รับรองได้ตรงนั้นเราไม่ต้องใช้"

เช่นเดียวกับผู้ปกครองอย่าง ลดามาศ ที่ขอฝากความเห็นไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาฯว่า

"อยากจะถามว่าเอาส่วนไหนคิดที่จะยุบโรงเรียนเล็กๆ คุณไม่คิดถึงคนที่ไม่มีเงินไม่มีอะไรจะเอาลูกไปเรียนในเมืองเหรอ คุณไม่สงสารเขาบ้าง

เหรอ คุณจะยุบโรงเรียนที่เขาสร้างมามันหมายความว่าอะไร ทำไมคุณไม่เอาส่วนที่จะไปซื้อรถตู้มาพัฒนาโรงเรียน จ้างครูมาเพิ่มดีกว่ามั้ย กับที่คุณเอา

เด็กขึ้นรถแล้วไปเสี่ยงอันตราย คุณคิดได้ยังไง"

ท้ายที่สุดแม้สองโรงเรียนเล็กในจังหวัดสตูลจะประกาศกร้าวว่า "เราไม่ยอมถูกยุบอย่างแน่นอน" แต่นั่นก็เป็นเพียงเสียงเล็กๆ ในจำนวน

โรงเรียนอีกนับพันแห่งที่อยู่ในแผนการระดับชาติ ซึ่งการถอยหนึ่งก้าว ณ วันนี้ ไม่ใช่เพื่อทบทวน แต่เพื่อรอวันรุกคืบในจังหวะเวลาที่เหมาะสม โดยที่ถึง

วันนี้ก็ยังไม่มีใครให้คำตอบชัดเจนได้ว่า ประโยชน์สูงสุดของการยุบโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ...เพื่ออะไร และเพื่อใคร