Now You See Me มายากลโดยอาชญากร

Now You See Me  มายากลโดยอาชญากร

นันทขว้าง สิรสุนทร เขียนถึงหนังมายากลเรื่องล่าสุด

ด้วยความเคารพและอย่างจริงใจ

หลายปีมาแล้ว ที่ผมรู้สึกอยู่ในใจว่าในชีวิตที่ถูกรายล้อมด้วย “สิ่งเร้า” และ “เรื่องราว” ต่างๆ นั้น มีอะไรบ้างที่เป็น “ความจริง” หนังโฆษณาในทีวี, ดราม่าร้องไห้ในโทรทัศน์, นักการเมืองที่บริหารประเทศ, รายการประกวดประชัน หรือแม้แต่สิ่งที่น่าจะจับต้องได้มากที่สุดและจริงบ้างก็คือสินค้า ก็ทำให้ “กรุงเทพ” ถูกเรียกว่าเป็น plastic city
เพราะทุกอย่างนั้นปลอมไปหมด (แต่จะแปลกอะไร ในเมื่อเราก็มีนายกฯปลอม)

การที่สิ่งต่างๆ ดูจะ ”ไปได้ดี” มาเนิ่นนาน และขาดการตั้งตำถาม ตรวจสอบ อาจเป็นไปได้ในมุมหนึ่งว่า มันถูกจริตกับสังคมไทย ซึ่งมีความสุขดีกับการตกอยู่ในมายาคติที่ว่า อยากจะเชื่อในสิ่งที่ “อยากจะเชื่อ” เท่านั้น

ถ้ามันจะตรงกับหนังสักเรื่องในตอนนี้ เรื่องนั้นก็น่าจะเป็น Now you see me (เคยมีหนังชื่อแบบนี้ แต่ต้องเติมเพิ่มเป็น now you don’t)

โดยสไตล์และภาพลักษณ์ของหนังนั้น ดึงความน่าสนใจจากคนดูได้ง่ายทีเดียว อย่างแรกเพราะมันเป็น suspense ที่เล่นกับ psychology อย่างที่สองคือ การปูทางให้กับหนังในข่าวสารทำมาค่อนข้างดี คือคนทั่วไป จดจำหนังเรื่องนี้ร่วมกันว่ามันคือหนังเกี่ยวกับอะไร (ซึ่งสำคัญมากในห้วงยามที่หนังหลายเรื่อง มักเผลอพาตัวเองเตลิดไปในการพีอาร์อย่างฉูดฉาด จนคนดูสับสนในข้อมูลบ่อยๆ)

พล็อตเรื่องเกี่ยวกับนักมายากล “ขั้นเทพ” 4 คน ดาเนียล เฮนรี่ แจ๊คและเมอร์ริท ซึ่งเปิดการแสดงโชว์ในสิ่งที่เหลือเชื่อ เช่นการเอาคนดูที่นั่งชมการแสดงอยู่มาขึ้นเวที และส่งเขาหายตัวไปปล้นเงินธนาคารแบบข้ามประเทศ ซึ่งทำให้เงินโปรยปรายสู่คนดูทั้งฮอลล์ และแค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ตำรววหัวปั่น แต่ที่สนุกกว่าคือ ผู้คนในอเมริกา
พร้อมจะซื้อบัตรเข้าชมในโชว์ครั้งต่อไปของพวกเขา

เมื่อครั้งแรกทำเรื่องฮือฮาเสียขนาดนั้น เป็นเรื่องปรกติที่ในครั้งต่อๆ มา ทริคในการโชว์ต้องดราม่าให้สุดขีดเพื่อให้เรทติ้งพุ่งขึ้นไปอีก และมันก็ต้องเจอดีเพราะการแสดงทั้งหมด ถูกจับตาอยู่โดยใครสักคนหนึ่ง ที่รอเล่นงานพวกเขาด้วยเช่นกัน

Now you see me ทำหนังออกมาได้สนุกประมาณหนึ่ง เซ็ทตัวละครออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือพวกที่โชว์อยู่บนเวที ที่ดูเหมือนสำคัญที่สุด แต่ไม่ใช่ เพราะที่สำคัญกว่าคือ กลุ่มแคแรคเตอร์ที่ไม่ได้อยู่บนเวที เพราะพวกหลังคือผู้ชักใยและเกี่ยวข้อง

หนังมันเลยสนุกที่ว่า ขณะที่คนดู(รวมทั้งเราซึ่งตกเป็นผู้ชมไปด้วย)นั้น จับจ้องไปที่การแสดง(show) ผ่านพิธีกรรม(magic) และ acting(คำพูด ท่าทาง ลีลา) นั้น คนที่เล่นมายากลมากกว่าพร้อมกันไปด้วยก็คือ บรรดาผู้อยู่เบื้องหลัง หรือรู้ “ตื้นลึกหนาบาง” ของพวกที่อยู่บนเวที มันจึงมีสภาพเหมือน “โชว์ซ้อนโชว์” (เพราะขณะที่บนเวทีมีอุปกรณ์ประกอบฉาก ด้านล่างก็มีสคริปท์และกล้องถ่ายเก็บไว้)

หนังในแนวทางแบบนี้จำเป็นอย่างมากที่จะต้องเก็บทริคเอาไว้ให้ลับที่สุด ไม่ต่างจากอาชีพ “นักมายากล” ที่ต้องไม่ให้คนดูจับได้ เรารู้กันอยู่ว่ามายากลคือ “เรื่องไม่จริง” แต่เมื่อการแสดงจบ เราก็ออกจากความบันเทิงนั้น กลับมาอยู่กับชีวิตประจำวัน แต่ตัวละครใน Now you see me ทำให้ผู้คนเตลิดไปกับการแสดง จนดูเหมือนว่ามันจริง จาก show กลายมาเป็น illusion และเราก็ออกจากกับดักนั้นไม่ได้ (เหมือนนักแสดงบางโชว์ที่ออกจากหลุมพรางมัดแขนขาตัวเองไม่ได้ จนตายในที่สุด)

ผมคิดว่าข้อดีของหนังเรื่องนี้คือทีมนักแสดงหลายคนที่เจนจัดในฝีมือ อาทิ ไมเคิล เคน, มอร์แกน ฟรีแมน และ วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน เอาแค่ 3 คนนี้ก็ทำให้หนังน่าดูเสียแล้ว การแสดงของนักแสดงคือส่วนที่ดีที่สุด ที่ผมชอบเท่ากับคอนเซปต์ของหนัง ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์สันดานมนุษย์และเนื้อแท้สังคมยุคใหม่

ข้อด้อยของหนังคือ การเขียนบท ซึ่งแม้จะเล่าเรื่องฉับไว แต่ก็ขาดความน่าเชื่อถือหลายอย่าง หนังนั้นขาดตรรกะได้ครับ แต่ไม่ควรขาดเหตุผลที่ควรจะมีลงไปในหนัง ท่ามกลางความตื่นเต้นในการเอามายากลมาเป็นอาชญากรรม ถ้าถอยออกไปห่างๆ (เหมือนคำสอนที่ว่า ถ้าอยากจะจับทริคกล ต้องถอยออกไปห่างๆ) เราก็จะพบว่าเรื่องไม่น่าเชื่อหลายฉาย ที่ถูกกลบด้วยฉากแอ๊คชั่น การตัดต่อและสถานการณ์ต่างๆ (ฉากในคอนโด ฉากบนถนน ฉากการมีอยู่ของดิแลน ไม่มีความน่าเชื่อถือ)

ถ้าเปรียบกับ The Usual Suspects ในปี 1995 ที่จำนวนตัวละครเท่ากันคือ 5 คน (รวมผู้เกี่ยวข้อง) หนังเรื่องหลังนี่ เขียนบทเนียนกว่ามาก เพราะถึงเวลาหักตอนท้าย คนดูช็อคและอึ้ง เหมือน วิลเลี่ยม เอิร์ท โดนหลอกในหนังฟิล์มนัวร์อย่าง Body Heat

เทียบกันระหว่าง “ส่วนของการแสดง” กับ “ส่วนของบท” ผมจึงชอบอย่างแรกมากกว่า และก็คิดว่าหนังสนุกพอใช้ เป็นตัวเลือกที่โม้เวอร์ไม่แพ้ fast 6 แต่มีแง่มุมที่น่านำกลับมาคิดต่อ

ที่คิดต่อ มองต่อก็คือ หรือสังคมเรา ต่างมีจริตในการชมชอบที่จะอยู่กับอะไรที่ลวงๆ แบบนี้ เรารู้กันดีว่าหลายอย่างในชีวิตไม่ใช่เรื่องจริง แต่เราก็สุขใจที่จะอยากจะเสพ “สินค้า” อย่าง “ดราม่าหน้าจอ” และ “ความลวงรายรอบ”

ภาพของมนุษย์ที่แห่แย่งเงินกันในโชว์ เสียงโห่ร้องชอบใจที่คน 4 คนทำในสิ่งที่เหลือจะเชื่อ และแม้ว่าโลกจะวุ่นวายแค่ไหน เราก็ยังออกัสซั่มตัวเองด้วยการเสพสิ่งนั้น มันก็อาจสะท้อนอะไรบางอย่างที่พระท่านสอน และมีเรียกด้วยถ้อยคำสั้นๆ ว่า

“ภาวะขาดสติ”