'เจ้ย อภิชาติพงษ์'รับรางวัลฟุกุโอกะ

'เจ้ย อภิชาติพงษ์'รับรางวัลฟุกุโอกะ

"เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล" รับรางวัล ฟูกุโอกะสาขาภาพยนตร์

องค์การปกครองพิเศษส่วนท้องถิ่นเมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ได้แถลงข่าวการผลการประกาศรางวัล Fukuoka Prize ประจำปี 2013 ซึ่งเป็นรางวัลที่ท้องถิ่นเมืองฟุคุโอกะ มอบให้กับบุคคลหรือหน่วยงานองค์กรต่างๆ ที่มีผลงานโดดเด่นในเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริม วัฒนธรรมที่โดดเด่นในภูมิภาคเอเชีย และเพิ่มพูนความเข้าใจอันดีและสันติภาพในภูมิภาค

โดยในปี 2556 คณะกรรมการรางวัล Fukuoka ได้ประกาศผลรางวัล ผลปรากฏว่า นายอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หรือ เจ้ย ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยชื่อดัง ซึ่งเคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำ จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 36 ประเทศฝรั่งเศส เป็นตัวแทนประเทศไทยสร้างชื่อบนเวทีนานาชาติอีกครั้ง สามารถคว้ารางวัลประเภทศิลปะและ วัฒนธรรม (Arts and Culture Prize) สาขาภาพยนตร์ และ นาลินี มาลานิ จากประเทศอินเดีย ได้รับรางวัลสาขาศิลปะ นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับรางวัลในสาขาอื่น เช่น นากามูระ เท็ตสึ แพทย์ชาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้อำนวยการบริการการแพทย์เพื่อสันติภาพญี่ปุ่น ได้รับรางวัลแกรนด์ไพรซ์ เท็สซ่า มอร์ริส ซูซูกิ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้รับรางวัลสาขาวิชาการดีเด่น

ทั้งนี้ คณะกรรมการ ได้พิจารณาให้เหตุผลของการมอบรางวัลดังกล่าวให้แก่ นายอภิชาติพงศ์ ว่า เป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ด้วยวิธีการใหม่ๆ ซึ่งสร้างอารมณ์ความรู้สึกในโลกของภาพยนตร์ โดยนอกจากจะเป็นผู้สร้างภาพยนตร์แล้ว ยังเป็นผู้กำกับ ผู้เขียนบท เรียบเรียง โดยงานของอภิชาติพงศ์ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากวิธีการใหม่ๆ ในการเล่าเรื่องด้วยภาพ โดยนำเรื่องราวมาจากเรื่องเล่าพื้นบ้าน ตำนาน ผสมผสานกับความทรงจำของบุคคล เรื่องราวช่วงเวลาจากอดีตและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นในปัจจุบัน จึงพิจารณาให้รับรางวัลนี้

สำหรับ บุคคลที่ได้รับรางวัลนี้ทั้งหมดจำนวน 96 คนจาก 27 ประเทศ ในบรรดาผู้ที่ได้รับรางวัล มีคนไทยที่เคยได้รับรางวัลนี้ทั้งหมด 6 คนด้วยกัน ได้แก่ ศร. พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธ์ ปราโมช (ปี 1990) หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล (ปี 1994) ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ (ปี 1999) อาจารย์ ถวัลย์ ดัชนี (ปี 2001) และ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม (ปี 2007) ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (ปี 2012) และ นายอภิชาติพงศ์ นับเป็นคนไทยคนที่ 7 ที่ได้รับรางวัลนี้

นายอภิชาติพงษ์ กล่าวว่า นับเป็นเกียรติ และเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งที่ตนได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลดังกล่าว และที่สำคัญที่สุดคือ มีคนเห็นค่าของผลงานที่เราทำ ทำให้เห็นว่า งานภาพยนตร์ไร้พรมแดน สามารถสื่อสารให้คนทั่วทั้งโลกได้รับรู้ได้ แต่ตอนนี้ ประหลาดใจเล็กๆว่า เราอายุเพียง 42 ปี ก็สามารถได้รางวัลนี้มาครอง จึงจะต้องยิ่งพัฒนาฝีมือ ทำเวิร์กชอป แลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นจากผู้สร้าง ผู้ผลิตหลายๆ ประเทศ และทำให้คนทั้งโลกเห็นคุณค่าของภาพยนตร์ไทยให้มากขึ้น รวมถึงภาครัฐ อยากให้สนใจคนทำภาพยนตร์ เพราะตอนนี้หลายคนรู้สึกน้อย เพราะการสร้างภาพยนตร์มีข้อจำกัดมากมาย ทั้งในการนำเสนอ การตรวจพิจารณา จึงอยากให้การสร้างภาพยนตร์มีอิสระทางด้านวิชาชีพเหมือนกับองค์กรอื่นๆ อย่างไรก็ตามตนจะเดินทางไปรับรางวัล ในเดือน สิงหาคมนี้