Green Shoppers แด่เธอที่รัก(ษ์)

Green Shoppers แด่เธอที่รัก(ษ์)

ไม่ว่าจะเป็น “กระแส” หรือ “แฟชั่น” แต่การหันกลับมาดูแล “เรา และ “โลก” บ้าง ก็ถือเป็นก้าวหนึ่งของการต่อลมหายใจให้ทั้ง “เรา” และ “โลก” ได้

สึนามิที่ญี่ปุ่น พายุหมุนที่พม่า น้ำป่าที่ฟิลิปปินส์ แผ่นดินไหวในหลายประเทศ เหล่านี้ล้วนมีเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่คิดถึง "คนอื่น" ซึ่งคำว่า "คนอื่น" ไม่ได้มีความหมายจำกัดอยู่แค่มนุษย์ด้วยกัน แต่มันยังกินความกว้างไปถึง "สิ่งแวดล้อม" ที่อยู่รอบตัวเราด้วย

Think - Eat - Save - "กิน อยู่ รู้คิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" จึงเป็นหัวข้อรณรงค์ในวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2013 ที่กำหนดโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ เพื่อประกาศให้ทุกคนตระหนักรู้ร่วมกันว่า โลกถึงนาทีวิกฤตแล้ว ทุกคนควรใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด

ถึงเวลาหรือยังที่ "คุณ" จะคิดถึง "ธรรมชาติ หรือ “สิ่งแวดล้อม" ในฐานะเพื่อนที่ "น่ารัก(ษ์)" คนหนึ่ง

=====================

มีคน 1 ใน 7 ตั้งใจอดอาหารก่อนเข้านอนทั้งๆ ที่ท้องหิว แต่ประชากรอีก 800 ล้านคนทั่วโลกหิวจริงๆ เพราะพวกเขาขาดแคลนอาหาร นี่ยังไม่นับรวมเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบอีกราว 20,000 คนต่อปี ที่ต้องเสียชีวิตไปเพราะไม่มีอะไรประทังชีวิต

หากมองจากสถิตินี้ดูเหมือนโลกจะมีปัญหาเรื่องปริมาณอาหารที่ไม่เพียงพอ แต่เปล่าเลย เพราะทุกๆ ปีทั่วโลกจะมีอาหารที่ถูกทิ้ง(food waste) มากถึง 1,300 ล้านตัน หรือราว 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นทั้งหมด นั่นแปลว่าโลกไม่ได้ขาดแคลนอาหารจริงๆ

แล้วทำไมยังมีคนบางส่วนที่ต้องทนทุกข์ทรมาน?

ความเหลื่อมล้ำอาจเป็นคำตอบหนึ่ง ซึ่งการกินอยู่อย่างมีสติและรับผิดชอบต่อสังคม จะช่วยลดปริมาณอาหารที่ถูกทิ้งได้ ทั้งยังมีส่วนช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะอาหารที่ถูกทิ้งเหล่านั้นคือต้นเหตุของก๊าซมีเทนที่เป็นก๊าซเรือนกระจก และมีอานุภาพที่ทำให้เกิดโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซต์ถึง 23 เท่า

“โลกร้อน” เป็นคำที่สะท้อนการใช้ชีวิตแบบเกินพอดีของมนุษยชาติมาพักใหญ่ และมันก็ทำให้หลายคนตระหนักถึงความหมายของคำว่า “สิ่งแวดล้อม” ได้เป็นอย่างดี

=====================

หลายประเทศยกให้ปัญหานี้เป็นปัญหาระดับชาติที่ทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไข เราจึงมักเห็นนโยบาย “Go Green” เต็มไปหมด

ประเทศไทย แม้จะยังไม่มีนโยบายเกี่ยวกับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน(ยกเว้นการจัดการน้ำที่ยังเป็นปัญหา) แต่ก็เห็นว่ามีการตื่นตัวของประชาชนที่รักตัวเองและรักโลกอยู่มากมาย ซึ่งจุดเริ่มต้นของทุกคนดูจะคล้ายกัน นั่นคือ จะลดปัญหาใหญ่ระดับโลกได้ต้องเริ่มใส่ใจจากตัวเอง

“ไปไหนเราจะมีถุงผ้าติดตัวไว้ ซื้อของไม่กี่ชิ้นก็หยิบใส่ถุงผ้าได้เลย แล้วเราก็จะสอนลูกเรื่องของการใช้ชีวิตที่สมดุลกับธรรมชาติ พูดไปแล้วเหมือนโม้ แต่เราตระหนักมากเรื่องของการเป็นส่วนหนึ่งที่จะแบ่งเบาธรรมชาติได้” พรทิพย์ ฝนหว่านไฟ ผู้ประสานงานเครือข่ายพุทธิกา อธิบายถึงการใช้ชีวิตในฐานะ “ผู้บริโภคสีเขียว” ที่เริ่มมานานนับสิบปี

“ผู้บริโภคสีเขียว” หรือ Green Shoppers นั้น ถือเป็นคนกลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้นจากกระแสรักษ์โลก ซึ่งตามรายงานการวิจัยเรื่อง The Green Shoppers เปิดหัวใจนักชอปรักษ์โลก ของนักศึกษาวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงพฤติกรรมของ Green Shoppers ไว้ว่า เป็นคนที่ใส่ใจต่อสุขภาพตนเองและคนรอบข้าง รวมถึงใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

“หลายคนมอง Green Shoppers ว่าเป็นคนที่รักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักสุขภาพ ช่างเลือก แต่สิ่งที่ Green Shoppers คิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเอง นั่นก็คือ ตัวเองเป็นคนที่คิดถึงอนาคตของโลกว่าอีก 10 หรือ 20 ปี โลกจะอยู่อย่างไร และไม่ใช่แค่ใส่ใจตัวเองเท่านั้น ยังมีการใส่ใจคนรอบข้าง รวมถึงเป็นคนง่ายๆ ติดดิน” อภิลักษณ์ สุพิทยาพร เภสัชกรผู้ทำรายงานวิจัย อธิบาย

สำหรับ Green Shoppers อย่างพรทิพย์ เธอเริ่มต้นชีวิตจากการรักสุขภาพตัวเองก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ขยับมานึกถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว เธอเล่าว่า สุขภาพกายคือเรื่องใกล้ตัว ในกรณีของเธอเริ่มจากการปฏิเสธเนื้อสัตว์ แล้วเปลี่ยนมารับประทานอาหารมังสวิรัติ จากนั้นเลือกวัตถุดิบที่ปลอดจากสารเคมี และใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งบางอย่างแม้จะมีราคาสูงแต่ฝนทิพย์บอกว่า เธอยอมจ่าย

"เพื่อสุขภาพเรายอมจ่ายนะ อีกอย่างเป็นการสนับสนุนชุมชนด้วย ถ้าเราไม่ซื้อเขาคงขายไม่ได้ เสร็จแล้วเขาก็กลับเข้าไปสู่ระบบ(ผลิตสินค้าแบบอุตสาหรกรรม) เหมือนข้าวออร์แกนิก ผักออร์แกนิก เรายินดีซื้อเลยนะ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ผลิตด้วย"

สอดคล้องกับงานวิจัยของนักศึกษาวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่บอกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยืนยันว่าเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน

เภสัชกรอภิลักษณ์ บอกว่า กระแสรักษ์โลกทำให้ปัจจุบันมีผู้ผลิตสินค้าสีเขียว หรือ Green Products ออกมาจำหน่ายในท้องตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งสินค้าประเภทนี้จะคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักการ 3R

"Reduce หมายถึง การลด ยกตัวอย่างเช่น การลดการใช้บรรจุภัณฑ์หรือสารเคมีที่มากเกินความจำเป็น Reuse การนำสินค้ากลับมาใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง และ Recycle การนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น นำวัสดุที่ใช้แล้วนำมาแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ซ้ำอีกครั้ง"

=====================

เมื่ออุปสงค์(Demand)สูง อุปทาน(Supply)ก็มากตามมาด้วย ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย เมื่อปี 2555 ระบุว่า มูลค่าตลาดรวมของสินค้าเพื่อผู้บริโภคสีเขียวมีมากถึง 126,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

"หมวดแรกเป็นสินค้าในหมวดหมู่ยา อาหารเสริม และเครื่องสำอางจากสมุนไพร ตลาดนี้มีมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านบาท และยังมีการเติบโตของตลาดอย่างต่อเนื่องด้วย เช่น เครื่องสำอางของเขาค้อทะเลภูที่ไม่มีการใช้สารเคมีในทุกขั้นตอน อาหารเสริมจากอภัยภูเบศร์ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของมาเธอร์เอิร์ธ หมวดที่สองเป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม มีมูลค่าตลาดถึง 50,000 ล้านบาท และยังมีการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น บรรจุภัณฑ์กระดาษที่สามารถย่อยสลายได้ของบริษัทเคเอ็มพี แก้วกาแฟรักษ์โลกจากร้านอเมซอน สามารถย่อยสลายได้โดยใช้เวลาเพียง 180 วันเท่านั้น

หมวดที่สามเป็นอาหาร เครื่องดื่ม และผักผลไม้เพื่อสุขภาพ มีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านบาท มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น นมออร์แกนิกของแดรี่โฮม ผักสดออร์แกนิกหรือผักอินทรีย์จากรังสิตฟาร์มที่ได้รับเครื่องหมาย organic thailand เป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกว่าสินค้านั้นๆ เป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง ให้การรับรองโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หมวดสุดท้ายคือเคมีภัณฑ์สีเขียวในครัวเรือน หมวดนี้ยังมีการเติบโตที่ไม่เด่นชัดมากนัก แต่มูลค่าตลาดสูงถึง 1,600 ล้านบาทเลย เช่น ผลิตภัณฑ์ของโกลเด้นท์ ฟาร์ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของกรีนโฮม" เภสัชกรอภิลักษณ์ อธิบาย

ส่วนสถานที่ที่ Green Shoppers จะไปเลือกซื้อสินค้ามากที่สุด คือ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ร้าน ECO Shop และงานแฟร์ หรืองานนิทรรศการต่างๆ

"เราต้องปรับวิถี อย่างที่บ้านจะปลูกผักกินเอง ข้าวก็สั่งจากเครือข่ายที่อำเภอกุดชุม จังหวัดสุรินทร์ เป็นข้าวกล้องเกษตรอินทรีย์ที่เราวางใจได้ ส่วนของใช้ต่างๆ เช่นโฟมล้างหน้าเราไม่ใช้ เราใช้ถั่วเขียวบดล้างหน้า แชมพูของอภัยภูเบศร์ เพราะหาซื้อง่าย ส่วนสบู่หรือของใช้อื่นๆ ก็มาจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในร้านทางเลือกทั้งหลาย เราอยู่ในแวดล้อมของคนที่รักสุขภาพก็จะหาซื้อง่าย แต่อันไหนที่หาซื้อยากเราก็ดิ้นรนนะ เขาว่ามีตรงไหนก็เดินทางไป เราจะไม่ให้เรื่องความยากเป็นข้อจำกัดที่มาบีบรัดเรา” พรทิพย์ บอก

ด้าน พิมพ์ชนก หิรัญบวรทิพย์ ครูสอนโยคะเด็ก โรงเรียนแย้มสอาด ลาดพร้าว ที่กำลังเข้าสู่วงการ Green Shoppers บอกว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยการลดเนื้อสัตว์ใหญ่ รวมถึงอาหารขยะ(junk foods) ต่างๆ ทำให้ชีวิตเธอดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้เธอยังเผื่อแผ่วิธีการนี้ให้กับคนรอบข้างด้วย

"สุขภาพดีขึ้น เราจึงบอกต่อ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มาเรียนโยคะ เราก็จะสอนเขาว่าควรกินอะไรอย่างไร ส่วนเรื่องผลิตภัณฑ์หรือของใช้ก็เลือกที่เป็นธรรมชาติ อย่างแชมพูจากดอกอัญชัญ หรือครีมว่านหางจระเข้ คือเป็นของที่เราใช้แล้วเห็นว่ามันดีต่อเราจริงๆ ก็เลยเลือกใช้"

แม้จะบอกว่าตัวเองเป็น Green Shoppers แบบกลางๆ คือยังไม่เขียวจัด แต่พิมพ์ชนกก็อดที่จะซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพทุกครั้งที่โอกาสเอื้ออำนวย และหากผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นๆ ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ด้วย เธอยิ่งสนับสนุน

=====================

ไม่เพียงแค่กลุ่ม Green Shoppers เท่านั้นที่มีตัวเลขเติบโตแบบก้าวกระโดด ผู้ให้บริการหรือร้านจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

อดิศักดิ์ แก้วรากมุก ผู้ก่อตั้งร้าน Urban Tree ร้านจำหน่ายสินค้าสุขภาพที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง เล่าว่า แต่เดิมนั้นเขาก็เคยเป็น Green Shoppers เช่นกัน แต่เมื่อต้องการขยายความชอบเรื่องการดูแลสุขภาพและรักษ์โลกสู่เพื่อนพ้องคนอื่นๆ บ้าง จึงหันมาเป็นผู้ให้บริการเรื่องนี้โดยตรง

"ผมเชื่อว่าประเทศไทยเป็นประเทศออร์แกนิกพันเปอร์เซ็นต์เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว น่าเสียใจมั้ยครับ ปู่ย่าตายายเราเป็นออร์แกนิกฮีโร่ของโลก เพราะเราไม่มีการใช้สารเคมี แต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว พอมี Green Revolution สังเกตว่าความเจ็บป่วยเกิดขึ้น ซึ่งมันจะชี้วัดว่าประเทศไทยผ่านมายังไง...การเติบโตของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งสูงขึ้นตามปริมาณเคมีที่เรานำเข้าประเทศไทย เพราะฉะนั้นความเจ็บป่วยจากโรคมะเร็งไม่ได้มาจากที่ไหนครับ มาจากสบู่ ยาสีฟัน อาหาร เครื่องสำอาง ของกินของใช้ ที่สำคัญเลยคืออาหาร ชัดเจนเลยว่าอาหารนำมาสู่การเป็นมะเร็ง นำมาสู่การเป็นเบาหวาน นี่จึงเป็นที่มาของความแตกต่างของสินค้าเพื่อสุขภาพ นั่นก็คือ ให้ความสำคัญกับอาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสังคม"

จิตสำนึกร่วมในการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด เพื่อโลก เพื่อเรา กำลังกลายเป็นประเด็นที่ทุกคนต้องตระหนัก และดูเหมือนสถานการณ์แห่งความ "รักษ์" นี้จะยังมีอนาคตที่สดใสต่อไป สังเกตได้จากคนที่มีหัวใจสีเขียวที่เพิ่มปริมาณขึ้นทุกวัน

และแม้ว่ามันจะเป็นไปตามกระแสหรือแฟชั่น แต่การหันกลับมาดูแลและรักษ์โลกของคนทุกชนชั้น ก็เป็นปรากฏการณ์ในแง่บวกที่ควรสนับสนุน.