กก.พานแว่นฟ้ายึดวัตถุประสงค์เดิม-ไม่เปลี่ยน

กก.พานแว่นฟ้ายึดวัตถุประสงค์เดิม-ไม่เปลี่ยน

กรรมการพานแว่นฟ้ายันผลงานวรรณกรรมปีที่ 12 ยึดวัตถุประสงค์เดิม-ไม่เปลี่ยน แม้กก.ม.112 ร่วมพิจารณา

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช กรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา แถลงผลการประชุมคณะกรรมการฯ ถึงการประกวดรางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภาไทย ปีที่ 12 ว่า ที่ประชุมวันนี้ (3 มิ.ย.) มีนายนุกูล สัญฐิติเสรี รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมฯ ซึ่งเป็นครั้งแรก หลังจากที่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนน์ ประธานสภาฯในฐานะประธานรัฐสภา มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการฯ คนใหม่ จำนวน 13 คนแทนคณะกรรมการในสัดส่วนของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยที่ถอนตัวออกจากการเป็นกรรมการร่วม ทั้งนี้ผลการประชุมมีการเปลี่ยนแปลง 3 ประเด็น คือ 1.ชื่อรางวัล จากเดิมที่ชือว่า “รางวัลพานแว่นฟ้า” เป็น “รางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภาไทย” เหตุที่เพิ่มคำว่า “แห่งรัฐสภาไทย” เพื่อให้สังคมและประเทศกลุ่มประชาคมอาเซียน (เออีซี) ได้รับรู้ว่า การส่งเสริมงานวรรณกรรมการเมืองให้โอกาสนักเขียน เรื่องสั้น บทกวี แสดงผลงานได้

รวมถึงเพื่อยกย่องสถาบันรัฐสภา ที่ให้การสนับสนุนรางวัลดังกล่าว 2.เงินรางวัล ที่เพิ่มให้แต่ละรางวัลเป็น 2 เท่า คือ รางวัลยอดเยี่ยม จำนวน 1 รางวัลๆ ละ 1 แสนบาท จากเดิมให้รางวัลละ 5 หมื่นบาท รางวัลดีเด่น จำนวน 1 รางวัลๆ ละ 6 หมื่นบาทจากเดิมที่ให้รางวัลละ 3 หมื่นบาท รางวัลชมเชย จำนวน 10 รางวัลๆ ละ 2 หมื่นบาท จาเดิมที่ให้รางวัลละ 1 หมื่นบาท ทั้งนี้เพื่อสะท้อนคุณค่าของผลงาน และ 3.รางวัลที่ชนะเลิศจะได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ไปสู่ประเทศในประชาคมอาเซียน เพื่อให้ต่างประเทศได้มีโอกาสอ่านและรับรู้วรรณกรรมการเมืองของไทยด้วย

นายบุญเลิศ กล่าวต่อว่า สำหรับเวลาการส่งผลงาน คณะกรรมการได้มีมติแก้ไข เพื่อให้บุคคลที่อยากส่งผลงานมีเวลาสร้างสรรค์ คือ ขยายเวลาส่งผลงาน ไปจนถึงวันที่ 28 มิ.ย. ทั้งนี้จะมีการประกาศรายชื่อผลงานที่ผ่านการกลั่นกรอง วันที่ 2 ส.ค. จากนั้นจะประกาศชื่อผลงานที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่การตัดสินรอบสุดท้าย วันที่ 30 ส.ค. และจะมีการมอบรางวัล โดยประธานรัฐสภา ในวันที่ 20 ก.ย. สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกผลงานที่ส่งเข้าประกวด ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงและยึดตามหลักเกณฑ์เดิม คือเป็นบทกวีการเมืองเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผู้สื่อข่าวถามถึงที่รายชื่อของบุคคลที่เข้ามาเป็นกรรมการฯ คนใหม่แทนกรรมการกลุ่มสมาคมนักเขียนที่ลาออกไป นายบุญเลิศ กล่าวว่า เป็นการเสนอชื่อโดยคณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา จากนั้นได้ส่งชื่อให้สำนักเลขาธิการสภาฯ พิจารณาคัดเลือก โดยบุคคลที่ถูกเสนอชื่อนั้นได้รับการพิจารณาจากประวัติและคุณสมบัติแล้วว่าเหมาะสม คือ เป็นผู้ที่อยู่ในวงการนักเขียน มีประสบการณ์ และมีความเหมาะสม

ถามต่อว่า สำหรับกรรมการคนใหม่ เช่น นายปราบดา หยุ่น นักเขียนและนักเคลื่อนไหวในกลุ่ม ม.112 จะทำให้ผลการตัดสินรางวัลขัดหรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การจัดโครงการที่เน้นวรรณกรรมการเมือง ในระบอบการปกครอง ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขหรือไม่ นายบุญเลิศ กล่าวว่า การพิจารณาผลงานที่เสนอเข้ามานั้น เบื้องต้นจะมีคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาผลงานก่อน นำมาเสนอให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาตัดสินอีกครั้ง โดยรางวัลแต่ละประเภทมีหลักเกณฑ์ไว้อยู่แล้ว ส่วนผลงานที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือเรื่องอื่นๆ หากคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ก็จะไม่ได้รับการคัดเลือก

ถามย้ำว่าทัศนคติของกรรมการฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพิจารณาเลือกชิ้นงานหรือไม่ นายบุญเลิศ กล่าวว่า ทัศนคติเป็นความเห็นส่วนตัวของคณะกรรมการ แต่การพิจารณาผลงานที่นำเสนอและจะได้รับการพิจารณาหรือไม่นั้น ต้องนำมาอภิปราย และพิจารณาในชั้นกรรมการชุดใหญ่ และให้ที่ประชุมได้ตัดสิน

ด้านนายจักรกฤษณ์ สิริริน บรรณาธิการสำนักพิมพ์ฟุตเวิร์ค ฐานะกรรมการฯ เปิดเผยว่า สำหรับผลงานที่จะส่งเข้าประกวด ในปี2556 คณะกรรมการอนุญาตให้ผลงานที่เคยได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์เข้าประกวดรางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภาไทย ปีที่ 12 นี้ด้วย รวมถึงจะประกาศให้สังคมได้รับทราบถึงรายชื่อผลงานที่ผ่านการกลั่นกรอง หรือได้รับเลือกในรอบแรกจากกรรมการด้วย สำหรับเนื้อหาของผลงานที่จะส่งเข้าประกวด ยังคงยึดตามวัตถุประสงค์เดิม