แม้ว่าสัตว์ 6 ขาน่ารังเกียจอย่าง 'แมลงสาบ' จะทำให้เราปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ไม่น้อย แต่รู้หรือไม่ว่า แง่มุมเล็กๆ ในการดำรงชีพของมัน
กลับเป็นตัวอย่างดีๆ ให้มนุษย์สามารถหยิบยกมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
. . .
แมลงสาบอยู่บนโลกนี้มานานกว่า 300 ล้านปี
...นานกว่าไดโนเสาร์
แมลงสาบสามารถรอดตายจากระเบิดที่ฮิโรชิมา
แมลงสาบยังดำรงชีพอยู่ได้ในวิกฤตฟองสบู่แตก
สิ่งมีชีวิตที่อยู่อย่างมีความสุขได้ในเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ก็คือ แมลงสาบ
และยังคงอยู่ต่อไป แม้มนุษย์จะสูญพันธุ์ ?
นี่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่างแมลงสาบเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ถูกนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการไว้ที่มิวเซียมสยาม ภายใต้สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ซึ่งชี้ชวนให้ผู้เข้าชมได้กระตุกต่อมคิดว่า ทำไมสัตว์ที่เรามองว่าสกปรก เห็นทีไรต้องร้องยี้แล้ววิ่งหนี (และจะน่ากลัวเป็นพิเศษเมื่อมันบิน!) จึงมีความน่าสนใจและน่าศึกษาถึงวิถีการดำรงชีวิตของมัน
แมลงสาบเบื้องต้น
ย้อนกลับไปมองดูสัตว์ชนิดนี้กันสักนิด ว่ากันว่าแมลงสาบเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ อยู่รอดมาได้หลายร้อยปีโดยไม่สูญพันธุ์ มีข้อมูลจากสารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย ระบุว่า จากการศึกษาซากฟอสซิลของแมลงสาบ บ่งชี้ได้ว่า แมลงสาบได้ถือกำเนิดมาบนโลกนี้ยาวนานกว่ามนุษย์หลายเท่า(ประมาณ 250 ล้านปีมาแล้ว) และพบว่ามีฟอสซิลของแมลงสาบที่เคยมีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกันกับไดโนเสาร์ คือ มหายุคมีโซโซอิก (Mesozoic Era) แมลงสาบสามารถปรับตัวได้กับทุกสภาพแวดล้อมเนื่องจากแมลงสาบกินทุกอย่างเป็นอาหาร บางสายพันธุ์สามารถกินไม้ได้ด้วย แมลงสาบมักปรากฏตัวในประเทศเขตร้อน ส่วนแมลงสาบในประเทศไทยมักจะอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน แหล่งของเสีย ขยะ โรงผสมอาหารสัตว์ ฯลฯ
"มันกินได้ทั้งของสด ของเสีย ของใช้ทั้งยาสีฟัน สบู่ พลาสติก ของที่ทิ้งในขยะ คืออาหารของมันเหลือเฟือ ไม่อดตาย เวลาใช้ยาฆ่าแมลงฉีดพ่นก็เป็นการฉีดแบบสุ่มๆ โดนบ้างไม่โดนบ้าง ก็ทำให้ส่วนใหญ่รอด" กสิน ศุภปฐม นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ฝ่ายศึกษาควบคุมแมลงโดยใช้สารเคมี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อธิบาย และเล่าต่อว่านอกจากความสามารถในการปรับตัวและกินได้ไม่เลือกแล้ว ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้มันอยู่รอดได้แม้ว่าปัจจุบันจะมีการคิดค้นผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงสูตรใหม่ๆ ออกมามากมายแต่ดูเหมือนจะไม่สามารถกำจัดพวกมันได้ตามประสงค์
นั่นก็เพราะลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรมการกินการอยู่ที่เอื้อต่อการเอาตัวรอดมากกว่าแมลงชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างที่แบนราบ มุดลอดไปตามซอกหลืบได้ง่าย วิ่งได้เร็ว ออกหากินเวลากลางคืนจึงรอดพ้นจากสายตาคน และอาศัยอยู่ในจุดอับมืดที่คนมองข้าม
"บ้านไหนแมลงสาบเยอะจะเสี่ยงต่อการทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ เพราะตามตัวของแมลงสาบจะมีตัวไรที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้เกาะอยู่ รวมถึงแมลงสาบเป็นพาหะนำโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น ไข้ไทฟอยด์ ท้องร่วง แม้ว่าแมลงสาบจะเป็นสัตว์รักสะอาดเพราะจะใช้ขากรรไกรทำความสะอาดหนวดและขาของตัวเองเสมอ แต่ด้วยบริเวณที่มันหากินมักเป็นบริเวณที่สกปรก มีเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส เยอะไปหมด ถ้าโชคร้ายมันไต่มาบนอาหารที่เรากินเข้าไป เราก็ติดเชื้อได้"
นักวิทยาศาสตร์ท่านเดิมบอกอีกว่า ด้วยพฤติกรรมความเป็นอยู่ ความโกลาหล และความเร่งรีบของมนุษย์ ทำให้มีซอกมุมที่สกปรกหรือแหล่งทิ้งขยะมากขึ้น ซึ่งพื้นที่แบบนี้เองกลายเป็นสวรรค์ของเพื่อนตัวน้อยที่ทยอยกันมาอาศัยอยู่ทุกวี่วัน
"นี่มองตามสภาวะวิถีของมนุษย์เทียบกับของแมลงสาบนะ สิ่งที่มนุษย์ทิ้งนั่นแหละคือไปเพิ่มแหล่งที่อยู่ให้มัน คาดว่าตอนนี้น่าจะมีประชากรเพิ่มขึ้นและพัฒนาการดื้อสารเคมีมากขึ้นด้วย"
มา แล สาบ
หากมองในมุมของคนส่วนใหญ่ แมลงสาบมักจะถูกตีค่าว่าเป็นศัตรูตัวร้ายที่ต้องหาวิธีกำจัดให้สิ้นซาก แต่ในมุมมองของเยาวชนกลุ่ม Aruba จากภาควิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กลับมองแมลงสาบต่างออกไป
ทีม Aruba เป็นกลุ่มเยาวชนที่ชนะเลิศจากโครงการปั้นนักพิพิธภัณฑ์สายพันธุ์สยาม ครั้งที่ 3 พวกเขานำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับแมลงสาบที่แปลกแหวกแนวกว่าที่เคย โดยนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการที่ชื่อว่า 'มา แล สาบ' ชักชวนให้คนหันมามองแมลงสาบแล้วย้อนดูตัวเอง เป็นการหยิบยกเอาชีวิตของแมลงสาบมาเปรียบเทียบกับการดำเนินชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน
มุมมองของพวกเขาที่มองผ่านแมลงสาบเก๋ไก๋ไม่น้อย แบงค์ - อนุรักษ์ จันทร์ดำ หนึ่งในสมาชิกทีม Aruba เล่าถึงที่มาที่ไปว่า ในชีวิตประจำวันคนเราพบเห็นแมลงสาบกันอยู่เสมอ บางคนก็กลัว บางคนเคยหยิบมาแกล้งเพื่อน บางคนหาทางกำจัดมันออกไปด้วยวิธีการต่างๆ นานา แต่มันก็ไม่ตายสักที ประกอบกับได้รับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับแมลงสาบผ่านหูผ่านตาในโซเชียลมีเดียอยู่บ่อยๆ จึงทำให้เกิดไอเดียว่าน่าจะลองศึกษาแมลงชนิดนี้อย่างจริงจังดูสักครั้ง ในที่สุดก็พบว่าการดำรงชีพของมันมีความน่าสนใจ สามารถหยิบมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตได้ โดยเฉพาะในสังคมที่พวกเขาให้คำจำกัดความว่า 'อยู่ยากขึ้นทุกวัน'
"ยิ่งตอนน้ำท่วมก็ยิ่งเจอ ผมเองก็เคยสัมผัสมันมาเล็กน้อย เหมือนกับเรารู้จักมันมานานแล้วและคนมักพูดถึงมันในทำนองที่ว่ามันอึด มันตายยาก เพื่อนคนหนึ่งในทีมก็เคยหาวิธีกำจัดมัน ทั้งเทน้ำยาล้างห้องน้ำใส่ ทั้งหยิบใส่ชักโครก เคยหยิบใส่ถุงแล้วเอาไปปล่อยในห้องเรียน เป็นประสบการณ์ตรงที่เราเห็นมา คิดว่ามันเป็นสัตว์ที่มีความพิเศษในตัวเองชนิดหนึ่งเลย เราก็เลยอยากศึกษาต่อ ประกอบกับมาทำโครงการนี้ภายใต้แนวคิดนิทรรศการกู้โลก เราจึงนำเอาความรู้ที่ได้ศึกษามา เอามาเชื่อมโยงและถ่ายทอดเป็นนิทรรศการที่เราคิดว่ามันน่าจะให้ข้อคิดกับคนที่มาชมได้"
ภายในนิทรรศการนี้ได้ยกตัวอย่างปัญหาชีวิตของคนในสังคมปัจจุบันออกมาเปรียบเทียบกับของแมลงสาบให้เห็นชัดเจน เช่น เด็กเบื่อกับข้าวที่บ้าน ไม่อร่อย ไม่อยากกิน แต่แมลงสาบกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน, วัยรุ่นคิดไม่ตกว่าจะเอนท์เข้าคณะอะไร มหาวิทยาลัยไหนดี แต่แมลงสาบมีเป้าหมายแน่นอนในการทำภารกิจ(ออกหากิน)ในแต่ละวัน, วัยรุ่นชายจีบหญิงไม่ติดเพราะไม่ดูแลตัวเอง แต่แมลงสาบรักสะอาด ทำความสะอาดหนวดและขาเสมอ, ผู้ใหญ่วัยกลางคนที่ตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ทัน แต่แมลงสาบรู้จักปรับตัว เป็นต้น
"ไม่ได้หวังว่าคนมาดูแล้วจะกลับไปเปลี่ยนแปลงตัวเองในทันที แต่พอเขาได้รับรู้ข้อมูลตรงนี้แล้วกลับไปคิด อาจจะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้ไม่มากก็น้อย เราพยายามยกตัวอย่างปัญหาในการดำเนินชีวิตที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะประสบกับปัญหาที่เรายกมา แต่มันทำให้คิดได้ว่าสุดท้ายแล้วปัญหาหรือความทุกข์ในการดำเนินชีวิตทุกอย่างมันเกิดขึ้นที่ตัวเรามากกว่า ไม่ใช่ว่าต้องเป็นแมลงสาบมาแก้ปัญหา จริงๆ แล้วคือตัวเรานั่นแหละ แต่ว่าเรานำเรื่องแมลงสาบมาเล่าเพื่อให้มันดูน่าสนใจแล้วก็ให้แมลงสาบเป็นตัวนำพาให้คนมาดูคอนเทนต์ของเรา"
จากแมลงสาบ สู่แมลงไอเดีย
ผลงานของทีม Aruba ไม่เพียงแต่จะเป็นนิทรรศการที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดแนวคิด ความรู้ ความสนุก ไปสู่ผู้เข้าชมเท่านั้น แต่ไอเดียเก๋ๆ ของพวกเขายังเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่ของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้วงการพิพิธภัณฑ์ของเมืองไทยอีกด้วย
ราเมศ พรหมเย็น ผอ.สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ บอกว่า การทำงานลักษณะนี้จำเป็นต้องมีคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน วงการพิพิธภัณฑ์ทุกวันนี้ต้องนำเสนอเรื่องราวที่สนุกสนานและแปลกใหม่มากขึ้น จึงจะสามารถดึงดูดให้ประชาชนหรือวัยรุ่นวัยเรียนให้เดินทางเข้ามาชม มาศึกษา มาขบคิด มาแสวงหาความรู้ มาสร้างสรรค์ภูมิปัญญาของเขาในมุมมองที่สนุกสนานจากพิพิธภัณฑ์
"พอเป็นผู้ใหญ่บางครั้งการคิดงานมันก็ตันเหมือนกัน บางครั้งมุมมองของเด็กๆ อาจจะใหม่กว่าและสามารถให้แนวคิดกับผู้ใหญ่ได้มากมาย และด้วยวัตถุประสงค์ที่ผมคิดมาตั้งแต่ต้น คือ อยากจะกระตุ้นเยาวชนให้เห็นความสำคัญในการสร้างกระบวนการคิด โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องแปลกใหม่ เรื่องที่มีเหตุผล เรื่องที่เป็นจริง เรื่องที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับ อยากให้เขาเข้ามาทำนิทรรศการที่สามารถนำเสนอต่อสาธารณะได้ มันก็จะสร้างกระแสให้คนยอมรับการเรียนรู้ผ่านการนำเสนอประเภทนี้ได้ เพื่อให้ประเทศเราหรือพิพิธภัณฑ์ของไทยเป็นสถานที่ที่เยาวชนหรือคนรุ่นใหม่มาใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์"
เช่นกันกับมุมมองของ สมชัย ส่งวัฒนา เจ้าของธุรกิจแบรนด์ Fly Now และเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้(องค์การมหาชน) ที่บอกว่าแนวคิดของกลุ่ม Aruba เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่มีความสดใหม่ และรู้จักเลือกใช้วิธีนำเสนอที่สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ ซึ่งเป็นวิธีคิดของคนทำงานในแวดวงนักออกแบบที่ควรต้องมี เพื่อสร้างสิ่งใหม่ให้สังคมไทย และขับเคลื่อนให้ก้าวหน้า
"เรื่องใดก็ตามที่มีประโยชน์เยอะๆ นำเสนอแบบเดิมๆ จะไม่มีคนดู เรื่องใดที่ทำให้ดูสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ ก็มักจะไม่ให้ประโยชน์ แต่นิทรรศการนี้ทำได้ทั้ง 2 ประเด็น คือ คอนเทนต์น่าสนใจ มีโปรดักส์ที่ดี และสนุกสนานไปพร้อมกัน จริงๆ เราทำงานไม่ต้องเยอะแต่ดึงความฉลาด ดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้มาก วันนี้ routine เป็นเรื่องน่ากลัว มนุษย์เต็มไปด้วยงาน routine ซึ่งมันไม่ได้ทำให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แต่ว่ามุมมองใหม่ๆ และบวกกับ routine เข้าไป สิ่งนี้จะทำให้สังคมของเราพัฒนาไปสู่จุดที่เราอยู่ได้ แข่งขันได้ และก็มีความสง่างาม"
เพียงแค่ใส่ไอเดียสร้างสรรค์เข้าไป จากสิ่งที่เคยน่าเบื่อก็กลับกลายเป็นสิ่งใหม่ที่น่าสนใจขึ้นมาได้ แมลงที่น่ารังเกียจตัวนี้ก็เช่นกัน หากลองมองมุมใหม่มันก็กลายร่างเป็นแมลงไอเดียส่งต่อข้อคิดดีๆ มาสู่มนุษย์เราได้อย่างไม่น่าเชื่อ





