ปีพ.ศ. 2505 เป็นศักราชที่มีความหมายยิ่งในทางประวัติศาสตร์
เพราะไม่เพียงเป็นจุดสิ้นสุดของคำถามที่ว่าใครเป็นเจ้าของอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหาร แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทระห่วางไทยกับกัมพูชาที่เรื้อรังยาวนานมากว่า 50 ปี
. . .
ภายหลังจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ดูเหมือนว่าชื่อของ ปราสาทพระวิหาร กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อโบราณสถานหลังนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของกัมพูชาในปี พ.ศ.2551 และกลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่เริ่มลุกลามบานปลาย กระทั่งกัมพูชาได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 และนำมาซึ่งการให้การด้วยวาจาต่อศาลโลก ระหว่างวันที่ 15-19 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งใครที่มีโอกาสติดตามการถ่ายทอดสดและการเสนอความเห็นของบรรดานักวิชาการ คงได้ลุ้นและได้ความรู้ไปพร้อมๆ กัน
แต่คดีนี้ยังไม่จบ และไม่ควรจบแบบทิ้งปมไว้เป็นภาคต่อ ระหว่างรอคำตัดสินของศาลโลกรอบสอง ลองมาดูกันว่าเรื่องนี้มีมุมไหนให้มองและหาทางออกได้บ้าง
เหลียวหลัง...
ย้อนหลังถึงที่มาที่ไป ศรัณย์ บุญประเสริฐ นักเขียนผู้สนใจเรื่องภูมิศาสตร์และแผนที่ เสนอให้มองย้อนไปในประวัติศาสตร์ในวันที่ไร้เส้นพรมแดน "ในสมัยโบราณไม่เคยมีเส้นเขตแดนแบบในปัจจุบัน เป็นเพียงปริมณฑลทางอำนาจของรัฐแต่ละรัฐเท่านั้น เส้นแบ่งพรมแดนเกิดขึ้นในระบบรัฐสมัยใหม่ที่จะทำเขตเศรษฐกิจแบบทุนนิยมให้ชัดเจน ซึ่งการกำหนดเขตแดนเช่นนี้ได้มีส่วนในการทำลายบริเวณทางวัฒนธรรม"
"พอเราใช้วิทยาศาสตร์มากำหนดเขตแดนก็จะมีคำว่า สันปันน้ำ กับ สันเขา จริงๆ สันปันน้ำเราไม่ใช้คำว่า watershed เพราะ watershed คือต้นน้ำ สันปันน้ำเราจะใช้ได้ 2 อย่างคือ watershed divide หรือ drainage divide ก็ได้ สันปันน้ำไม่จำเป็นต้องเป็นสันเขา แต่สันเขาเป็นสันปันน้ำแน่นอน ซึ่งสันปันน้ำจะเป็นสันหรือไม่เป็นสันก็ได้ แต่ต้องแบ่งน้ำเป็นสองฝั่ง”
ในมุมนี้เขามองว่า คนมักจะนำความรู้ตรงนี้ไปพูดไม่ครบ อันที่จริงเขตแดนที่เขาวิหารนั้นดูง่ายมาก
“ถ้าถามผมตรงขอบผาก็คือสันปันน้ำ ถ้าหากเราไม่เอาสันปันน้ำเป็นพรมแดนจะเอาอะไร ตัวเขาพระวิหารอยู่ในเขตมณฑลทางอำนาจของอีสาน ซึ่งผมไม่ได้หมายถึงไทย แต่คือที่ราบสูงอีสาน เป็นบริเวณของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำมูล ไม่ได้อยู่ด้านล่าง”
ข้อมูลสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ แผนที่ 1 ต่อ 200,000 ที่กัมพูชาอ้างนั้นได้สำรวจเก็บข้อมูลขึ้นเมื่อปี 1904 และ 1907 และพิมพ์ปี 1908 เขาตั้งข้อสังเกตว่า "จะใช้เวลาเพียง 4 ปีในการทำแผนที่ได้อย่างไร" เพราะในสมัยนั้นยังไม่ใช้ระบบดาวเทียมเหมือนปัจจุบัน ต้องอาศัยการลงพื้นที่จริงและต้องวัดองศาโยงเข้ากับที่กรีนิชเท่านั้นจึงจะถูกต้องตามระบบแผนที่โลก ซึ่งแผนที่ของไทยได้ใช้วิธีการที่ถูกต้องตามระบบนี้ได้เวลาทำถึง 10 ปี แต่ก็ทำได้ในส่วนที่ติดกับลาวเท่านั้น
ศรัณย์ได้นำแผนที่ต้นแบบที่กัมพูชานำมาทำใหม่มาแสดงให้ดู โดยบอกว่าเป็นแผนที่ที่กัมพูชาได้ตัดเอาเฉพาะส่วนของเขาพระวิหารมาเป็นแผนที่ภาคผนวก 1 (Annex 1) ที่มีความผิดปกติ เพราะแผนที่ 1 ต่อ 200,000 นี้ ด้านบนใช้สเกล 1 ต่อ 50,000 แต่ด้านล่างใช้สเกล 1 ต่อ 200,000 ซึ่งในความเป็นจริงจะเอามาต่อกันไม่ได้ และยังกล่าวถึงความคลาดเคลื่อนของแผนที่ Annex I ที่แม้แต่ อลินา มิรอง ตัวแทนทีมทนายฝ่ายไทยก็ไม่ได้พูดถึงในศาลโลก
“ไทยยึดต้นแบบของแผนที่ระบบอเมริกัน มาตราส่วน 1 ต่อ 250,000 ส่วนกัมพูชาเอามาจากฝรั่งเศส (1 ต่อ 200,000) เอามาตัดเฉพาะส่วน แล้วเอามาใช้ในศาลโลก แผนที่ 2 มาตราส่วนนี้ก็ต่างกันเยอะ เทียบกันยาก แต่ที่น่าสนใจคือเมื่อคราวที่ขึ้นศาลโลกครั้งที่แล้ว (พ.ศ. 2554) ศาลโลกใช้พื้นที่ดาวเทียมในการกำหนดเขตปลอดทหาร ไม่ได้กำหนดเส้นพรมแดน”
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องสเกลไม่ตรงกันนั้นยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องของเส้นรุ้งเส้นแวงต้องตรงกัน ซึ่งแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ของฝรั่งเศสบอกไว้ว่า บริเวณใกล้กับเขาพระวิหารเป็นเส้นแวงที่ 102 องศา 20 ลิปดา ส่วนของศาลโลกบอกว่า 104 องศา ซึ่งห่างกันถึง 2 องศา
“ถ้าเรายึดแผนที่ของศาลโลก เส้น 102 องศา จะอยู่แถวๆ ภาคกลาง นครปฐม ฉะนั้นเมื่อเหลื่อมมา 2 องศา นี่เยอะมากจนรับไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าต้นแบบทำมา 100 ปีที่แล้วของฝรั่งเศส มีเส้นรุ้ง เส้นแวงหรือไม่ แต่ถ้ามีคือมั่วแน่นอน”
ขณะที่เส้นพรมแดนยังเป็นปัญหา รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการอิสระ ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้แสดงความกังวลถึงการเมืองที่อยู่เบื้องหลังฉากใหญ่ในเวทีระหว่างประเทศว่า “ในกรณีของมรดกโลกไม่ว่าคุณมิรองจะเก่งอย่างไร มันก็มีการเมืองซ่อนอยู่ ประเด็นกฎหมาย ฝ่ายไทยทำได้ดีมาก ฉีกหน้าฝรั่งเศสในเรื่องแผนที่ ที่ทำใหม่อยู่ตลอดเวลา”
อย่างไรก็ตามถึงที่สุดแล้วมรดกโลกพระวิหารควรมีการจัดการร่วมกัน ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ต้องสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น
"กรณีพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ต้องชี้แจงให้เห็นว่า บริเวณนั้นไม่ใช่บริเวณใกล้เคียงตัวปราสาท (vicinity) เพราะได้เข้ามาในอาณาเขตไทยมาก ทั้งยังเป็นป่าไม้และเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ อย่างไรก็ตามศาลโลกมีแนวโน้มที่จะเห็นใจกัมพูชาที่จะต้องมีพื้นที่จัดการในการเป็นมรดกโลก ปัญหาตอนนี้คือ เราจะให้พื้นที่ 4.6 ไหม ถ้าไม่ให้ จะให้ได้แค่ไหน ศาลโลกมีทางเดียวที่จะตีความในขอบเขตที่จำกัดเพื่อช่วยกัมพูชา และศาลโลกคงไม่กล้าเข้าไปถึงการใช้แผนที่ Annex I ถามว่าเราแพ้ไหม ผมว่าเราอาจจะได้แบบเสียน้อยหน่อย
ทางรอดของศาลโลกก็คือ ให้เป็นทวิภาคีไปตกลงกันเอง ถ้ามีการตกลงก็ต้องขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วยกัน เพราะพื้นที่ใดก็ตามที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทยต้องเก็บไว้แล้วก็เอามาแชร์กันเพื่อผลประโยชน์ ไม่ใช่ให้เป็นเอกสิทธิ์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง”
แลหน้า...
แม้ว่าข่าวคราวของคดีปราสาทพระวิหารจะถูกเบียดตกกระแสไปสักระยะหนึ่งแล้ว แต่นับถอยหลังอีกไม่กี่เดือน ปลายปีนี้ศาลโลกก็น่าจะมีถ้อยแถลงผลการตัดสินกรณีการยื่นคำร้องของกัมพูชา และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เมื่อถึงเวลานั้นหากไม่มีการเตรียมพร้อม ไม่ต้องเดาเลยว่า คำพิพากษาจะช่วยปลดล็อคหรือจุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่กันแน่
ศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็มั่นใจในหมัดเด็ดของตน แต่ถ้าพูดถึงความเป็นไปได้แล้ว คดีนี้เป็นคดีที่ไทยแพ้ เมื่อปี 2505 และคำขอกัมพูชาเรียกร้องให้ตีความเรื่องเขตแดน ไม่ใช่เรียกร้องเรื่องปราสาท
"ตามหลักธรรมนูญแล้ว การร้องขอตีความ ต้องไม่นอกเหนือคำพิพากษาเดิม เชื่อว่า ผู้พิพากษาศาลโลกจะทำงานหนัก เพราะต้องหาเหตุผล และจะตัดสินนอกเหนือคำพิพาษาเดิมคงเป็นไปได้ยาก ผลของคำตัดสินที่จะนำมาใช้ต่อไปในอนาคต ศาลต้องคำนึงถึงการยอมรับของคู่กรณี เพื่อรักษาศรัทธาของศาล เพื่อรักษาเสถียรภาพ ไม่ใช่คำพิพากษาออกมาแล้ว จะจุดชนวนให้เกิดการไม่ยอมรับเกิดขึ้น และกล้าฟันธงว่า ศาลจะไม่ตัดสินถึงพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร เพราะไม่มีความชัดเจนในเรื่องเส้นเขตแดน”
ในขณะที่นักกฎหมายจากรั้วธรรมศาสตร์ ศ.ดร.จาตุรนต์ ถิระวัฒน์ มองว่าคดีปราสาทพระวิหารมีความซับซ้อน แต่โดยส่วนตัวประเมินว่า ข้อต่อสู้ของฝ่ายไทย มีน้ำหนักที่ดีกว่า
"จากการประเมินการต่อสู้ทางกฎหมาย มีข้อสังเกตสามประการคือ หนึ่ง คดีนี้แปลกกว่าคดีทั่วไปตรงที่ฝ่ายชนะคดีเป็นฝ่ายขอให้ศาลตีความ คือฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ขอให้ศาลตีความ ปกติฝ่ายที่ต้องเป็นคนร้องขอให้ตีความต้องเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบคือฝ่ายไทย สอง องค์คณะที่ทำหน้าที่ในการตีความเวลานี้ ไม่ใช่องค์คณะที่ตัดสินคดี เมื่อปี 2505 สาม คำขอให้ตีความในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ระยะเวลาในการขอตีความ นานสุดไม่เกิน 2- 3 ปี แต่คดีนี้ผ่านมากว่ากึ่งศตวรรษ จึงมีนัยสำคัญกับคดี เพราะแสดงให้เห็นพฤติกรรมของแต่ละประเทศชัดเจน"
ดังนั้นการพิจารณาคดี ศาลโลกต้องระมัดระวังเพื่อให้เป็นคุณต่อผู้เสียเปรียบ ตามหลักธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทั้งนี้หากมีการร้องขอให้ตีความหลังคำตัดสินภายในระยะเวลา 2-3 ปี องค์คณะตัดสินสามารถอธิบายคำตัดสินได้โดยไม่ยุ่งยาก แต่องค์คณะตุลาการชุดปัจจุบันต้องตีความคำตัดสินของคณะตุลาการเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จึงต้องคำนึงถึงการยอมรับของคู่กรณีและประชาคมโลก เพื่อสร้างศรัทธาและเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต คำตัดสินต้องไม่เป็นเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นอีก
ทางที่ดี ดร.จาตุรนต์ เสนอว่าควรปล่อยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามกระบวนการทางการทูต เพราะอีกสองปีข้างหน้า เมื่อเป็นประชาคมอาเซียน เรื่องเขตแดนไม่น่าเป็นปัญหา และเชื่อว่าคำตัดสินที่ออกมาจะเป็นคุณกับประเทศไทยมาก เพราะศาลคงไม่ทำให้ประเทศที่แพ้อยู่แล้ว แพ้ไปมากกว่าเดิม
ทว่าเมื่อมองในมุมของนักรัฐศาสตร์ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าระหว่างนี้รัฐบาลไทยต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ผลคำพิพากษาที่จะมีออกมาจากนี้จะเป็นไปทางใดบ้าง เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจต่อผลที่จะเกิดขึ้น ป้องกันการไม่ยอมรับ
"รัฐบาลไม่ควรคาดหวังว่าจะมีชัยชนะ เพราะเหตุผลของทั้งสองฝ่ายต่างมีน้ำหนัก อาจทำใจได้ยากหากไม่เป็นดังที่คาด รัฐบาลควรประเมินแนวทางที่ศาลโลกจะตัดสินให้ประชาชนทราบ เช่นถ้าศาลไม่รับตีความ พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรจะยังคงเป็นพื้นที่พิพาท และจะต้องหาทางบริหารจัดการร่วมกัน แต่ถ้าศาลตัดสินให้ไทยออกจากพื้นที่ดังกล่าว หรือขีดเส้นพื้นที่เขตแดนใหม่ คนไทยจะรับได้หรือไม่ หรือควรมีท่าทีอย่างไร แต่ไม่ควรโอนเอียงไปตามกระแสการเมือง ต้องมองในกรอบที่กว้างขึ้นในการจัดการพื้นที่ทับซ้อน มองประโยชน์ที่เราจะได้รับจากความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านมากกว่า"
"ถ้ารัฐบาลไทยสามารถจัดการข้อพิพาทเช่นที่ประเทศอารยะดำเนินการ จะทำให้ประเทศไทยมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับในประชาคมโลกได้"
สุดท้ายกับความเห็นของประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่เสนอว่าการมองไปข้างหน้า สิ่งที่สำคัญที่สุุดคือเราต้องก้าวข้ามความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนให้ได้ โดยมีแนวคิดในการแก้ปัญหา 4 แบบ ตามแนวทางการตัดสินของศาลโลก
"แนวทางแรกคือ ตกลงแบ่งปันเขตแดนกัน กัมพูชาต้องถอนคำร้องออกจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่ให้ตีความ โดยไทยสนับสนุนเห็นด้วย ภาษาทั่วไปคือทั้งสองต้องจูงมือกันไปบอกศาล ว่าตั่งแต่นี้ต่อไปเราตกลงกันแล้วว่าต่อไปเราจะพัฒนาประเทศร่วมกัน ให้เป็นมรดกร่วมกันทั้งอาเซียนและมรดกโลก เพราะฉะนั้นไม่มีความจะเป็นต้องตีความและเราทั้งสองจะหารือกันในเกรอบของ JBU คณะกรรมการในเขตแดนร่วมในเรื่องของเส้นเขตแดนทั้งหมด ซึ่งเห็นกลไกที่มีอยู่แล้ว"
หรือแนวทางที่สอง ถ้าตกลงไม่ได้ แต่พื้นที่ไม่มีคนอยู่ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ให้ทิ้งไว้ก่อน เพราะยังไม่มีผู้ได้รับผลกระทบ แนวทางที่สามคือถ้าตกลงกันไม่ได้ แต่มีทรัพยากรอาจรอจนถึงเวลาที่เหมาะสมจึงมาเจรจากันอีกที สุดท้ายถ้าตกลงกันไม่ได้ และมีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ แก๊สธรรมชาติ ก็ให้พัฒนาพื้นที่ร่วมกันเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
"ชัยชนะทางกฎหมายไม่ได้สร้างสันติสุขให้กับทั้งประชาชนไทยและกัมพูชา โดยเป้าหมายต้องแปรความขัดแย้งให้เป็นการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้เราเคยทำงานร่วมกับประเทศอื่นในการแบ่งเขตพื้นที่โดยประสบความสำเร็จมาแล้ว"
ที่สำคัญอย่าลืมว่าคำตัดสินของศาลโลกที่กำลังจะเกิดขึ้นในศักราชนี้ คงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของมหากาพย์พระวิหาร ตรงกันข้ามนี่จะเป็นโจทย์ยากและภาคต่อที่ไม่อาจคาดเดาตอนจบของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา และบางทีอาจหมายถึงความขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกันเอง





