วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อชีวิตไม่เป็น...ที่หนึ่ง เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง

โลกเล็กๆ ของอดีตนักโฆษณา ชวนคิดเรื่องชีวิตในบางมุม ชวนละมุนในบางเรื่อง พร้อมๆ กับการสลัดความทุกข์ตามแบบฉบับของเธอ

แต่ละย่างก้าวของแต่ละคนมีเรื่องเล่าต่างกัน เหมือนเช่น เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง อดีตนักหนังสือพิมพ์ นักโฆษณารุ่นใหญ่ และนักแปลที่เคยมีผลงานหนังสือ "ผนึกความคิด เดวิด โอกิลวี่" และ"เปิดตำนานเขี้ยว+เขี้ยว พี่น้องซาทชิ" ปัจจุบันเธอเป็นนักประชาสัมพันธ์ เปิดบริษัท PR&Associates ร่วมกับเพื่อนๆ และนักเขียนที่มีผลงานคอลัมภ์โลกหมุนเร็ว ในมติชนสุดสัปดาห์

สีสันเรื่องราวและความคิด แม้จะไม่ฉูดฉาด แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูกาล บางทีเรื่องเรียบๆ ก็ชวนคิด ทั้งเรื่องความโกรธ ความอยากเอาชนะ และอยากเป็นที่หนึ่ง แต่ในที่สุดความรู้สึกหลายอย่างคลี่คลาย ไป เพราะในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เธอและเพื่อนๆ ขันอาสาเป็นอาสาสมัครทำงานประชาสัมพันธ์ในงานภาวนาจารึกธรรมของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ และเป็นบทเรียนอีกเสี้ยวในชีวิต

ระหว่างการสนทนา เธอเล่าถึงพลังของหมู่มวลมนุษย์ เรื่องเล็กๆ ในใจผู้คน และสัมพันธภาพระหว่างครอบครัว

“รู้เลยว่า เมื่อก่อนมองผิดว่า ความถูกต้องสำคัญที่สุด บางเรื่องไม่มีอะไรถูกหรือผิด บางอย่างตามคนอื่นบ้างก็ได้ ถึงแม้ว่า เราจะรู้ว่าอันนี้ถูก ถ้าคนในครอบครัวว่าอย่างนี้ก็ตามใจบ้าง เพราะทำให้เขามีความสุข” เพ็ญศรี เล่าในห้วงอารมณ์ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งเสมอไป
และเรื่องราวบรรทัดถัดไปกับชีวิตบางเศษเสี้ยว และการลดตัวตน

เป็นนักโฆษณาที่เป็นนักเขียนด้วย อยากให้ย้อนถึงที่มาที่ไปสักนิด ?
เมื่อหลายปีที่แล้ว ตอนที่หนุ่มเมืองจันท์ ยังทำงานอยู่ที่หนังสือพิมพ์ประชาชาติ เขาก็สนใจที่เราเขียนภาษาโฆษณา มีสไตล์สั้นๆ ฉวัดเฉวียงสักนิด เขาก็เห็นว่า เรามีความรู้เรื่องการตลาดและเขียนหนังสือสไตล์แปลกดี ก็ชวนมาเขียนหนังสือ และตอนนั้นเริ่มแปลนั้น แปลนี้ ก็ได้แปลหนังสือ"ผลึกความคิดเดวิล โอกิลวี่" เสร็จแล้วเราก็เข้าไปอยู่ในกลุ่มโป๊ยเซียนการตลาด เราก็เขียนบทความเกี่ยวกับการตลาด

ไม่ว่างานโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ ก็เกี่ยวข้องกับการเขียน ?
เราเคยเป็นนักหนังสือพิมพ์ นักโฆษณามาก่อน และเคยแปลหนังสือ ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นงานเขียน สามารถนำมาดัดแปลง ประยุกต์ได้หมด จะให้เขียนโครงการบทสุนทรพจน์ก็ทำได้ คำโฆษณาก็เขียนได้หมด
เราใช้ภาษาโฆษณา ทำให้บทความที่เขียนไม่ใช่ความเรียงธรรมดา สไตล์ภาษาก็เลยแปลกออกไป เพราะช่วงนั้นไม่มีคนทำงานโฆษณามาเขียนหนังสือ และเขียนคอลัมน์มานานกว่า 20 ปี ทั้งให้แง่คิดการตลาด ความคิดความอ่าน การเดินทาง ฯลฯ จริงๆ แล้วมีความสนใจหลายเรื่องรอบตัว ไม่ว่าศิลปะ สถาปัตยกรรม วรรณกรรม เวลาเราเขียนเรื่องสถาปัตยกรรม อย่างเรื่องบ้านกั้นน้ำท่วม เราก็จะไปดูว่ามีดีไซน์บ้านลอยน้ำไหม นี่เป็นความสนใจส่วนตัว เราก็นำมาเขียนในคอลัมน์ ด้วยความรู้สึกว่าเป็นประโยชน์ต่อคนอ่าน การเมืองก็สนใจ บางเรื่องก็คิดว่า ทนไม่ไหวแล้วต้องเขียน

มีเรื่องใดสนใจเป็นพิเศษไหม
คนเราเกิดมาก็มีความสนใจที่หลากหลาย ไม่เฉพาะเจาะจงกับสิ่งที่ตัวเองทำเท่านั้น เวลาเราพบเห็นอะไร ก็เก็บข้อคิดมาเขียน ก่อนหน้านี้การเมืองร้อนแรง ก็เข้าไปดู ตอนนั้นมีการชุมนุมคนเสื้อแดง เพราะบริษัทปิดทำการ ในฐานะคนเคยทำงานหนังสือพิมพ์ เราก็เข้าไปคุยกับชาวนาที่มาชุมนุม เพราะเรา ไม่ได้อยากรู้แค่ในหนังสือพิมพ์ เราไปถามพวกเขาว่า มาจากไหน มาทำไม เพราะไม่เชื่อในสิ่งที่นักข่าวรายงาน บางทีสื่ออาจนำเสนอไม่ลึก

ลุงคนหนึ่งตอบว่ามาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เราก็ถามว่า แล้วประชาธิปไตยมาจากไหน รัฐบาลที่แล้วไม่มีประชาธิปไตยอย่างไร ลุงก็บอกว่า "พวกเขาไม่เหมือนเรา" ทำให้เราเข้าใจในสิ่งที่เขารับรู้ และเมื่อถามว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เหมือนเราอย่างไร ลุงบอกว่า “เขาไม่เหมือนเรา คนละแบบกับเรา” หรือเวลาเราอ่านหนังสือพิมพ์ก็อ่านบทความยาวๆ แล้วมันโยงไปถึงอะไร ส่วนพวกข้อความในอีเมล์ที่ส่งต่อๆ กัน ความคิดประเภทว่า ไม่ชอบสีนั้นสีนี้ไม่อ่าน ซึ่งการเขียนคอลัมภ์ในสื่อฯ คนรู้จักเรามากกว่าการทำงานบริษัทประชาสัมพันธ์ และอันนี้คงเป็นตัวตนของเรามากกว่า

การเขียนเหมือนการคุยกับคนอ่านไปในตัว ?
ในเรื่องลึกๆ บางเรื่อง เราไม่สามารถคุยกับเพื่อน แต่การเขียนคอลัมภ์เหมือนได้คุยกับคนอ่าน ประกอบกับชอบเดินทาง การออกเดินทางไปเห็นโลก ทำให้ความคิดไม่คับแคบ เมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นในสังคมไทย ทำให้เรารับได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม มันก็แค่นั้นแหละ การเมืองไทยเป็นแบบนี้ แย่งอำนาจกัน ประเทศอื่นก็เหมือนกัน แม้กระทั่งวันหนึ่งพระมหากษัตริย์ถูกท้าทายอำนาจ เรื่่องแบบนี้ก็มีเหมือนกัน เมื่อเร็วๆ นี้ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการปฎิวัติในฝรั่งเศส มันทำให้เราเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

และนับวันก็ยิ่งเรียนรู้ว่า เรื่องใดที่เขียนไปแล้ว มันก็จะปรากฏอยู่ บางเรื่องก็มีบทสะท้อนมาถึงตัวเรา เมื่อเร็วๆ นี้เขียนเรื่องวิ่งมาราธอน เพราะเพื่อนคนหนึ่งเป็นนักวิ่งมาราธอน เขาบอกว่า รู้สึกไม่ดีเลยที่เวลาขบวนวิ่งมาราธอน แล้วต้องมีการห้ามรถวิ่ง มีวันหนึ่งขับรถไปสวนลุมพินี ก็เจอขบวนวิ่งมาราธอน เราก็มาคิดว่าทำไมคนส่วนมากต้องเสียสละให้คนส่วนน้อย ปรากฎว่ามีนักวิ่งมาราธอนเขียนมาถึงเลยว่า พวกเขาไม่ใช่คนส่วนน้อยนะ เขาบอกว่า นักวิ่งมาราธอนมีเยอะและเป็นการรวมกันเพื่อทำความดี ทำให้เราได้รู้ว่า วงการมาราธอนในสิงคโปร์เป็นการจัดตั้งที่ใหญ่มากและทำกันเป็นเรื่องเป็นราว

นั่นเป็นบทบาทนักเขียน ส่วนในเรื่องการทำงานอาสาสมัครที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
หลายปีที่แล้วเพื่อนสนิท อาจารย์นพมาส แววหงส์ ลูกศิษย์ก้นกุฎิอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤตที่ไปมาหาสู่กันบอกว่า อาจารย์จักรพันธุ์กำลังมีปัญหา อยากให้มาช่วยประสานงานกับสื่อมวลชน ก็เลยเข้าไปช่วย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมาก

พิเศษอย่างไรคะ
ได้ความสุข เราจำได้แม่นเลยว่า ตอนที่ไปประชุมสามชั่วโมงระดมความคิดกับกลุ่มอาจารย์จักรพันธุ์ ปรากฏว่ากลับมาบ้าน มีความสุขมาก ซึ่งจะเรียกว่า พลังของความสุข พลังของการให้ ทุกคนทำงานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่เหมือนการทำงานธุรกิจ ไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นมาก่อน มันเป็นพลังคนละอย่างกับการประชุมเพื่อทำงานให้สำเร็จ นั่นแค่พอใจและภูมิใจในความสำเร็จ

แต่ความสุขที่แท้จริง เราจำได้ เกิดจากพลังของคนที่มารวมกันแล้วมีความสุข อาจารย์จักรพันธุ์ เป็นคนพิเศษมีบารมีสูง เหมือนหัวหน้าช่างราชสำนักยุคหนึ่ง สามารถสอนคนให้เก่งและเป็นเลิศ ทั้งการเชิดหุ่น การทำเสื้อผ้าหุ่น โดยทุ่มเทจริงจัง เป็นครั้งแรกๆ ที่ได้ทำงานอาสาแบบนี้ งานนั้นไม่ว่าเราเชิญใครมาช่วยอาจารย์จักรพันธุ์ คนก็มาช่วยกันด้วยใจ เพราะไม่ใช่เรื่องธุรกิจ ซึ่งการทำงานอาสาแบบนี้ไม่มีใครบอกว่าถูกหรือผิด ทุกอย่างดีหมด เป็นพลังของทุกคน หรือหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ทำไมท่านมีสังฆะทั่วประเทศ เป็นหมื่นหรือแสนคน เพราะท่านมีวิสัยทัศน์มองว่า พุทธศาสนาต้องรับใช้ชีวิตประจำวัน พุทธศาสนาต้องประยุกต์ ไม่ใช่มานั่งท่องว่า ศีล 5 มีอะไร

ทำไมหันมาสนใจเรื่องด้านใน
เพราะอายุมากขึ้น และอิ่มตัวเรื่องงาน ในช่วงปีสองปีนี้เริ่มเจอปัญหาบางอย่างในชีวิตในเรื่องความโกรธ ก็หาตัวช่วย เพื่อนที่สนใจเรื่องการปฎิบัติธรรม บางครั้งก็ไปบ้านอารีย์ เพราะเรารู้สึกว่า ทำไมชีวิตต้องทำแต่งาน เวลาอยากพัก ก็ไปเที่ยว อยู่กับเพื่อน แต่พอมีปัญหาเรื่องความโกรธหรืออัตตา ไม่ยอมแพ้ใคร เรารู้สึกว่าไม่มีความสุข เมื่อไปสนทนาธรรมก็เลยรู้ว่า ความโกรธของเราเกิดจากอัตตา เพราะเขามาล่วงล้ำอัตตาของเรา เมื่อเรารู้ว่าเกิดจากอัตตา เราก็ลดอัตตาซะ ก็รู้สึกมีความสุขมากขึ้น และรู้ว่านี่คือทางออก

ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยรู้ว่า นี่คืออัตตา นี่แหละคือตัวตน ทำให้ไม่มีความสุข หนังสือธรรมะก็อ่านมาเยอะ หนังสือของหลวงปู่ชา ท่านอาจารย์พุทธทาสก็อ่าน แต่แค่อ่าน ยังไม่ได้เอามาใช้กับชีวิต แต่พอมานั่งสนทนาธรรมกับเพื่อนๆ ที่ปฏิบัติ ก็ช่วยได้ หลายครั้งเพื่อนช่วยแก้ปัญหา แม้เพื่อนจะไม่ได้บอกตรงๆ ว่าเป็นเพราะอัตตา การปรุงแต่ง เพราะคิดมากไป เราถึงไม่สบายใจ

เพราะต้องทำงานในเรื่องคิดๆ เขียนๆ ?
ไม่ใช่ เป็นความคิดของเราเองที่ต้องการเอาชนะ ว่านี่คือตัวตนของฉัน ไปคิดว่า นี่คืองานของฉัน ฉันคิดถูก เธอคิดไม่ถูก กลายเป็นว่าคนอื่นก็ต้องทนเราเหมือนกัน เพราะเราไปถือว่า ต้องเป็นเราเท่านั้น ถึงจะถูก ต้องเป็นเราถึงจะเก่ง เพราะฉะนั้น พอละความโกรธหรืออัตตา เมื่อเราตระหนักรู้ ทุกข์หายเลยคะ

ก่อนหน้านี้ เวลาใครกระทบกระแทก ก็แรงเหมือนกัน ?
แรงคะ เคยคิดว่าตัวเองเก่ง ความคิดเราถูก คนอื่นคิดไม่ถูก แต่ทุกข์ เพราะอยากเอาชนะ แต่ก็เห็นได้ชัดว่า ถ้าเลิกคิดแบบนั้น เรามีความสงบสุข

ไม่เว้นแม้กระทั่งคนในครอบครัว ?
ก็เคยคิดว่า ความเห็นของเราต้องถูกต้อง ฉันมีวิสัยทัศน์มากกว่า มองไกลกว่า เพราะฉะนั้นคำตัดสินของฉันต้องดีที่สุด พี่ๆ น้องๆ ก็สะท้อนออกมา เขาบอกว่าเขาไม่อยากพูดกับพี่ เพราะพูดอะไร เราเป็นพี่ต้องชนะทุกที ตอนนั้นเราก็คิดว่า เพราะเรามีประสบการณ์มากกว่า แต่พี่น้องไม่คิดอย่างนั้น เขาคิดว่า เพราะเราอยากเอาชนะ จนสามปีนี้ รู้สึกว่า มันไม่ถูกต้อง ไม่มีประโยชน์ เมื่อก่อนคิดว่า สิ่งที่ถูก...สำคัญกว่าความรู้สึกคนอื่น ถึงแม้จะทำให้พวกเขาเสียใจ ไม่พอใจ แต่สิ่งที่ทำถูกต้องแล้ว ซึ่งปัจจุบันกลับกัน ความรู้สึกของคนอื่นสำคัญกว่าสิ่งที่ถูกต้อง

จะอธิบายเพิ่มเติมอย่างไรคะ
เพราะความทุกข์ของคนอื่น บางทีก็ทำให้เราทุกข์ ถ้าเราไม่ทุกข์ คนรอบข้างก็จะไม่ทุกข์ด้วย ถ้าเรามีความสุข คนอื่นก็มีความสุข ปัญหาความโกรธคลี่คลายได้มาจากการสนทนาธรรม ต้องทำให้ตัวเองมีความสุขก่อน แล้วคนรอบข้างก็จะมีความสุขด้วย เรื่องเหล่านี้ได้มาจากหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เราคลุกคลีเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เพราะเราเป็นอาสาสมัครเพื่อจะประชาสัมพันธ์ในงานภาวนาก่อน 6 เดือน ได้มาทำงานนี้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยน อ่านหนังสือก็ซึมซับไปเรื่อยๆ เราได้ประยุกต์ใช้ในชีวิต เพราะหลวงปู่สอนตลอดเวลาว่า ถ้ามีปัญหาไม่ต้องแก้ที่คนอื่น ให้แก้ที่ตัวเรา

ใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้น ?
รู้เลยว่า มองผิดว่า ความถูกต้องสำคัญที่สุด บางอย่างไม่มีอะไรถูกหรือผิด บางอย่างตามคนอื่นบ้างก็ได้ ถึงแม้ว่า เราจะรู้ว่าอันนี้ถูก ถ้าคนในครอบครัวว่าอย่างนี้ ก็ตามใจเขาบ้าง เพราะทำให้เขามีความสุข

ยังคง..ความเป็นตัวของตัวเองไหม
เราก็ยังเป็นตัวของตัวเอง เพราะเราตระหนักรู้ว่า กำลังทำอะไรอยู่ เราตระหนักว่า ถ้าเราเอาความคิดของเราเป็นใหญ่ เขาจะไม่มีความสุข เพราะฉะนั้นเราก็ลองอยู่นิ่งๆ ให้เขาทำตามแบบของเขา ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะไม่ปล่อยให้เขาทำ เราก็คิดว่าวิธีการของเราดีกว่า แต่ตอนนี้เปลี่ยนเลย

การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ คนในครอบครัวรู้สึกอย่างไร
ค่อยๆ เปลี่ยน และพี่น้องก็เห็นการเปลี่ยนแปลง พวกเขาก็ตอบสนองกับเราดีขึ้น ได้รับความร่วมมือกับคนในครอบครัวดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด

คนส่วนใหญ่บอกว่า อายุมากขึ้นเข้าใจชีวิตมากขึ้น แล้วคุณคิดเห็นอย่างไร
สำหรับเราไม่ใช่ คนอื่นเป็นอย่างไร...ไม่รู้ แต่สำหรับเราเป็นการผ่านความทุกข์ ถ้าเราไม่อยากทุกข์ เราต้องแก้ไข ทุกข์ของเราไม่ใช่ทุกข์เรื่องการทำมาหากิน สามีมีเมียน้อย แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ หลายอย่างที่หลวงปู่สอนตรงกับปัญหาของเรา ตอนภาวนากลุ่มย่อย มีผู้หญิงคนหนึ่งพูดว่า เวลาเราอยู่ในครอบครัว เมื่อพูดอะไร ทำไมเราไม่ระวังน้ำใจคนอื่นเลย ทำให้เกิดปัญหาในครอบครัว แต่เวลาพูดกับเพื่อน เราระมัดระวัง กลัวเพื่อนโกรธ

แล้วทำไมเราไม่ทำอย่างนั้นกับครอบครัว ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่หลวงปู่สอนว่า คนที่สำคัญที่สุดคือ คนที่ใกล้เรามากที่สุด ให้พูดดีๆ เป็นวาจาที่เต็มไปด้วยความกรุณา วาจาที่รับฟัง ท่านเห็นว่า การนำธรรมะมาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันสำคัญมาก บางทีเราแค่รับฟังความทุกข์ของเขา เพื่อแบ่งเบาความทุกข์ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เป็นอย่างนั้น มักจะบอกว่าทำอย่างนั้นสิ ทำอย่างนี้สิ ท่านบอกว่าไม่ต้องไปแนะนำ ให้ฟัง และการฟังนั่นแหละเยียวยาเขา

แม้จะไม่ใช่บทสรุป แต่คนเก่งๆ มักจะหลงตัวเอง แล้วคุณปรับเปลี่ยนอย่างไร
มีคนแบบนี้ในสังคมเยอะ เพื่อนบางคนเคยบอกว่าเธอเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง บางคนบอกว่า เธอทำตัวเหมือนเป็นศูนย์กลางของโลก ซึ่งเราไม่รู้ว่า มันเป็นบุคลิกไม่ดี เหมือนที่หลวงปู่บอกว่า ถ้าเราเข้าใจว่า ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเมล็ดพันธุ์จากบรรพบุรุษของเรา ถ้าเราเข้าใจก็ค่อยๆ เปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ก็ไม่ต้องกังวล มันเป็นเมล็ดพันธุ์ของเรา

ก่อนหน้านี้เราก็สงสัยว่า พ่อแม่เราไม่ได้สั่งสอนหรือ เราสังเกตว่า บางบ้านพูดคุยกันค่อยๆ ดูอ่อนหวาน แต่ทำไมครอบครัวเรา พูดกันโผงผาง มันก็คือเมล็ดพันธุ์ของเรา มีที่มาที่ไปในความเป็นเรา คล้ายๆ กับรากเหง้า นั่นทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น

ปมในใจจึงถูกคลี่คลาย ?
เหมือนมันอยู่ในจิตใต้สำนึก เราเป็นอย่างนี้มาห้าสิบหกสิบปีจะให้เราเปลี่ยน มันไม่ง่าย สิ่งที่เราได้รู้ ก็ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ กลับมาอยู่กับลมหายใจ ไม่ว่าความโกรธหรืออัตตา หรือสิ่งที่เราโต้ตอบคนอื่นก็ระวังมากขึ้น เมื่อก่อนเราอาจคิดว่า การเป็นคนตรงๆ มันดี แต่เดี่ยวนี้เราก็คิดว่า การพูดอ้อมๆ น่าจะดีกว่า ตอนนี้ชีวิตที่เหลืออยู่ก็เพื่อพัฒนาตัวเอง การพัฒนาด้านอื่นๆ พอแล้วไม่ต้องการแล้ว รู้สึกพอกับการแสวงหาความรู้ เราไม่ต้องการความสำเร็จอะไรมากกว่านี้ การทำงานเป็นแค่ความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง ได้เจอผู้คนอยู่ในวงธุรกิจ ทำให้เรารู้สึกว่า ทันสมัย รู้เรื่องของโลกอยู่ แต่ตอนนี้เน้นเรื่องจิตวิญญาณ

ในยุคนี้ ใครๆ ก็พูดเรื่องการพัฒนาด้านใน คุณคิดว่าจำเป็นกับชีวิตไหม
เมื่อก่อนเรารู้ว่าต้องอัพเดรสข่าวคราว กระตือรือร้น ตอนนั้นอารมณ์แข่งๆ แต่ตอนนี้เป็นอารมณ์สบายๆ มีความสุขกับสิ่งอื่นๆ มากขึ้น ทำสวน รดน้ำต้นไม้ ทำกับข้าว เมื่อก่อนทำแบบไม่ใส่ใจ แต่พอเรามีความทุกข์ เราก็คิดว่าทางนี้แหละใช่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเรามีพระธรรม เรารอด เมื่อก่อนเราก็เข้าใจธรรมะเหมือนคนอื่น แต่ทำไมไม่หายทุกข์ เพราะเราไม่ได้ปฏิบัติ และไม่มีผู้ถ่ายทอดที่โดนใจ

เคยไปนั่งสมาธิวัดสนามในสองสามวันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อมาภาวนากับหลวงปู่ ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจเป็นเพราะวิธีการถ่ายทอดของครูบาอาจารย์ การปฏิบัติแบบนี้นำมาใช้ในชีวิตได้ ทำให้เราแคร์คนอื่นมากขึ้น อย่างหลวงปู่บอกว่า อยู่ที่นี่ตรงนั้น เมื่อก่อนเราไปนั่งดูทีวีกับแม่ เราก็เอางานไปนั่งทำ นั่นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ถ้าเราฟังเขาพูด นวดให้แม่ นั่นแปลว่าอยู่ตรงนั้น

การเข้าใจธรรมะคือ นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย ?
อย่างเพื่อนคนหนึ่งไปนั่งปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์ เขาก็ได้อะไรเยอะ ปรึกษาได้ เราก็เคยถามว่าทำไมถึงสนใจเรื่องพวกนี้ เขาบอกว่าตอนที่แม่สามีใกล้ชีวิต ทรมานมาก ละวางอะไรไม่ได้เลย เขาก็เลยคิดว่า ถ้าฉันตาย ฉันไม่อยากเป็นอย่างนี้ อยากมีความสงบก่อนตาย เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ทำให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้น บางคนตายไป โดยไม่รู้จักธรรมะเลย แต่สิ่งที่เราได้ไม่ใช่เพราะไปวัด และเคยมีครั้งหนึ่งไปนั่งฟังพระเทศน์ที่บ้านอารีย์ ตอนนั้นบอกเพื่อนว่า เป็นครั้งแรกที่นั่งฟังแล้วมีความสุข มันแวบเข้าไปในใจ เพื่อนก็บอกว่า ก็รู้สึกได้ใช่ไหม

ธรรมะทำให้เราสร้างความสุขขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องอาศัยอะไรเลย ในขณะที่ความสุขอื่นๆ ต้องอาศัยคนรอบข้าง สิ่งของ ทรัพย์สินเงินทอง แต่ธรรมะคือ ตัวเราแท้ๆ ณ วันนี้ความทุกข์ยังมีอยู่ เพราะตัวตนเก่าๆ ของเราที่ยังละวางไม่ได้หมด ถ้าเมื่อไหร่ละตรงนั้นได้ ก็ยิ่งมีความสุข แต่ตอนนี้ชีวิตทุกวันมีความสุข ปัญหาคลี่คลายไปเอง ซึ่งคนอื่นอาจทำได้นานแล้ว ตอนนี้ก็แค่พัฒนาตัวเองให้มีความสุข และทำให้คนรอบข้างมีความสุข

สังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างไร
เพราะการตระหนักความทุกข์ของตัวเองเกิดขึ้นเอง บางทีก็มีผลต่อร่างกาย ทำไมเพลีย เมื่อก่อนก็ไปฝังเข็ม ไม่หาย ในที่สุดไปสนทนาธรรม อย่างที่เราพูดว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว เราเริ่มเข้าใจแล้ว เพราะเราเคยทุกข์ขนาดที่ว่าไม่มีแรงจะทำอะไร ด้วยปัญญาของเรา ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องแก้ไข คนส่วนใหญ่ก็ๆไปหาหมอ ไปฟิตเนต ในที่สุดธรรมะนี่แหละ ซึ่งเราพูดให้คนเชื่อได้ยาก เพราะมันจับต้องไม่ได้ แต่ในที่สุด จับต้องได้

ความสุขของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แล้วนิยามความสุขของคุณคืออะไร
บางคนบอกว่า อ่านหนังสือ ทานอาหารอร่อย ไปเที่ยว ได้คุยกับเพื่อนก็มีความสุข หรือบางทีดูหนังบางเรื่องก็มีความสุข แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เรารู้สึกว่า ความสุขสร้างขึ้นมาเองได้ ไม่ต้องอาศัยอะไรเลย ถ้าเป็นความสุขแบบเดิม ก็ต้องคุยกับเพื่อนรู้ใจ หรือค้นหาหนังดีๆ ชม แต่ตอนนี้ไม่ต้องหาที่ไหนอยู่ที่ตัวเรา