วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มองอีสานใต้ใน AEC 'พัชรี ธานี - สมศรี ชัยวณิชยา'

ในวันที่นับถอยหลังสู่การรวมตัวของประชาคมอาเซียน ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่ต้องเตรียมตัวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวของแหล่งอารยธรรมอีสานใต้อย่าง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่น่าสนใจและมีความท้าทายไม่น้อย ไม่ใช่แค่มีด่านเชื่อมโยงกับพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่นักวิชาการหลายคนลงความเห็นว่าสิ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนที่นี่มากขึ้นๆ ในแต่ละปีคือความขรึมขลังและความโดดเด่นของวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของพื้นที่

พัชรี ธานี อาจารย์ประจำสาขาการท่องเที่ยว และ ดร.สมศรี ชัยวณิชยา อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ สังกัดคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทั้งสองเป็นนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อีสานใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เมืองอุบลฯ

และเนื่องจากอยู่ในแวดวงของนักวิจัยชุมชนมานานหลายปีจึงมีเรื่องราวในหลายๆ มิติของอุบลฯ ที่อยากบอกเล่าไปสู่คนภายนอกให้รับรู้ ทั้งความน่ารัก น่าอยู่ น่าค้นหา รวมถึงเสน่ห์ของผู้คนและบ้านเมือง ที่สำคัญคือทั้งสองมาตอบคำถามที่ว่า ทำไมอุบลฯ ในวันข้างหน้าจึงจะเป็นตลาดท่องเที่ยวที่เนื้อหอมที่สุดในพื้นที่แถบนี้

-นอกจากเป็นอาจารย์แล้ว บทบาทของการเป็นนักวิจัยในพื้นที่มุ่งเน้นศึกษาอะไร

อ.พัชรี : เราร่วมกันทำวิจัยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ของภาคอีสาน ก็พบว่าส่วนใหญ่โดย Nature ของภาคอีสานจะไม่ได้โดดเด่นในแง่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่คนจะมากันเยอะๆ อย่างทะเลที่ภาคตะวันออกหรือภาคใต้ แต่อีสานจะมีเรื่องราว มีวัฒนธรรม ที่ไม่แพ้ภาคอื่นๆ ซึ่งก็คิดว่าเข้มแข็งเท่าๆ กับภาคเหนือ เพียงแต่เรายังไม่ดึงเอาสิ่งเหล่านี้ออกมาให้ชัดเจน ทำให้คนตีความว่าไปว่าอีสานไม่น่าเที่ยว มาอีสานทำไม จะเที่ยวที่ไหน หรือแม้แต่อุบลเองก็มีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะนะ ทั้งทางธรรมชาติ ทั้งมนุษย์สร้างขึ้นแต่มันไม่ถูกชูขึ้นมา มันก็เลยไม่ดึงดูดคนข้างนอกให้เข้ามาหาเรา

อีกอย่างที่คิดว่ายังขาดอยู่คือ การเชื่อมโยงของสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่ง หรือ attraction ของอีสานใต้ เมื่อมันไม่เชื่อมหากันก็เลยทำให้การท่องเที่ยวของอีสานใต้ยังไม่ชัด ยังไม่ตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวมากนัก หากมองเฉพาะอุบลราชธานีเอง ที่ผ่านมามักจะถูกพูดถึงว่า เป็นเมืองผ่านไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน คำถามต่อมาคือทำยังไงให้คนแวะที่เรา มาใช้พื้นที่นี้ หรือว่ามีการใช้จ่ายในพื้นที่นี้ก่อนค่อยมุ่งหน้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เราในฐานะนักวิชาการก็เคยเสนอไปว่า น่าจะทำ connection ร่วมกันนะ สร้างอะไรขึ้นมาสักเรื่องราวหนึ่งในพื้นที่ชายแดน ไม่ว่าจะเป็นลาว ไทย(อุบล) หรือ กัมพูชา ให้เป็นเรื่องราวเดียวกันแล้วทำให้เกิดการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเป็นเส้นทางเดียวกัน มีธีมเดียวกัน ก็จะทำให้การท่องเที่ยวที่นี่มันน่าสนใจขึ้น

และตอนนี้ที่ทำอยู่กับอาจารย์สมศรี คือการสำรวจของที่ระลึกในพื้นที่ของอีสานใต้ มองการสร้างมูลค่าเพิ่ม มองคำว่า product ที่ไม่ใช่เอาคำว่า OTOP ไปจับ แต่มันคือ original ของคนท้องถิ่น และเราก็มาศึกษาว่าจะสร้างยังไงให้มันไม่ใช่แค่ของที่จับและก็วาง แต่น่าจะมีอะไรที่มีเรื่องราวให้นักท่องเที่ยวที่ซื้อไปได้ทราบตั้งแต่ก่อนที่จะมาเป็นสินค้าชิ้นนี้ มันเริ่มจากวัตถุดิบอะไร มันมีกระบวนการต่างๆ ยังไงบ้าง นอกเหนือจากทักษะความชำนาญแล้วต้องใช้ใจของคนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย มันจึงเกิดคำว่า ศิลปินพื้นถิ่น หรือช่างพื้นถิ่น หรือภูมิปัญญา ซึ่งสิ่งนี้เองที่เราคิดว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน เพราะชิ้นงานเหล่านั้นมันก็ชูให้เห็นวัฒนธรรมของพื้นที่นั้นๆ ซึ่งที่อื่นไม่มี นั่นคือลักษณะของเรื่องราวที่ชูให้เห็นถึงตัวชุมชนของท้องถิ่นจริงๆ มันอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้นักท่องเที่ยวได้

-วันนี้การท่องเที่ยวแบบนี้อาจจะยังไม่ติดตลาด ?

อ.ดร.สมศรี : ก็ต้องดูในมิติของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้มากขึ้นด้วย เพราะว่ามันจะช่วยให้มีการสร้าง story ขึ้นมาจับกับการท่องเที่ยวให้ควบคู่กันไป ซึ่งประวัติศาสตร์พื้นถิ่นอีสานในบางเมืองยังไม่ได้รับการชูขึ้นมาให้เห็นความสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนวัดบ้านปากน้ำที่เป็นชุมชนคนลาว มันก็มีเรื่องราวเกี่ยวโยงกับการก่อตั้งเมืองของพระวอพระตาในประวัติศาสตร์ ซึ่งชุมชนตรงนั้นพบว่ามีพระพุทธรูปโบราณที่สำคัญ เช่น หลวงพ่อเงิน 700 ปี เป็นต้น แบบนี้ก็จะทำให้ตัวสถานที่มีความน่าสนใจมากขึ้น

ถ้าจะทำให้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบนี้ให้มันติดตลาดโดยหวังว่าจะได้นักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นเข้ามาหาเยอะๆ มาเที่ยวเยอะๆ อาจจะยังไม่เห็นภาพนั้น แต่เรากลับมองว่าทำยังไงจะให้ชุมชนมองเห็นเรื่องราวของตัวเองมากกว่า ตรงนี้น่าจะทำไปเรื่อยๆ ที่สุดแล้วมันก็จะทำให้ความเป็นชุมชนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร เราอยากนำเสนอว่าให้จัดพื้นที่แบบนี้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวทางเลือก เช่น งานแห่หลวงพ่อเงินที่จัดช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมาก็พบว่าคนในชุมชนนั่นแหละที่เข้ามาบริหารจัดการ มาทำธุรกิจ มาขายของ มาบริหารทุกอย่างในบ้านตัวเอง ซึ่งตรงนี้มันดีกว่าปล่อยให้เป็นตลาดท่องเที่ยวแบบแมส เพราะถ้าเป็นแบบนั้นมันจะมาเปลี่ยนวิถีชีวิตของเขาไปนะ

ไม่ใช่ว่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหรือท่องเที่ยวเชิงชุมชนจะต้องเรียกเงินเข้ามาเยอะๆ แต่ต้องมองว่าทำยังไงให้ชุมชนเขาสามารถบริหารจัดการได้เอง อย่างน้อยที่สุดให้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบนี้สามารถจะเป็นองค์ความรู้ให้คนในชุมชนได้

อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่า บางทีการท่องเที่ยวในลักษณะที่ว่าย้อนกลับสู่อดีต โหยหาอดีต กำลังถูกสร้างขึ้นโดยนักลงทุนภายนอก ไม่ได้ทำโดยคนในพื้นที่ บอกได้เลยว่าธุรกิจแบบนี้ทำไปอีกสัก 2 ปีก็จะจบแล้ว มันทำไม่ได้นาน มันไม่ยั่งยืน ถ้าชาวบ้านทำ เขาก็จะทำในแบบของเขา เขาสามารถดูแลระบบนิเวศในท้องถิ่นของเขาได้ ดูแลเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องการบริหารจัดการด้วยตัวของเขาเอง เราคิดว่ามันอยู่ได้ ไม่ต้องอยู่โดยหวังว่าให้คนมาเยอะแยะ เพราะถ้ามาแบบถล่มทลายแบบนั้น ชุมชนไม่รอดแน่นอน ไม่อยากให้มีภาพว่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมคือการเข้าไปทำลายชุมชน

-แล้วการรวมตัวของ AEC ล่ะคะ ในฐานะที่อุบลฯ มีด่านเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน มองว่าในแง่การท่องเที่ยวจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นไหม และเตรียมรับมืออย่างไร

อ.ดร.สมศรี : ไม่ต้องตื่นเต้นหรอก จริงๆ เรามีความเป็นอาเซียน(ในแง่วัฒนธรรม)มานานแล้ว ตั้งแต่ยุคอารยธรรมเขมร ฉะนั้นไม่ต้องไปตกใจกับ AEC แต่ทำยังไงจะให้เราอยู่ตรงนี้อย่างมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน มีวัฒนธรรมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์เพื่อนบ้านของเรายังไม่ค่อยเป็นเอกภาพ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเมือง นิติรัฐ หรือรัฐศาสตร์ก็ตาม คิดว่าในภาคนโยบายรัฐบาลต้องปรับปรุงตรงนี้ เพื่อที่จะเอื้อให้คนที่อยู่ชายแดนติดกันอยู่แล้วให้เขาอยู่ด้วยกันได้ต่อไปอย่างมีคุณภาพ

ส่วนในแง่การรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามามากขึ้น มองว่าตรงนี้เราต้องเพิ่มที่พักหรือสาธารณูปโภคต่างๆ อยู่แล้ว เพราะหอการค้าจังหวัดก็เคยมาให้ข้อมูลกับเราในเรื่องการเตรียมรับAECซึ่งก็บอกว่าไม่อยากให้อุบลเป็นแค่เมืองผ่าน อยากให้มันมีกิจกรรมการท่องเที่ยว หรือจัดงานประชุมต่างๆ ที่ดึงให้นักท่องเที่ยวมาหยุดแวะพักที่เราก่อนสัก 2-3 วัน ก็คือเป็น MICE อุบลได้รับเลือกให้เป็น MICE City แห่งล่าสุดในเมืองไทย นั่นคือในแง่ธุรกิจการค้าที่เขามอง แต่อีกมุมที่ต้องทำพร้อมกันคือชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่นั้นก็ต้องได้ประโยชน์ในแง่ของการได้นำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิต วัฒนธรรมของเขากับนักท่องเที่ยวด้วย

-อุบลราชธานีในวันนี้มองว่ามีจุดเด่นอะไรบ้าง มีศักยภาพในตลาดการท่องเที่ยวแค่ไหน

อ.พัชรี : คนที่นี่จิตใจดีนะคะ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ที่สำคัญคือคนอีสานจริงใจค่ะ แล้วก็เรื่องของธรรมชาติเราก็พอมีพอแข่งกับที่อื่นได้นะ เรามีโขงเจียม สามพันโบก สามหมื่นรู เป็นต้น ส่วนเรื่องการเดินทางมาหาเราทุกวันนี้มันสะดวกขึ้นมากนะคะ อย่างเที่ยวบินก็มีวันละ 7 เที่ยวบินต่อวัน ถนนหนทางที่เชื่อมสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่สะดวกสบายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน การท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างไทย-ลาว-เวียดนามก็มีเส้นทางที่หลากหลายมากขึ้นมานำเสนอ

อ.ดร.สมศรี : ที่นี่มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีสถาปัตยกรรมพวกเครื่องไม้เครื่องเรือนอีสาน หรือแม้แต่สิมที่สวยงาม ในเขตพื้นที่ของเราก็มีให้ชมเยอะมาก แต่คนข้างนอกยังไม่รู้ มีฮูปแต้ม มีวัดที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นหลายแห่งเช่นกัน และที่ยังไม่บูมขึ้นมา คือ เรามีชุมชนบ้านไม้โบราณอยู่เยอะที่อยากให้เข้ามาเดินชมและศึกษ


นอกจากนั้นก็มีประเพณีต่างๆ ที่โด่งดังที่สุดก็ประเพณีแห่เทียนอุบลที่ทุกคนรู้จักกันดี และเป็น original ของเราจริงๆ