รู้หรือไม่ว่าประเทศไทยมีแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในภาคอุตสาหกรรมกว่า 2 ล้านคนต่อปี หนึ่งในสามของทั้งหมดคือคนขายแรงจากสปป.ลาว
ที่ทุกวันนี้ยังคงถูกนายจ้างไทยเอารัดเอาเปรียบและหาช่องทางซื้อแรงงานผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบจ้างงานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
. . .
ก่อนรุ่งสาง แรงงานชาวเวียดนามกำลังเข็นผักปลาเร่งร้อนเอาของไปส่งแม่ค้าตามซอกแคบๆ ในตลาดเช้า
อีกมุมหนึ่ง สาวลาวเพิ่งเข้ากะทำงานในโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง
เวลาเดียวกัน หนุ่มพม่าอีกคนกำลังหันเรือกลับเข้าฝั่งหลังจากออกไปลากอวนจับปลากับไต้ก๋งคนไทย
นี่ยังไม่นับรวมแรงงานต่างชาติคนอื่นๆ อีกหลายล้านคนที่เข้ามาเป็นประชากรแฝงในเมืองไทย ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกันคือหาเงินเพื่อกลับไปมีชีวิตที่ดีขึ้น..
แต่กว่าจะได้เข้ามาทำงานในไทยต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายหลายขั้นตอนที่กินเวลานาน รวมถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายราคาสูงทั้งค่าเดินทาง ค่าทำเอกสาร ค่าธรรมเนียมต่างๆ ซึ่งแทบจะไม่มีปัญญาจ่าย คนขายแรงเหล่านี้จึงมองหาทางเลือกอื่นที่ทำให้พวกเขาได้เข้ามาทำงานในไทยได้เร็วขึ้นและมีค่าใช้จ่ายที่ลดลงแม้ว่าจะผิดกฎหมายก็ตาม
หนึ่งในชาติที่พบว่ามีการส่งแรงงานเข้ามาอย่างผิดกฎหมายอยู่มาก คือ สปป.ลาว แม้ว่าจะอยู่ในฐานะที่เป็นเมืองพี่เมืองน้องกับประเทศไทย แต่วันนี้ชาวลาวยังคงถูกหลอกมาขายแรงงานราคาถูก ซ้ำร้ายกว่านั้นบางคนยินยอมเข้ามาแบบผิดกฎหมายด้วยความสมัครใจ
ขายแรงแลกเงิน
"กะโตนมา มีคนพาโตนข้ามมาไทย มาฮอดแล้วถืกกักไว้ ข้อยกะหนีออกมา" นี่คือถ้อยคำหนึ่งของแรงงานหนุ่มชาวลาวที่บอกเล่าให้ฟังว่า เคยถูกหลอกจากนายหน้าชาติเดียวกันให้เข้ามาขายแรงงานในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย เมื่อมาถึงไทยแล้วกลับไม่มีการจัดหางานให้ทำแต่ถูกกักขังไว้ ในที่สุดจึงตัดสินใจหนีออกมาและขอความช่วยเหลือกับตำรวจให้พาส่งกลับบ้านที่ประเทศลาว
เคสนี้เป็นเคสที่ ผศ.พฤกษ์ เถาถวิล อาจารย์ประจำสาขาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้เข้าไปสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลมาศึกษาถึงการค้าแรงงานของคนลาวในไทย ที่พบว่าทุกวันนี้ยังคงมีการค้าแบบผิดกฎหมาย
สอดคล้องกับข้อมูลจาก สถาบันเอเชียศึกษา ระบุว่า ลาวเป็นชาติที่เดินทางเข้ามาขายแรงงานในประเทศไทยได้ง่ายกว่าชาติอื่นๆ เนื่องจากลาวเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีความใกล้ชิดทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และประเพณี ไม่มีกำแพงภาษากั้นและมีลักษณะภูมิประเทศที่เอื้อต่อการเดินทาง อีกทั้งคนลาวมีความยากจนเป็นปัจจัยผลักดันให้เข้ามาค้าแรงในไทยด้วยมองว่าค่าแรงในไทยมีราคาแพง รวมถึงการขาดแคลนแรงงานบางประเภทที่คนไทยไม่ทำ แม้แรงงานจะต้องเสียค่านายหน้าเพื่อแลกกับการเดินทางเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ แต่พวกเขาก็ยอมจ่าย
อาจารย์พฤกษ์อธิบายว่า แม้ไทยจะมีการจัดระบบการค้าแรงงานต่างชาติผ่าน MOU ด้านการจ้างแรงงานระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว กัมพูชา และพม่า มานานนับสิบปีแล้วก็ตาม (ทำความตกลงปีพ.ศ.2545-2546) เพื่อทำให้ระบบการจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างไทยกับแรงงานลาวสอดคล้องกับกฎหมาย, ทำให้กลุ่มแรงงานได้รับสิทธิที่ดีขึ้น และขจัดการจ้างแรงงานที่ผิดกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า การดำเนินการตาม MOU ประสบความสำเร็จน้อยมาก เนื่องจากการจ้างงานตาม MOU มีความยุ่งยาก หลายขั้นตอน ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ประกอบกับการขาดประสบการณ์ของบริษัทจัดหางานในประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่พร้อมของหน่วยงานราชการในการสนับสนุน การไม่รู้ไม่เข้าใจกฎระเบียบของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
"ประเทศไทยมีแรงงานต่างชาติเข้ามาประมาณ 2-4 ล้านคน ในจำนวนนี้เข้ามาแบบผิดกฎหมายถึง 50 เปอร์เซ็นต์ หากดูเฉพาะแรงงานลาวที่เข้ามาทำงานในไทยในห้วง 1 ปี มีประมาณมีประมาณ 300,000 คน และเกินครึ่งเข้ามาแบบผิดกฎหมายอีกเหมือนกัน"
ใช้เส้นสายเพื่อเส้นชัย
วงจรการค้าแรงงานผิดกฎหมายในไทยนับวันยิ่งจะขยายตัวใหญ่มากขึ้น สาเหตุหลักๆ เกิดจากกระบวนการจ้างแรงงานที่มีอุปสรรคเชิงโครงสร้าง จากงานวิจัยเรื่อง 'การศึกษากระบวนการดำเนินงานตามบันทึกความเข้าใจไทย-ลาว ว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานฯ' ของอาจารย์พฤกษ์ อธิบายไว้ว่า โครงสร้างการจ้างแรงงานของลาวมีปัญหาหลายอย่าง
ข้อแรกเกิดจากกลไกและระบบข้าราชการของลาวไม่ค่อยโปร่งใส สองคือการจะเข้าสู่ระบบจ้างงานแบบถูกกฎหมาย คนลาวต้องมีภาระค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งขั้นตอนต่างๆ ก็ใช้เวลานานหลายเดือน และข้อสุดท้าย คือผู้ประกอบการธุรกิจจัดหางานที่ลาวไม่มีการแข่งขันกันตามกลไกตลาดแต่ใช้เส้นสายในการแย่งงานกัน
ทุกวันนี้การจะหาคนงานให้ได้ตามที่ต้องการยังต้องคงมี 'ค่าใช้จ่ายพิเศษ' จำนวนมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน ทำให้เกิดสภาวะกึ่งผูกขาด(บริษัทจัดหางานแข่งขันกันเข้าหาเส้นสายหรือผู้มีอำนาจมากๆ เช่น เจ้าแขวง เป็นต้น) นอกจากนี้ยังพบว่าคนลาวจำนวนมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ยังคงไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน
"สมมติว่านายจ้างไทยต้องการแรงงานต่างชาติหมื่นคน แต่เอาเข้าจริงบริษัทจัดหากลับหาให้ได้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่จ้างได้น้อยเพราะการจ้างแบบถูกกฎหมายติดขัดที่ขั้นตอนที่กินเวลานานและใช้เงินเยอะ คนลาวเขาไม่มีเงินมาจ่ายค่าทำเอกสาร ค่าเดินทาง ส่วนนี้บริษัทจะเป็นคนจ่ายให้ก่อนแต่เขาไม่ได้ออกเองนะ เขาไปเรียกเอากับนายจ้าง ซึ่งค่าใช้จ่ายตกประมาณ 18,000 - 25,000 บาทต่อคน พอคนงานมาถึงโรงงาน นายจ้างก็ใช้วิธีหักจากเงินเดือนมาใช้คืนทุกเดือนๆ แรงงานเขาก็ไม่อยากถูกหักเงินและไม่อยากรอ ก็ไปหาช่องทางอื่นที่เข้ามาทำงานเร็วขึ้น มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง ซึ่งนายหน้าที่ทำผิดกฎหมายแบบนี้มีอยู่ทั่วไป บางเจ้าก็วิ่งไปหาคนงานเองตามหมู่บ้านเลย ค่าใช้จ่ายแค่ 5,000 บาทและใช้เวลาทำเรื่องไม่เกิน 3 วัน ส่งถึงโรงงานในไทยทันที"
ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพราะโครงสร้างของลาวเท่านั้น แต่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ไทยส่วนหนึ่งเข้าไปมีผลประโยชน์กับวงการนี้ด้วย
สร้างระบบใหม่ สู่กลไกระดับพรีเมียม
อีกสาเหตุที่ปฏิเสธไม่ได้คือ นโยบายการขึ้นค่าแรงให้แรงงานคนไทยเป็น 300 บาทต่อวัน แม้นายจ้างบางส่วนจะให้ความร่วมมือตามนโยบายนั้นจริง แต่พบว่ามีการหักสวัสดิการอย่างอื่นของคนงานออกไป รวมถึงการปรับลดคนงานล็อตใหญ่ ที่ร้ายไปกว่านั้นคือบางแห่งเมื่อปรับลดคนงานไทยออกไปแล้วก็มีการแอบนำแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานแบบผิดกฎหมาย ด้วยเหตุผลที่ว่ามีค่าแรงถูกกว่าและทำงานได้ทนกว่าโดยที่ไม่ร้องขอวันหยุดบ่อยๆ เหมือนแรงงานชาวไทย
"ตอนนี้ที่มันมีการปรับลดลูกจ้างออกเยอะๆ นี่ก็เพราะว่านายจ้างไม่ยอมจ่ายในราคานี้ อยากใช้แต่ของถูก ถ้าเขายอมจ่าย 300 แล้วมีการคุ้มครองสวัสดิการให้ครบถ้วนนะทำไมคนไทยจะไม่ทำ คือนายจ้างชอบอ้างว่าแรงงานไทยหัวสูง ก็แหงล่ะ ถ้าเขามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าทำไมเขาต้องยอมถูกกดขี่ คุณต้องปรับค่าแรงให้เขาน่ะถูกแล้ว ต้องยอมรับว่าค่าดำรงชีพสมัยนี้มันแพงขึ้น แต่ทีนี้นายจ้างไทยล้าหลังมาก นายจ้างไทยไม่อยากมีค่าใช้จ่ายตรงนี้เพิ่มขึ้น นายจ้างไทยก็เป็นอีกปมหนึ่งนะที่ทำให้การค้าแรงงานผิดกฎหมายมันยังอยู่ในสังคม"
อาจารย์พฤกษ์ให้ข้อเสนอว่า หากอยากหลุดออกจากวังวนนี้ ประเทศไทยควรยกระดับอุตสาหกรรมทั้งทางเทคนิคของการผลิตและการจ้างแรงงานให้มีมาตรฐานสูงขึ้น นักเศรษฐศาสตร์มีการวิเคราะห์กันมานานแล้วว่า หากไทยได้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกแบบนี้ จะเกิดผลเสียในระยะยาว คือ อุตสาหกรรมหรือการประกอบการของไทยจะไม่ถีบตัวไปข้างหน้า อีกข้อคือ มีผลกระทบต่อหน้าตาของประเทศ เพราะหากปล่อยให้มีการใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกซึ่งไม่มีการคุ้มครองที่ดี จะทำให้นานาประเทศมองว่าไทยมีอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน แม้ตอนนี้ในระดับสากลจะมีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) ขึ้นมาแล้ว แต่ขาข้างหนึ่งของไทยก็ยังยืนอยู่กับอะไรที่ไม่มีมาตรฐานอยู่
"ในขณะที่เพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ เขาไปไกลแล้ว เขามีแรงงานที่มี Skill ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปอุตสาหกรรมไทยคงต้องแข่งกับลาว แทนที่เราจะไปแข่งกับมาเลเซียหรือสิงคโปร์ เพราะว่าเราโหนตัวเอง เราไม่ถีบตัวเองขึ้นไป ถามว่าทำไม MOU มันจึงสำคัญ ก็เพราะว่า MOU มันเป็นอะไรที่บ่งบอกว่าประเทศเราพยายามจะมีสแตนดาร์ดที่ดีขึ้น
เราต้องถอยหนีจากสถานการณ์ที่พึ่งพาแรงงานราคาถูก เข้าใจว่าเป็นเรื่องระยะยาว แต่ถ้าไม่เริ่มทำอะไรเลย ก็จะจมอยู่กับตรงนี้ และตราบใดที่มีความต้องการของคนเหล่านี้ และมีผู้ที่พร้อมจะทำผิดกฎหมาย ผู้บังคับใช้กฎหมายก็จะถูกซื้อเราต้องหนีไปสร้างระบบใหม่ให้มีโรงงานที่ได้มาตรฐาน ต้องไปสนับสนุนสถาบันแบบนั้น เพื่อให้คนเหล่านี้ถีบตัวเองขึ้นไป มีการพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนา Skill ของคนงาน ถ้าเกิดระบบนี้ขึ้นมาได้ ต่อไปโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานเขาก็อยู่ไม่ได้ เขาก็ต้องพัฒนาหรือถีบตัวเองตามมา ต่อไปมันก็จะพัฒนาโดยกลไกของมันเอง"
แม้ในวันนี้วงจรของการจ้างแรงงานเถื่อนยังคงหมุนวงล้อไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีวันจบสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม เรายังมีความหวังว่าในอนาคตว่าหากผู้ประกอบการไทยเรียนรู้ที่จะฉุดภาคอุตสาหกรรมของบ้านเราให้ก้าวขึ้นไปเป็นอุตสาหกรรมระดับพรีเมียมได้ วันนั้นคงจะเป็นวันที่สามารถขจัดปัญหาแรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมายได้อย่างแท้จริง





