วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สายน้ำแสนงามใน“โครเอเชีย” (Advertorial)

ทะเลสาบพลิทวิเซ ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1949 จากนั้นพอปี 1979 จึงได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก

สีส้ม.....มองไปทางไหนมีแต่หลังคาสีส้ม....
นับตั้งแต่ย่างสามขุมเข้าย่ำแผ่นดินโครเอเชียแทบไม่เห็นบ้านไหนแหกคอก ใช้หลังคาสีอื่นนอกจากสีส้ม
เข้าใจว่าทั่วทั้งโครเอเชียคงมีแต่กระเบื้องสีส้มวางขาย ถ้าไม่ติดว่าต้องรีบไปทะเลสาบพลิทวิเซ (Plitvice Lakes) อาจจะเดินโต๋เต๋สำรวจเมืองหลวงอย่างซาเกรบให้เยอะกว่านี้ เผื่อเจอร้านขายกระเบื้องจะได้รู้แจ้งกันไปเลยว่ามีสีเดียวอย่างที่คาดไว้รึเปล่า
บ่ายหน้าออกจากซาเกรบตั้งแต่เจ้าแห่งวันยังอุดอู้อยู่หลังทิวเมฆ ด้วยระยะทางจากเมืองหลวงถึงอุทยานงามแห่งนี้แม้ระยะทางแค่ 150 กิโลเมตร แต่กินระยะเวลา2-3 ชั่วโมง
บนบัสที่วิ่งห้อไปยังทะเลสาบพลิทวิซา ทำให้อาการตาลายคลายลงไปได้บ้าง เพราะจากสีส้มเริ่มกลายมาเป็นฉากธรรมชาติ สีเขียวชอุ่มของทิวไม้และป่าเขา
เบ้าตาทำงานหนัก เพิ่งคิดว่าพลัดหลงเข้าไปอยู่ในดินแดนกังหันสีส้มแห่งเนเธอร์แลนด์อยู่หมาด ๆ เผลอแป๊บเดียว ไหงรถมาวิ่งลัดโค้งป่าเขียวอยู่แถวพิษณุโลกซะแล้ว
ละเลียดเล็มวิวยังไม่ทันอิ่มดี บัสมาหยุดนิ่งที่หน้าทะเลสาบพลิทวิเซ ซึ่งเป็นอุทยานงามประจำโครเอเชีย ไม่เพียงมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ แต่ค่าที่เป็นถึงมรดกโลก ทำเอาก้นไม่ติดเบาะ
ได้ความจากไกด์ว่าทะเลสาบพลิทวิเซ ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1949 จากนั้นพอปี 1979 จึงได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก
ภายในบริเวณอุทยานแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ อัพเพอร์ เลค กับโลวเวอร์ เลค นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมได้ทั่วอุทยานด้วยทางเดินเป็นสะพานไม้ที่ทำจากท่อนซุง สะพานไม้นี้ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติทำให้คนไม่ลงไปเหยียบย่ำทะเลสาบ
พลันที่เห็นทะเลสาบจากมุมอัพเพอร์ เลค ฉันอดตะลึงในความงามไม่ได้ อีกใจคิด นี่มันจิ่วไจ้โกวแห่งเมืองจีนชัด ๆ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจิ่วไจ้โกวจะมีญาติผู้น้องอยู่ที่โครเอเชีย สะพานไม้ก็เหมือนกัน จะต่างกันก็ตรงที่สะพานไม้ที่นี่คนไม่แน่นเอี้ยดเหมือนจิ่วไจ้โกว
ไม่โอ้เอ้ ฉันสาวเท้าไปยังสะพานไม้โดยไว ด้วยเชื่อว่าพลิทวิเซกับจิ่วไจ้โกวคงไม่เหมือนกันซะทีเดียว
ไกด์ฟุ้งว่าอุทยานแห่งนี้ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เพราะเป็นจุดที่ไปมาสะดวก อยู่บนเส้นทางหลักระหว่างซาเกรบไปดัลมาเทีย และเป็นเส้นทางลงใต้ที่สามารถเดินทางต่อไปยังโทรเกียร์ สปลิท ดูบรอฟนิคได้
บนอัพเพอร์ เลค มองเห็นพื้นที่โดยรวมของพลิทวิเซได้ชัดแจ่ม ว่าลักษณะเป็นหุบเขา ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าดงดิบบนแนวเทือกเขาที่ทอดตัวโอบล้อมทะเลสาบ
ได้ความจากไกด์ว่าพลิทวิเซมีทะเลสาบอันสวยงามทั้งหมด 16 แห่ง เชื่อมต่อกันโดยธารน้ำตก ตลอดจนแอ่งน้ำที่มีสีดั่งคริสตัลและเขียวมรกต แอ่งน้ำเหล่านี้ก่อให้เกิดลำธารที่ไหลเอ่อล้นจนกลายเป็นสายน้ำตกที่พลิ้วไหว น้ำตกที่ไหลบ่าลงมานั้น แต่ละแห่งล้วนมีความงามที่แตกต่างกันไป
ฉากธรรมชาติอันงามตาในพลิทวิเซ ไม่ได้มีแค่ทะเลสาบและน้ำตกเท่านั้น แม้แต่แอ่งน้ำเล็ก ๆ ยังอุดมไปด้วยพันธ์ไม้น้ำและปลานานาชนิด ที่นี่จึงนับเป็นแหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นที่น่าค้นหาสำหรับผู้มาเยือน
นอกจากพันธุ์ไม้และสิงห์สาราสัตว์หลากชนิดแล้ว ภายในบริเวณอุทยานยังมีถ้ำมากมาย และมีพันธุ์นกกว่า 120 ชนิด
น่าเสียดายที่มีเวลาไม่มาก ไม่งั้นคงได้อ้อยอิ่งนั่งเรือล่องทะเลสาบน้อยใหญ่ภายในอุทยาน และคงได้เห็นมุมงามของพลิทวิเซมากกว่านี้
ท่ามกลางความงามของป่าเขา สีสันของธรรมชาติ และอากาศที่บริสุทธ์บนเทือกเขา บริเวณใกล้เคียงกับอุทยานยังหยิบยื่นความสะดวกสบาย ด้วยโรงแรมหรูและร้านอาหารในสไตล์ท้องถิ่น ที่ดึงดูดให้ผู้รักธรรมชาติจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนไม่น้อย
ไกด์บอกว่า ผู้คนมาเยือนพลิทวิเซทุกฤดูกาล เพราะแต่ละช่วงจะมีความงดงามที่แตกต่างกันไป เช่นว่า ถ้าเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ บริเวณที่ราบลุ่มจะบานสะพรั่งไปด้วยดอกไม้และป่าที่เขียวขจี ขณะที่ฤดูใบไม้ร่วงทั่วทั้งทะเลสาบจะหลากสีสันไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสี ทะเลสาบจะใสราวกับกระจก ส่วนฤดูหนาวทั้งป่าและบริเวณรายรอบ จะถูกปกคลุมไว้ด้วยหิมะขาวโพลน ทำให้สวยงามไปอีกแบบ
บอกลาญาติผู้น้องของจิ่วไจ้โกวเพื่อบ่ายหน้าต่อไปยังโทรเกียร์(Trogir) เมืองมรดกโลกอีกแห่งของโครเอเชีย
ระยะทาง 240 กิโลเมตรจากพลิทวิเซไปยังโทรเกียร์นั้นใช้เวลาร่วม 4 ชั่วโมง แต่ช่างเป็นช่วงเวลาที่ไม่น่าเบื่อเอาซะเลย ฉันเพลิดเพลินกับวิว 2 ฟากฝั่งถนนอย่างไม่รู้เบื่อ
นอกจากวิมานหลังน้อยหลังคาสีส้ม ที่เห็นได้ตลอดสองข้างทางแล้ว บางช่วงบางตอนยังเป็นหมู่บ้านรกร้างไร้เงาผู้คน ตัวบ้านมีร่องรอยของกระสุน ไกด์บอกว่านี่แหละเป็นผลพวงจากสงครามในอดีต หมู่บ้านบางแห่งถูกปล่อยร้างไว้ แต่บางแห่งก็เริ่มได้รับการบูรณะผู้คนกลับเข้ามาใช้ชีวิตดังเดิม
บัสวิ่งเลาะเลียบชายแดนบอสเนียฯ ยิ่งใกล้เมืองโทรเกียร์มากเท่าไหร่ ยิ่งพบว่าตัวเองอยู่ใกล้แผ่นดินบอสเนียมากขึ้นเท่านั้น
บนจุดชมวิวริมไฮเวย์ ฉันยิ้มให้บอสเนียฯเป็นการทักทาย บนรอยต่อของ 2 แผ่นดินฉันไม่อาจรู้ได้ว่าระหว่างโครเอเชียและบอสเนียฯนั้นใครบอบช้ำกว่ากัน
จิบเอ็กเพรสโซแกล้มกับชมวิวทิวทัศน์ไปพลาง นาทีนั้นปล่อยใจลอยไปตามลมจนลืมมองความงามของแผ่นดินบอสเนียฯ
ชั่วโมงถัดมา บัสเคลื่อนตัวเข้าสู่แนวชายฝั่งตะวันออกของทะเลอะเดรียติค นี่คงเป็นชายขอบโทรเกียร์ เมืองมรดกโลกซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางของจังหวัดดัลมาเทีย
แค่ชายขอบเมืองโทรเกียร์ก็ทำให้ฉันแอบยิ้มที่มุมปากได้ แม้โทรเกียร์จะเป็นเกาะเล็ก ๆ มีขนาด 250 ตารางกิโลเมตร มีชาวเมืองแค่หมื่นกว่าคน แต่โทรเกียร์เป็นเสมือนศูนย์กลางที่ทอดตัวอยู่ระหว่างแผ่นดินใหญ่กับแนวชายฝั่งของเกาะซีโอโว
โทรเกียร์ยามแดดจางคึกคักไม่แพ้เมืองหลวงอย่างซาเกร็บ และด้วยความที่เป็นเมืองท่องเที่ยวผู้คนจึงหนาตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตามคาเฟ่ริมทะเล ทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวนั่งกินลมชมวิวกันอย่างเพลินใจ


Oจากกรุงเทพไปโครเอเชีย สายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์มีเที่ยวบินไปซาเกร็บทุกวัน สอบถามที่ 02-2310300-3 คลิกไปดูที่ www.turkishairlines.com
Oแถวพลิตวิเซมีบ้านพักนอกอุทยาน แต่แนะนำว่าไปพักที่โทรเกียร์ดีกว่า คลิกไปสำรวจได้ที่เว็บไซต์อโกดา www.agoda.com