วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครั้งหนึ่งในเคราล่า

วันนั้นในฤดูมรสุม ภายในรัฐเล็กๆที่มีชายฝั่งขนานกับทะเลอาระเบียน ที่นี่รัฐบาลอินเดียมีคำโฆษณาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวว่า God’s own country

แต่คำว่า เคราล่า (Kerala) ในภาษามะละยาลัม แปลว่า “ดินแดนแห่งต้นมะพร้าว” ฉันเลือกสนามบินในเมืองโคชิน (Cochin) เป็นประตูด่านแรกเข้าสู่รัฐเคราล่า รัฐทางใต้ของอินเดีย เวลานั้นเป็นช่วงเช้าตรู่ที่เงียบเหงา ผู้คนบางตา บรรยากาศผิดหูผิดตาต่างจากอินเดียที่เคยรู้จัก สำหรับฉันทุกครั้งที่นึกถึง อินเดีย คือความโกลาหล วุ่นวาย อึกทึก และกลิ่น!(ของอินเดีย)

แต่ที่นี่...ไม่ใช่ และนั่นก็น่าจะเหมาะกับจุดมุ่งหมายของการเดินทางครั้งนี้

โรงพยาบาลธรรมชาติบำบัดเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองโคชินคือที่พักของฉัน แทนที่จะเป็นโรงแรมในย่านเอรนะกุลัม(Ernakulam)ศูนย์กลางของเมือง เพราะอยากสัมผัสกับบรรยากาศของการล้างพิษในประเทศต้นตำรับ...และนับจากนี้ไป ชีวิตสุกๆ ดิบๆ ของฉันในเคราล่ากำลังจะเริ่มขึ้น

อย่างที่บอกแต่แรกว่า ชีวิตของฉันส่วนใหญ่ในเคราล่า หมดไปกับปฏิบัติการล้างพิษ แต่ละวันอาหาร 3 มื้อของฉันคือ ผลไม้ ผลไม้ และผลไม้ น้ำหนักที่แบกมาจากกรุงเทพ ถูกรีดออกไปกว่า 8 กิโลภายในหนึ่งเดือน กิจวัตรประจำวันนอกจากการทำทรีเม้นต์ให้ตัวเอง โยคะ สมาธิ เวลาที่เหลือคือ การนั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสือ และที่ขาดไม่ได้คือการพูดคุยกับคนท้องถิ่น การเป็นชาวต่างชาติเพียงคนเดียวในสถานที่แห่งนี้ ทำให้ฉันเนื้อหอมเป็นพิเศษ และนั่นนำมาสู่คำถามข้างล่างนี้

“คุณแต่งงานหรือยัง” นี่คือคำถามที่ฉันต้องตอบตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่รัฐนี้ และถูกกระหน่ำใส่ฉันทุกๆ ครั้งที่ได้รู้จักกับคนใหม่ๆ ตลอดระยะเวลาเกือบสองเดือนในเคราล่า ถ้าเป็นบ้านเราก็คงถาม “มาจากไหน” “สบายดีไหม” อะไรทำนองนี้ แต่ที่นี่ คำถามแบบนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป และถ้าคุณตอบว่า “ยัง” คำถามต่อไปคือ “ทำไม” หรือไม่ก็

“สายไปแล้ว” !!!

หลังๆ เมื่อมีโอกาสได้ถามไถ่เพื่อนชาวเคราล่าถึงได้รู้ว่า เพราะฉันมาใช้ชีวิตอยู่ในต่างถิ่นเพียงลำพัง ในวัยที่ควรจะต้องมีครอบครัวให้ดูแลแล้ว จึงกระตุ้นให้เกิดคำถามเหล่านี้ตามมา สังคมอินเดียเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับ “หน้าที่” ทุกคนมีบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนตามช่วงวัย การสร้างครอบครัวคือหนึ่งในหน้าที่ตามความเชื่อในสังคมอินเดีย

ผู้หญิงส่วนใหญ่จะแต่งงานเมื่อถึงวัยอันควร ในเคราล่าก็เช่นกัน แม้จะมีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่า ผู้หญิงในเคราล่าเป็นผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาสูง มีอิสระ และสถานภาพสูงกว่าผู้หญิงในรัฐอื่นๆ ของอินเดียก็ตามที แต่เรื่องนี้...ยกเว้น

จะว่าไปแล้ว จู่ๆ ฉันก็จับพลัดจับผลูมีโอกาสได้ไปร่วมในงานแต่งงานแบบไม่ได้รับเชิญ การแต่งงานในอินเดียถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ในอินเดียรวมถึงที่เคราล่าด้วย ครอบครัวส่วนใหญ่ยังใช้วิธีการจับคู่อยู่ หรืออย่างน้อยต้องได้รับความเห็นชอบจากพ่อแม่เสียก่อน ได้ยินเสียงบ่นของหนุ่มสาวสมัยใหม่บางคนอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรเสียนี่ยังเป็นวิถีปฏิบัติที่เข้มข้นในสังคมอินเดีย แม้ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายจ่ายค่าสินสอดก็จริง แต่ค่าใช้จ่ายในงานเลี้ยงทั้งหมดเป็นหน้าที่ของฝ่ายชาย

ในงานนี้ฉันได้มีโอกาสลิ้มลองอาหารเคราล่าแบบพื้นถิ่นเป็นครั้งแรก เจ้าภาพจะจัดโต๊ะยาวเรียงเป็นแถวไว้สำหรับแขกที่มาร่วมงาน วางใบตองว่างเปล่าไว้ด้านหน้า จากนั้นจะมีคนเดินเสิร์ฟข้าวสวยเม็ดเรียวยาว ข้าวเกรียบทอด(ปั๊ปดั๊ม) พริกดอง(พิ๊กค็อง) กล้วยฉาบ แกงถั่ว(ดาล) และผัดผักกับเนื้อมะพร้าว ตบท้ายด้วยขนมหวาน(ปยาซัม) เมื่ออาหารทุกอย่างพร้อมแล้ว แขกทุกคนจะใช้นิ้วมือทั้ง 5 นิ้วเปิบอาหารเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย เห็นอย่างนี้แล้ว ฉันจึงขอเว้นวรรคจากการล้างพิษชั่วคราวเพราะไม่อยากพลาดโอกาสงามๆ แบบนี้

การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ยังทำให้ฉันได้มีโอกาสอยู่ร่วมในช่วงเทศกาลสำคัญของรัฐนี้ นั่นคือ เทศกาลโอนัม (Onam) ซึ่งจะจัดขึ้น เป็นเวลา 10 วันในช่วงกันยายนของทุกปี ถือว่าเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ของคนเคราล่า เปรียบเสมือนวันปีใหม่ก็ว่าได้

มีเรื่องเล่าไว้ว่า เทศกาลโอนัม จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงท้าวมหาพลี กษัตริย์ของพวกอสูรซึ่งถูกพระวิษณุขับออกจากบ้านเมือง แต่พระองค์ทรงรักใคร่ห่วงใยราษฎรมาก พระวิษณุจึงประทานอนุญาตให้เสด็จกลับมาได้ปีละครั้ง ดังนั้น ในช่วง 10 วันของเทศกาลโอนัม ชาวเคราล่าจะจัดการแข่งขันเรืองูอันคึกคัก ถือว่าเป็นการต้อนรับพระองค์ โดยเฉพาะที่เมืองจัมปากุลัม และโกฏฏายัม

นับว่าโชคดี ที่พักของฉัน ตั้งอยู่ในเมืองจัมปากุลัม ไม่ไกลจากสถานที่จัดงาน วันนั้นบริเวณนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนหลั่งไหลมาดูขบวนพาเหรดทางน้ำ และการแข่งเรือจากทั่วทุกสารทิศ จากข้อมูลที่บอกว่า เคราล่าเป็นรัฐที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในอินเดีย วันนั้นเห็นท่าจะจริง

ในเทศกาลนี้ จะเห็นสาวๆ เคราล่าแต่งตัวสวยเป็นพิเศษ ส่าหรีสีสันสดใสในแบบเคราล่าถูกนำมาประดับกาย ที่ศีรษะของหญิงสาวจะมีดอกมะลิหอมกรุ่นที่รอยเป็นพวงประดับอยู่ที่เรือนผม บริเวณหน้าบ้าน และเทวาลัยแต่ละที่จะมีการนำกลีบดอกไม้สีสันสดใสมาตกแต่งเป็นลวดลายสวยสดงดงาม มีการจัดเลี้ยงอาหารกันภายในบ้าน พร้อมทั้งสวดมนต์ต่อพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าคนศาสนาใดทั้งฮินดู มุสลิม คริสต์ และยิว ต่างร่วมกันเฉลิมฉลองในเทศกาลนี้

ฉันไม่แปลกใจเลยที่เคราล่าเป็นรัฐเดียวในอินเดียที่ไม่มีการปะทะกันระหว่างศาสนา เพราะตลอดเวลาในเคราล่า ฉันอยู่ท่ามกลางผู้คนหลากหลายที่ผสานกลมเกลียว การอยู่ในสังคมที่มีศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิประเทศที่หลากหลายเช่นนี้ คงมีส่วนกล่อมเกลาและสร้างขันติธรรมขึ้นในใจของผู้คนที่นี่.....เคราล่า