"โปรดตัดสินตัวฉันที่ผลงาน ไม่ใช่เพศ" อันเนมารี จาเซียร์
หนึ่งในแนวโน้มของโลกภาพยนตร์ปัจจุบันที่ไม่อาจเมินเฉยได้อีกต่อไป คือการปรากฏตัวอย่างรวดเร็วของนักทำหนังสาวชาวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับอย่าง ไฮฟา อัล-มันซัวร์ ชาวซาอุดิอาระเบีย เชเรียน ดาบิส ลูกครึ่งปาเลสไตน์-อเมริกัน และ เนดีน ลาบากี ชาวเลบานอน ผู้เคยร่วมงานเทศกาลหนังมาแล้วทั่วโลก
เพื่อเป็นการต้อนรับคลื่นลูกใหม่นี้ เทศกาลภาพยนตร์เบิร์ดส อาย วิว ประจำปี 2013 ก็ได้เฉลิมฉลองให้กับหญิงสาวนักทำหนังชาวอาหรับทั้งหลาย
อย่างไรก็ตาม เพศและปูมหลังของการเป็นชาวอาหรับยังทำให้หลายคนนำมาเป็นเกณฑ์ตัดสินผลงานของพวกเธอ ซึ่งไม่ได้ทำให้ผู้กำกับสาวเหล่านั้นรู้สึกดีนัก
อันเนมารี จาเซียร์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอถูกเรียกว่าเป็น 'ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรกของปาเลสไตน์' ซึ่ง When I Saw You หนังใหม่ของเธอได้ฉายเปิดเทศกาลด้วย แต่การถูกขนานนามอย่างนั้นก็เริ่มต้นมาจากการกรอบกรงอะไรบางอย่าง จาเซียร์ จึงรู้สึกยินดีกับการยอมรับในฐานะคนทำหนังตามแบบของเธอมากกว่าในฐานะผู้แบกรับมาตรฐานของความเป็นหญิงอาหรับเอาไว้
“ฉันไม่คิดว่าผู้หญิงจะทำหนังได้ต่างจากผู้ชาย” จาเซียร์ เล่า “คุณก็แค่อยากเป็นคนทำหนัง ใช่...ฉันเป็นชาวปาเลสไตน์ ใช่...ฉันเป็นผู้หญิง แต่ฉันก็เป็นอะไรอย่างอื่นอีกมากมายเช่นกัน...แต่บางครั้งการเป็นผู้หญิงอาหรับก็โอบล้อมตัวคุณอย่างแน่นหนาจนทำให้คนอื่นเห็นคุณได้เพียงแค่นั้น”
ภาพยนตร์ของเธอซึ่งเป็นโปรดักชันร่วมกันระหว่างปาเลสไตน์และจอร์แดน ได้จับเอาหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ของตะวันออกกลาง คือการลี้ภัยของชาวปาเลสไตน์ไปยังจอร์แดนในปี 1967 เป็นช่วงเวลาที่สั่นสะเทือนครอบครัวของเธออย่างมาก
“พ่อแม่ของฉันมาจาก เบธเลแฮม ปี 1967 เป็นปีที่ เบธเลแฮม ถูกอิสราเอลยึดครอง ฉันสนใจช่วงเวลานั้นมากเพราะเป็นเรื่องราวที่ตัวเองได้ฟังมาตลอดชีวิต” ผู้กำกับสาววัย 37 ปีสะท้อน “มันเป็นปีที่บ่งบอกถึงทุกๆ สิ่ง”
ตัวละครหลักของเรื่องชื่อ ทาเร็ค เด็กชายวัย 11 ปีผู้หนีข้ามพรหมแดนของจอร์แดนไปอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยกับ เกย์ดา แม่ของเขา พวกเขาสูญเสียพ่อของ ทาเร็ค ไปท่ามกลางความอลหม่านของสงคราม เรื่องราวแบบนี้ทำให้โทนหนังเป็นไปได้ทั้งน่ากลัวและเงียบเหงา แต่โทนของ When I Saw You กลับดูร่าเริงและร้อยเรียงเรื่องราวเหมือนโคลงกลอนสั้นๆ ในบางครั้งหนังยังดูเหมือนเป็น The Adventures of Huckleberry Finn เวอร์ชันอาหรับเสียด้วยซ้ำ
ในช่วงปลายยุค 1960 จาเซียร์ อธิบายว่า มีแนวคิดแบบอุดมคติในกลุ่มชาวปาเลสไตน์ที่เป็นเฟดายีนหรือกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ “เราต่างรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทุกๆ สิ่งที่ผิดพลาดและช่วงเวลาดำมืดที่ตามมา แต่ฉันต้องการให้หนังอยู่ในช่วงเวลานี้ก่อน”
ทาเร็ค รับบทโดย มาห์มุด อัสฟา นักแสดงเด็กหน้าใหม่ผู้อาศัยอยู่กับครอบครัวในค่ายผู้ลี้ภัย เออร์บิด ในจอร์แดน โดยหนังได้เสนอมุมมองของ ทาเร็ค ที่ไม่เข้าใจเรื่องการเมืองรวมถึงไม่เข้าใจสิ่งที่กลุ่มเฟดายีนกำลังทำอยู่ด้วย ทุกๆ คนล้วนอยากกลับบ้าน ซึ่งดูราวกับว่าอาจจะเป็นไปได้ เด็กๆ ชอบเล่นต่อสู้กับนักรบของกลุ่มเฟดายีนรวมถึงเล่นปืน โดยไม่ได้คิดว่าตัวเองอาจต้องใช้มันจริงๆ
“มีเรื่องโรแมนติกบางอย่างในช่วงเวลานี้ กลุ่มเฟดายีนเองก็เป็นเพียงคนธรรมดา พวกเขาไม่ได้เป็นกองทัพที่ถูกฝึกมา ในหนังเรื่องนี้ คุณจะไม่ได้เห็นความรุนแรงทั้งของสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ครอบครัวผู้ลี้ภัยหลบหนีมาจริงๆ หรอก” ผู้กำกับสาวอธิบาย ผู้ชมจะได้ยินเพียงเสียงปืนอยู่ไกลๆ แต่จะไม่มีฉากสงครามปรากฏให้เห็น
หนังเรื่องนี้ใช้เงินทุนในการสร้างไป 1 ล้านดอลลาร์ จางอี้โหมว ผู้กำกับชาวจีนได้ช่วยเธออย่างมาก ซึ่ง จาเซียร์ เคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับหนังเรื่อง Flowers of Shanghai ของเขาด้วย ทั้งนี้ จาง ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับเธอในโครงการการกุศลของ โรเล็กซ์ ที่จะนำเอาผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะมาพบกับศิลปินรุ่นใหม่ไฟแรงเพื่อร่วมกันสร้างปีแห่งการผลงานอันสร้างสรรค์
สำหรับ Flowers of Shanghai นำแสดงโดย คริสเตียน เบล เป็นการนำเรื่องราวที่นานกิงถูกกองทัพญี่ปุ่นรุกรานในปี 1937 มาเล่าใหม่ด้วยเนื้อหาที่ละเอียดถี่ถ้วน จาเซียร์ ยอมรับว่า เธอประหม่าในการทำงานร่วมกับ จาง แต่แล้วเธอก็ตระหนักได้ว่า แนวทางการกำกับของเขา มีความไม่แน่นอนเช่นเดียวกับเธอ และเขายังมีใจที่เปิดกว้างมากพอสำหรับการมองเห็นความเท่าเทียมกันด้วย.





