ในห้วงเดือนแห่งความรัก - กุมภาพันธ์ 2556 ผมร่วมแสดงความยินดีกับความรักที่สร้างสรรค์ของ คุณไก่ - มีสุข แจ้งมีสุขกับคุณคิม-พงศกร ดิลกชัยพัฒน์
และแสดงความชื่นชม ที่คู่รักคนดังคู่นี้ ประกาศเดินทางไปฮันนิมูนที่ประเทศลาวเป็นเวลา 1 สัปดาห์
ที่ผ่านมา ในฐานะพิธีกรรายการโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งสูง คุณไก่มีบทบาทส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวเมืองไทยมากมายหลายถิ่นที่ วันนี้ เมื่อ “ประชาคมอาเซียน” กำลังจะเกิด คุณไก่ก็เป็นแบบอย่างของการเปิดพรมแดนอุษาคเนย์ หรืออาเซียน ด้วยการไปฮันนิมูนในประเทศเพื่อนบ้าน
หนุนส่งกระบวนการสร้าง “ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน” (ASCC) ซึ่งมีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่า AEC หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การที่ชาวอาเซียนเดินทางท่องเที่ยวในอาเซียน ก็คือการไปเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรมของกันและกัน อันถือเป็นขั้นตอนการเตรียมพร้อมสู่ “ประชาคมอาเซียน” ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะคนที่ไม่รู้จักนิสัยใจคอกัน จะมาเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน...ได้อย่างไร?
ในฐานะสื่อมวลชนสายงานสารคดี ผมมีโอกาสไปสัมผัสวิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มอินโดจีน คือ เวียดนาม ลาว กัมพูชา เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 ตามมาด้วยพม่า ปี 2536 และมาเลเซีย อินโดนีเซีย ในปี 2538 ซึ่งช่วงเวลานั้น หลายประเทศที่กล่าวมาเพิ่งฟื้นจากภาวะสงคราม บางประเทศ อย่างกัมพูชา ยังมีการสู้รบ ชนิดที่ระหว่างการถ่ายทำสารคดี บางที เรามีเสียงปืนใหญ่ดังขับกล่อมในระยะ 10-20 กิโลเมตร
ผลงานสารคดีในช่วงนั้น ทั้งที่เป็นสารคดีโทรทัศน์ อย่างรายการโลกสลับสี ชุด เวียดนาม อาณาจักรล้านช้าง นครวัด นครธม และที่เป็นหนังสือสารคดีสัญจร อย่าง ท่องแดนเจดีย์ไพร ในพุกามประเทศ ซินจ่าวเวียดนาม ชายชรากับบ่วงกับและคำสาบแห่งนครวัด นครธม ฯลฯ
ส่วนใหญ่เป็นภาพสะท้อนอาการตื่นตะลึงของคนที่แทบไม่รู้จักเพื่อนบ้านของตนเอง และแทบไม่เชื่อว่า ดินแดนที่มีการสู้รับกันดุเดือดเลือดพล่านอย่างอินโดจีน จะเต็มไปด้วยร่องรอยอารยธรรมโบราณอันชวนอึ้ง อย่างมหาปราสาทนครวัด เปี่ยมด้วยสีสันวัฒนธรรมทรงเสน่ห์ อย่างเว้ หลวงพระบาง และดารดาษด้วยหมู่เจดีย์จากแรงศรัทธามหาศาลนับพัน ๆ องค์อย่างพุกาม
การสัญจรสู่ลุ่มน้ำอิระวดี ในห้วงยามที่พม่ายังตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการทหาร ในใจผมเวลานั้น ด้านหนึ่งเห็นใจชาวพม่า แต่อีกด้านหนึ่ง ยังมิอาจลืมเลือนภาพเชลยศึกชาวอยุธยาที่ถูกทหารพม่าข่มเหงในสงครามคราวเสียกรุงถึงสองครั้งสองครา ภาพแม่ทัพพม่าจอมโหดและกักขฬะ ในละครอิงประวัติศาสตร์ ชุด “ขุนศึก” ที่สวมบทโดย “สมจินต์ ธรรมทัต” นักพากย์ฝีปากเอกแห่งช่อง 4 บางขุนพรหม (โมเดิร์นไนน์ทีวี.ในวันนี้) ยังตราตรึงในรอยจำ เพราะยังทำให้เลือดรักชาติฉีดแรงทั่วสรรพางค์กายได้ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว!
แต่ภาพพม่าที่เราเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยใจ กลับตรงกันข้าม อย่างที่เมืองแปร เราพบผู้คนที่น่ารักด้วยโสล่งและผ้าถุงซิ่น กรุ่นกลิ่นหอมแป้งสมุนไพรประทินผิว “ตะนะคา” บนใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างเปี่ยมมิตรไมตรี ที่พุกามเราตะลึงกับทุ่งทะเลเจดีย์มากมายเกินกว่าที่คาดเดาเอาไว้ เราหลงใหลเสียงเกือกม้ากระทบพื้นระรื่นหู ชนิดที่ไม่มีเสียงมอเตอร์ไซค์มาแทรกซึมแม้สักเดซิเบล ที่มัณฑะเลย์ เราอึ้งกับพิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี ที่เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่ยังมีลมหายใจ
ทุกครั้งที่สัญจรสู่พม่าพม่า เราไม่เคยได้รับแม้เพียงหางตาเชิงดูหมิ่นเหยียดหยามเราว่า...ฉันเคยตีบ้านแกแตกตั้งสองครั้งสองครา เพราะมันเป็นอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ความเป็นจริงในวันนี้ คือชาวพม่าชื่นชมในความเจริญก้าวหน้าของไทย ดูได้จากความนิยมสินค้าไทย ที่แม้จะแพงกว่า แต่ก็คุ้มค่าทั้งคุณภาพและความคงทน ยิ่งนานวัน ผมแทบจะหลงลืมปมแค้นในอดีตไปเสียสิ้น
แต่หลังเสร็จสิ้นงานสารคดีแล้ว การเดินทางของผมยังไม่จบ เมื่อมีผู้ใฝ่ใจในการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม ชักชวนให้ผมร่วมเดินทางไปถ่ายทอดประสบการณ์ และเสริมเติมข้อมูลความรู้เชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี คติชนวิทยา ฯลฯ ในทริปการเดินทางท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีหลายแห่งจัดขึ้นมา จวบจนวันนี้ ผมยังมีโอกาสเดินทางเข้า-ออกอาเซียนเป็นระยะๆ ทั้งในฐานะนักเขียนสารคดีอิสระ และวิทยากรผู้ให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
แต่ก็ด้วย “อารมณ์” ที่แตกต่างจากการไปในยุคแรก
ในเมื่อสงครามอินโดจีนที่ยืดเยื้อยาวนาน ถึงกาลต้องปิดฉาก พม่าที่เก็บตัวเป็น “ฤษีแห่งเอเชีย ใต้ร่มเงาเผด็จการทหาร” นานนับกึ่งศตวรรษ กำลังก้าวสู่วิถีทางประชาธิปไตย การสัญจรสู่นครวัด จากยุคปี 2533 ที่ต้องใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบิน 2 วันเต็มๆ (กรุงเทพฯ - เวียงจันทน์ - พนมเปญ - เสียมเรียบ - นครวัด) บัดนี้ เหลือระยะเวลาการบินจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่เสียมเรียบ เพียง 40 นาที ที่สำคัญ “อาเซียน” ที่เคยต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างอยู่ กำลังจะหลอมรวมเป็นครอบครัวเดียวกัน ในนาม “ประชาคมอาเซียน” ในอนาคตอันใกล้
ทว่า กาลเวลาเปลี่ยน บ้านเมืองเปลี่ยน ความคิดก็เปลี่ยน...
ผมจึงมีโอกาสได้สัมผัสความเปลี่ยนแปลงในประเทศเพื่อนบ้านเป็นระยะๆ และนำประเด็นความเปลี่ยนแปลงมานำเสนอเป็นบทความสารคดี ตีพิมพ์ในนิตยสาร และหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ตลอดจนนำเสนอเป็นรายงานพิเศษ ในรายการวิทยุอุษาคเนย์ ทางคลื่นความคิด Fm 96.5 อสมท ทุกบ่ายวันอาทิตย์
ครั้นเมื่อเกิดโครงการคัดสรรบทความสารคดีที่กระจัดกระจายในหลายสื่อดังกล่าวมารวมเป็นเล่ม จึงตั้งชื่อหนังสือว่า “มนตราอาเซียน” เพื่อสะท้อนความจริงคือ ไม่ว่าอาเซียนจะเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีและเข็มนาฬิกาสักเพียงใด แต่รากของสังคมผสมผสาน และจิตวิญญาณแห่งพหุวัฒนธรรมที่หยั่งลึก ทำให้อาเซียนยังทรงเสน่ห์ ดั่งมีมนตรามัดตรึงใจผู้ไปเยือนไม่เสื่อมคลาย
การสัญจรรอนแรมไปในอาเซียน ทำให้ผมมองเห็นความแตกต่างหลากหลาย ทั้งวัฒนธรรมการแต่งกาย การนับถือศาสนา ภาษา และอาหารการกิน ซึ่งมาตรฐานความสวย ความงาม ความอร่อย มิได้มีมาตรฐานเดียว อย่างที่เคยเข้าใจ
การเรียนรู้ท่ามกลางการเดินทาง เปิดประตูใจให้ยอมรับความแตกต่างของชาวอาเซียน กระทั่งยอมรับว่า เราสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ หากเคารพในความ “ไม่เหมือน”กันและกัน ซึ่งวันนี้ คือหัวใจสำคัญของการสถาปนา
“ประชาคมอาเซียน” ภายใต้คำขวัญ “Unity on Diversity”...เอกภาพบนความแตกต่างและหลากหลาย
ขอบคุณการเดินทาง ที่ช่วยลบอคติในใจเรา ขอบคุณเพื่อนบ้านอาเซียน ที่ช่วยเปิดตาอีกข้างให้กระจ่างแจ้ง ขอบคุณวิชาชีพสารคดี ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะรักตนเอง เท่าๆ กับรักคนอื่น





