วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฮันส์ เฟล ชายผู้สู้เพื่อ 'โลกเย็น'

ทางเลือกสู่นโยบายพลังงานยั่งยืนมิใช่เรื่องไกลเกินฝัน

นี่คือคำบอกเล่าอันพึงสำเหนียกและท้าทายยิ่งต่อการมองไปเบื้องหน้า ในห้วงเวลาที่เรากำลังกังวลกับภาวะการณ์ "แบล็ก เอาท์" ในเดือนเมษายน

จากนักฟิสิกส์ผู้ชื่นชอบ "เทคโนโลยีและนวัตกรรม" โดยพื้นฐาน เมื่อได้สัมผัสโลกแห่ง "พลังงาน" เขาพบว่าการคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานทำให้เคมีในตัวเองพุ่งพล่านปิติ ยิ่งได้รู้ว่าผลแห่งการค้นพบนั้นมีศักยภาพสูงที่จะเป็นทางออกอันยั่งยืนให้แก่วิกฤติพลังงานของคนทั้งโลก จึงตัดสินใจเดินหน้าทำให้ศักยภาพถูกนำมาใช้จริง


ไม่ใช่ด้วยการออกมารณรงค์บนท้องถนน หรือเรียกร้องแบบนักอนุรักษ์ทั่วไปนิยมทำ หากแต่เขากลับเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางนักการเมือง ตำแหน่งปัจจุบัน "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคกรีน" พ่วงตำแหน่งโฆษกพรรคกรีนด้านนโยบายพลังงานในรัฐสภาเยอรมนี


เขาร่วมออกแบบ "Feed-in- Tariff " ระบบภาษีศุลกากรที่ส่งเสริมการพัฒนาและลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน และผลักดันจนผ่านออกมาเป็นกฎหมาย ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนลดลง 10 เท่าในเวลา 10 ปี


ในเยอรมนี และระบบถูกนำไปประยุกต์ใช้ในเกือบ 70 ประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน ส่งผลให้เขาได้รับการยอมรับระดับสากล ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเปี่ยมวิสัยทัศน์ด้านพลังงานทางเลือก


ทุกวันนี้ เขาอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกสามคนทางตอนใต้ของเยอรมนี ในบ้านที่ออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหลัง


ปลายปีที่ผ่านมา เขาเปิดตัวอีกบทบาทในฐานะผู้เขียนหนังสือวิชาการ บนฐานของประสบการณ์จริง ชื่อว่า “Global Cooling: ยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องชั้นบรรยากาศ" เล่มแรกของหนังสือชุด "พลังงานที่ยั่งยืน" Sustainable Energy Book Series ที่เผยแพร่ระดับสากล


ชื่อของเขา... ฮันส์ โยเซฟ เฟล (Hans-Josef Fell)


กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เฟลเดินทางมาร่วมเสนอแนวคิดของเขา ณ อาคารรัฐสภาไทย และเปิดโอกาสให้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ได้สัมภาษณ์พิเศษ ต่อจากนี้ คือส่วนหนึ่งของบทสนทนาหลากหลายประเด็น ตั้งแต่ระดับโลก เอเซีย ลงมาไทย รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ทั้งหมดว่าด้วย "พลังงานหมุนเวียน" สิ่งที่ไหลเวียนในเส้นความคิดของชายคนนี้

ภาพรวมสถานการณ์พลังงานหมุนเวียนระดับโลกเป็นอย่างไร


หากมองเป็นจุด ๆ เราจะเห็นพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วมาก โดยเฉพาะในยุโรป จีน บราซิล และอินเดีย แต่ในระดับนโยบายยุทธศาสตร์แล้ว ยังคงไม่ได้ไปในทิศทางนี้ แต่ผมเชื่อว่าเรากำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนในเรื่องนี้ จากที่เคยเป็นแหล่งพลังงานที่ต้นทุนต่อหน่วยสูงมากในรอบสิบปีที่ผ่านมา ตอนนี้อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนได้พัฒนาต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลงตามลำดับ จนกระทั่งถึงจุดที่พลังงานหมุนเวียนสามารถแข่งขันได้ในเชิงราคา กับพลังงานจากฟอสซิลและนิวเคลียร์ ซึ่งในอีกไม่กี่ปีจากนี้ ก็จะถูกลงกว่านี้อีก ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นทั้งโลก การลงทุนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามความต้องการพลังงานที่ถูกลงของผู้บริโภค

แรงขับที่จะทำให้มีการขับเคลื่อนสู่พลังงานหมุนเวียนคืออะไร


แรงขับแรกคือความหิวพลังงานของโลก ทั้งจากจีน เอเซียตะวันออก อินเดียและประเทศอื่น ๆ อันดับสองคือความต้องการปกป้องชั้นบรรยากาศ ด้วยการไม่ก่อมลพิษต่าง ๆ แรงขับที่สาม คือราคาน้ำมันที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ภาพชัดเจนมากตอนนี้คือ การขาดแคลนพลังงานแบบเก่าที่พึ่งแหล่งพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก เราก็ได้เห็นกันแล้วว่าโลกมาถึงจุดสูงสุดของน้ำมัน (peak oil) ไปแล้ว ซึ่งหมายถึงราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินจะพุ่งขึ้น หากไม่หันไปสู่ทิศพลังงานหมุนเวียน สิ่งที่เราต้องเผชิญคือ วิกฤตเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานจากความต้องการพลังงานในราคาที่ถูก (พอที่จะจ่ายได้) ซึ่งมีเพียงพลังงานหมุนเวียนเท่านั้นที่จะสามารถตอบสนองได้ ด้วยเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง

ดูคุณมั่นใจว่าพลังงานหมุนเวียนจะถูกลงเรื่อย ๆ นับจากนี้ ?


มันถูกแล้วตอนนี้ มีการศึกษาของบลูมเบอร์ก ออสเตรเลีย ระบุชัดเจนว่าต้นทุนพลังงานลมตอนนี้ ถูกกว่าพลังงานที่ผลิตจากถ่านหินออสเตรเลียเองด้วยซ้ำ และอย่างที่ทราบกันดีว่า ต้นทุนถ่านหินในออสเตรเลียนั้นถูกเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก ดังนั้น สิ่งที่บลูมเบอร์กรายงานล่าสุด จึงน่าสนใจมาก ที่พลังงานลมสามารถแข่งขันกับถ่านหินได้ในเชิงต้นทุน

แต่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนในประเทศอื่นยังคงสูงอยู่หรือเปล่า


เหมือนจะเป็นเช่นนั้น ในความเป็นจริง ต้นทุนจริงมันไม่ได้สูงมาก หากมองให้ครบทั้งระบบ อย่าลืมว่าพลังงานจากฟอสซิลทั้งหลายนั้นมีต้นทุนเช่นนี้ เพราะได้รับการสนับสนุน รายได้จำนวนมากจากภาษีประชาชนถูกนำไปอุ้มต้นทุนการผลิตน้ำมันเบนซิน ดีเซล และการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ในมาเลเซียเพื่อนบ้านของคุณ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นในการลดราคาขายน้ำมัน มากกว่างบประมาณสำหรับระบบการศึกษาด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่นโยบาย (แนวคิด) ที่ดี เพราะจริงๆ แล้ว เราต้องการประชากรที่มีคุณภาพมากกว่าน้ำมันราคาถูก แค่ปรับทิศด้วยการยกเลิกการสนับสนุนทางการเงินนี้เสีย พลังงานหมุนเวียนก็จะมีราคาที่ถูกกว่าพลังงานฟอสซิลมากโดยทันที

คุณทำงานรณรงค์เรื่องการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมานานแค่ไหนแล้ว


จนวันนี้ก็ 40 ปีแล้ว ตั้งแต่ตอนผมเป็นนักศึกษา ผมได้เรียนรู้ว่าแหล่งพลังงานนี้ มีศักยภาพที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของคนทั้งโลกได้ แต่ยังมีปัญหาการพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าเท่าทันความต้องการมหาศาลที่เพิ่มขึ้นอยู่ ผมเริ่มรณรงค์เรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 70-80 เป็นต้นมา โดยไม่เห็นวี่แววของความสำเร็จ แต่ต่อมาผมได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในรัฐสภาเยอรมนี และนั่นก็เป็นก้าวสำคัญสำหรับผมที่จะร่างกฎหมายวางรากฐานให้อุตสาหกรรมพลังงานลงทุนพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน เกิดเป็นกฎหมายพลังงานใหม่ที่ผ่านรัฐสภาในปี 2543 และได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก


หลังจากนั้น การลงทุนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนก็เริ่มต้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ราคาต้นทุนเทคโนโลยีก็ลดลง ทำให้ราคาต้นทุนพลังงานหมุนเวียนลดลง 10 เท่าในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งถือว่าลดลงเยอะมาก มันทำให้เราเห็นความเป็นได้สูงมากของยุทธศาสตร์พลังงานบนฐานพลังงานหมุนเวียนซึ่งนับวันจะถูกลงเรื่อย ๆ

คุณเลยถูกมองเป็น "มิสเตอร์พลังงานหมุนเวียน" นับจากนั้น ?


ฟังดูดีนะครับ ผมชอบคำเรียกนี้

อะไรทำให้คุณตกหลุมรัก จนยอมทุ่มเททำงานเรื่องพลังงานหมุนเวียนขนาดนี้


ผมเป็นนักเทคนิคโดยพื้นฐาน ซึ่งโดยธรรมชาติก็จะหลงใหลในเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่แล้ว ทั้งเทคโนโลยีใหม่ การคิดค้นอะไรใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่คนแบบผมหลงใหลโดยพื้นฐาน พอผมได้เรียนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นคำตอบทางออกให้แก่วิกฤติปัญหาและความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอย่างน่าหวาดกลัว ทั้งวิกฤติโลกร้อน วิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขาดแคลนและราคาพุ่งต่อเนื่อง วิกฤติการขาดแคลนแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงวิกฤติจากพลังงานนิวเคลียร์ อันนำไปสู่ความขัดแย้งและการต่อสู้ท่ามกลางสงครามน้ำมัน ยุทธศาสตร์ใหม่อย่างพลังงานหมุนเวียนนั้น สามารถนำสันติมาให้โลกพร้อมกับโอกาส โอกาสที่จะสามารถแก้ปัญหาความยากจนของมนุษยชาติ ปัญหาการไม่สามารถเข้าถึงกระแสไฟฟ้าของคนจำนวนมากนับพันล้านที่ยังเป็นอยู่ พลังงานหมุนเวียน ด้วยความที่ไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงของมันโดยธรรมชาติ จึงมอบโอกาสที่จะให้คนเหล่านั้นสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ ดูตัวอย่างบังคลาเทศที่ธนาคารกรามีนสามารถกระจายสินเชื่อขนาดเล็กให้แก่คนกลุ่มที่ยากจนที่สุดของประเทศ ให้สามารถเข้าถึงไฟฟ้าและนำไปสร้างเศรษฐกิจได้

แนวโน้มเรื่องนี้ในประเทศจีนเป็นอย่างไร ในสายตาคุณ


จีนเป็นประเทศที่หิวพลังงานตัวฉกาจขนาดใหญ่ ยิ่งพัฒนาประเทศเร็วเท่าไร ก็ยิ่งต้องการพลังงานเพิ่มตาม ในอดีตจีนใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก เราจะเห็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน การใช้ก๊าซธรรมชาติ เช่นเดียวกับน้ำมันต่าง ๆ มีนิวเคลียร์อยู่บ้างเล็กน้อยในจีน เพราะจีนเชื่อเหมือนคนทั้งโลกตอนนั้นว่า การพัฒนาจะทำได้ต้องใช้พลังงานฟอสซิลเท่านั้น


แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เพราะจีนได้ตัดสินใจตั้งแต่สิบปีก่อนแล้วว่า จะหันมาทางพลังงานหมุนเวียน กระทั่งตั้งเป้าหมายชัดเจน ถึงวันนี้การลงทุนพลังงานหมุนเวียนในจีนถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในการลงทุนด้านพลังงานโลก ในแผน 5 ปีฉบับล่าสุด จีนตั้งเป้าที่จะใช้พลังงานลมให้ชัดเจน ปรากฎว่าในความเป็นจริง มันทำได้มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึงสิบเท่า ตอนนี้ก็เล็งไปตั้งเป้าหมายพลังแสงอาทิตย์อีก ซึ่งก็คาดว่าน่าจะทำได้จริงเกินเป้าเช่นกัน


ไม่นับรวมกับการลงทุนด้านพลังงานจากน้ำอีกส่วน เราคงจะเห็นแล้วว่า ตอนนี้ภาคขนส่งของจีนใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้น ในเมืองใหญ่ทั้งหลายในประเทศจีนตอนนี้ ไม่มีการใช้เครื่องยนต์ประเภทเผาไหม้เชื้อเพลิงแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนเป็นยานยนต์พลังไฟฟ้าที่ไม่มีเสียงรบกวน ไม่ก่อมลพิษอากาศ และนั่นเป็นก้าวย่างที่น่าประทับใจมาก ใช่ ในความเป็นจริงเราต้องพึ่งพาทั้งพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานหมุนเวียน แต่สิบปีจากนี้ผมว่าเราจะหันไปใช้เฉพาะพลังงานหมุนเวียนกัน เพราะมันจะกลายเป็นแหล่งพลังงานมีต้นทุนถูกมากที่สุด หากเป็นเช่นนั้นทำไมเรายังต้องเลือกพลังงานที่ก่อปัญหาทั้งมลพิษอากาศและอื่น ๆ ต่อไปล่ะ

สัญญาณอะไรที่ทำให้คุณเชื่อว่าประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนจะหันไปพึ่งพลังงานหมุนเวียนขนาดนั้น


ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นเหตุผลแรก ใช่ มันมีสัญญาณ วันนี้จีนเป็นชาติที่ลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผมจำตัวเลขเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่มั่นใจว่าจีนเป็นผู้นำระดับโลกในการลงทุนทั้งด้านพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับระบบทำน้ำร้อน ทั้งยังเป็นผู้นำในการลงทุนโรงงานพลังงานชีวมวลที่ใหญ่ที่สุดในเท็กซัส จะเป็นรองยุโรปก็แค่การลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเชื่อว่าในสามปีจากนี้ก็จะนำหน้ายุโรปได้

แสดงว่าพลังงานหมุนเวียนในเอเชียตะวันออกจะถูกกว่าแหล่งพลังงานอื่นนับจากนี้ ?


ใช่ ข้อดีที่สุดของพลังงานหมุนเวียนคือ ยิ่งเราลงทุนพัฒนามันมากเท่าไรมันก็จะยิ่งมีต้นทุนต่ำลงเรื่อย ๆ ไม่เหมือนแหล่งพลังงานฟอสซิลที่ยิ่งเราใช้มันมันก็จะยิ่งแพงขึ้นและหายากขึ้นเรื่อย ๆ ทิศทางเช่นนี้จะนำไปสู่การคาดการณ์แบบได้ได้อีก การศึกษาของบลูมเบอร์กก็ยืนยันชัดเจนแล้วว่าพลังงานหมุนเวียนถูกกว่าพลังงานฟอสซิลจริงในออสเตรเลีย

แล้วแนวโน้มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ล่ะ คุณมองอย่างไร


จีนจะเป็นชาติผู้นำ ญี่ปุ่นจะตามมาเพราะปัญหานิวเคลียร์เช่นที่เกิดขึ้นตอนนี้ ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่นต้องการทบทวนทิศทางการใช้พลังงานนิวเคลียร์ กำลังพัฒนายุทธศาสตร์ฉบับใหม่ที่ให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เกาหลีก็ไปในทิศทางนี้ ประเทศอื่น ๆ อย่างนิวซีแลนด์ เป็นตัวอย่างที่มุ่งตรงไปที่พลังงานหมุนเวียนเพื่อเป้าหมายชัดเจน ปกป้องภูมิศาสตร์ทางทะเลของประเทศ รวมถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาเลเซีย ไทยและฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังพัฒนายุทธศาสตร์พลังงานหมุนเวียนเช่นกัน แม้จะไม่ได้เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีเพียงพอ แต่ก็เชื่อว่าพวกเขาจะเรียนรู้และปรับใช้ประสบการณ์จากประเทศอื่นมาปรับให้มันดีขึ้น


มาเลเซียเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในภูมิภาค มีโรงงานขนาดใหญ่มากมาย ไม่ช้าจากนี้พวกเขาจะตระหนักว่าโรงงานขนาดใหญ่ยังไม่สำคัญเท่าการเป็นผู้ผลิตพลังงานขนาดใหญ่

ทิศทางการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในมาเลเซียเป็นอย่างไร


ใช่ มาเลเซียมีกฎหมายด้านนี้ที่ดี น่าสนใจมาก ไม่นานฟิลิปปินส์ก็จะเจริญรอยตาม เช่นเดียวกับไทย ที่เขาต้องทำคือปรับเปลี่ยนบางส่วนของกฎหมายให้ไม่มีข้อจำกัด หรือขัดขวางการพัฒนาการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในอนาคต ทำให้การลงทุนด้านนี้ทำได้ในระยะที่สามารถกลับคืนทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น นั่นก็จะทำให้เราเห็นการลงทุนใหม่ ๆ ด้านนี้เบ่งบานเต็มไปหมด


ประเทศไทยก็มีการลงทุนด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ ไบโอดีเซล ไบโอเอธานอล และเชื้อเพลิงจากพืช เป็นทิศทางการลงทุนที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ตรงกันข้ามกับไทย การลงทุนด้านเชื้อเพลิงชีวภาพในอินโดนีเซียพัฒนาบนการตัดป่าฝนเขตร้อน ทั้งที่เราต้องการให้ป่าฝนเขตร้อนเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพและกักเก็บคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศ โอกาสจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อ เราสามารถรวมปัจจัยความยั่งยืนเข้ากับเงื่อนไขด้านสังคมได้

มีข้อแนะนำอะไรสำหรับประเทศไทยไหม


มีครับ ประเทศไทยมีความเป็นไปได้มากมายเรื่องแหล่งพลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ ก๊าซชีวภาพ และชีวมวล ในแง่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เรามีเทคโนโลยีผลิตถ่านหินชีวภาพ "ไบโอชาร์" จากเศษวัสดุภาคเกษตรที่ทั้งต้นทุนถูกและสามารถประยุกต์ใช้เป็นเชื้อเพลงในโรงไฟฟ้าถ่านหินทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ หรือคุณจะใช้ผลิตปุ๋ยชีวภาพเพิ่มคุณภาพดินให้มีผลผลิตการเกษตรเพิ่มขึ้นด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้แทนที่จะทำเกษตรเคมีแบบเข้มข้นก็ได้

คุณมองแนวโน้มปัจจัยการเมืองที่จะผลักดันนโยบายพลังงานหมุนเวียนอย่างไร


ผมเห็นสัญญาณบางอย่างจากข้อเท็จจริงที่ว่า คุณมีกฎหมายระบบ Feed-in Tariff * ซึ่งสามารถปรับให้มาส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ เมืองไทยมียุทธศาสตร์พัฒนาพลังงานในชนบทอยู่แล้ว การฟื้นฟูป่าในภาคเหนือของไทยก็เป็นฐานสำคัญที่ดี ผลผลิตจากต้นไม้สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงและท่อนไม้ก็สามารถใช้ทดแทนการใช้พลังงานหรือสารเคมีอีกส่วน สัญญาณที่ไทยจะเริ่มพัฒนาพลังงานหมุนเวียนไปพร้อมกับการปกป้องชั้นบรรยากาศนั้นดูดีมากในสายตาผม


(*ระบบ Feed-in Tariff เป็นมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าที่อัตราค่าไฟฟ้ารวมต่อหน่วยที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานในแต่ละเทคโนโลยี และราคาขายไฟที่ผู้ลงทุนได้รับจะคงที่ตลอดอายุโครงการ แตกต่างจากมาตรการส่งเสริมฯ ที่ประเทศไทยใช้อยู่คือระบบ Adder ซึ่งเป็นมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนมาลงทุนผลิตไฟฟ้าด้วยการให้เงินสนับสนุนในลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามค่าไฟฐาน และค่า Ft ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในอนาคต ในเชิงหลักการ ระบบFeed-in Tariff จะมีความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากกว่า-ผู้เขียน)

หากจะไปในทิศทางดังกล่าว อะไรคือความท้าทายสำหรับประเทศไทยในสายตาคุณ


ความท้าทายใหญ่ที่สุดอันดับแรกคือเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ ที่ซึ่งประชากรหนาแน่นมาก และมีความต้องการพลังงานสูงมาก ประเทศไทยต้องมุ่งยุทธศาสตร์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระบบแสงสว่าง ระบบทำความเย็นและอื่น ๆ และต้องผสานยุทธศาสตร์นี้ให้เข้ากับยุทธศาสตร์การผลิตไฟฟ้าภาคชนบทที่เน้นผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ก๊าซชีวภาพ เพื่อป้อนพลังงานให้เมืองใหญ่


ความท้าทายที่สองคือ วิกฤติจราจร ซึ่งก่อมลพิษอากาศรุนแรง ไม่นับมลพิษเสียงและปัญหาอื่น ๆ เมืองใหญ่ ๆ ของไทยต้องมุ่งพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟ รถใต้ดินที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากแสงอาทิตย์และลม นั่นก็จะทำให้ระบบขนส่งสะอาด ปลอดภัยพร้อมลดสภาพจราจรที่แออัดลง ทุกวันนี้คุณก็คงตระหนักเป็นอย่างดีแล้วว่า มีรถจำนวนมหาศาลบนถนนที่เคลื่อนตัวยากมาก อยู่ในสภาพขับไปหยุดไป

เคยได้ยินนโยบายส่งเสริมด้านการเงินแก่ "รถคันแรก" ของไทยไหม เห็นเป็นอย่างไร


ไม่เคยได้ยินครับ ส่วนความเห็นจากเท่าที่ฟังเร็ว ๆ ในเรื่องนี้ ถ้าเป็นผมนะ ถ้าต้องทำจริง ๆ ผมจะเอาเงินที่สนับสนุนเรื่องนี้ไปให้แก่คนที่ซื้อรถยนต์ที่ปลอดมลพิษแทน น่าจะเป็นแนวคิดที่ดีกว่า อย่างรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รถไฮบริดจ์ น่าจะเข้าท่ากว่า

แต่สำหรับรัฐบาลไทย นั่นอาจจะดูเป็นเรื่องยากและซับซ้อนไปหน่อย ?


ไม่นะ แนวคิดนี้น่ะทำได้จริง ๆ ดูที่เกาะอังกฤษสิ เขาให้เงินสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ในเยอรมนี เรายกเว้นภาษีให้รถยนต์ไฟฟ้า มันเป็นไปได้ที่จะมีระบบสนับสนุนทางการเงินให้แก่ทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าและปล่อยมลพิษน้อยกว่า มันฟังดูบ้ามาก เมื่อรู้ตัวเลขข้อเท็จจริงระดับโลกที่ว่า ก๊าซเรือนกระจกทุก ๆ ตันที่ออกสู่ชั้นบรรยากาศทุกวันนี้นั้น มาจากกิจการที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากภาษีของพวกเรามากถึง 100 เหรียญสหรัฐ (โดยไม่รู้ตัว) เรากำลังจ่ายเพื่อสนับสนุนให้เกิดโลกร้อนอยู่ทุกวัน

เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นอย่างไรในสายตาคุณ


เราต้องมองยุทธศาสตร์ที่ผสมผสาน ที่มีเป้าหมายมุ่งทางเลือกที่นำไปสู่ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสาธารณะมากขึั้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นสำคัญ ถ้าเรามียานยนต์ที่ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น อย่างรถยนต์ไฟฟ้า รถบัสไฟฟ้าแล้ว สำหรับการเดินทางระยะไกลที่ต้องใช้รถบรรทุก หรือรถยนต์ทางไกล การใช้รถแทรกเตอร์ในไร่นา ก็ต้องดูการใช้เชื้อเพลิงที่เหมาะสมกับความต้องการเหล่านี้ด้วย ซึ่งเชื้อเพลิงชีวภาพน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในกรณีเช่นนี้ แต่ก็ต้องเป็นทางเลือกแบบยั่งยืนด้วย นั่นคือการใช้เชื้อเพลงชีวภาพจากพืชอย่างน้ำมันปาล์มโดยตรง ไม่ใช่ไบโอดีเซล หรือน้ำมันปาล์มที่ผ่านกระบวนการปรับแต่ง เพราะจะทำให้เกษตรกรสามารถผลิตเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์เหล่านั้นได้เองในต้นทุนที่แข่งขันได้กับต้นทุนของผู้ผลิตเอกชน

ในวาระที่กรุงเทพฯ กำลังมีผู้ว่าคนใหม่ คุณมีมุมมองอะไรจะเสนอแนะสำหรับนโยบายด้านพลังงานที่ยั่งยืนเหมาะสมแก่มหานครอย่างกรุงเทพฯ ไหม


จากประสบการณ์ของเยอรมนี พรรคกรีนก่อตั้งมายี่สิบปี ถูกคนจำนวนมากปฏิเสธมาตลอด เพราะคิดว่าแนวคิดเราจะสร้างภาระทางการเงินให้ประเทศ ถึงวันนี้ก็ชัดเจน เราอยู่ในยุคเศรษฐกิจสีเขียวที่เต็มไปด้วยทางเลือกและทางออกที่ใช่


มันสำคัญมากสำหรับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่จะต้องมุ่งพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงระบบขนส่งใต้ดิน ขนส่งระบบรางที่ใหญ่ขึ้น พร้อมกับเร่งการใช้พลังงานหมุนเวียนให้เร็วกว่านี้ นี่ข้อแรก
อีกข้อที่สำคัญคือ การใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์แบบเผาไหม้เชื้อเพลิง (อย่างน้ำมันหรือแก๊ส) ดูตัวอย่างเมืองใหญ่ในจีนอย่างปักกิ่งหรือเชี่ยงไฮ้เป็นตัวอย่าง คุณมีเครื่องยนต์ที่ปล่อยมลพิษและเสียงดังมากไปแล้ว คิดถึงเครื่องยนต์ไฟฟ้าได้แล้ว

จะทำได้ ต้องการการตัดสินใจทางการเมืองเป็นสำคัญ ?


ใช่ หากมองจากประสบการณ์ของจีนทำมาเจ็ดปีแล้วสำหรับเมืองใหญ่ที่สุด ส่วนหัวเมืองสำคัญ ๆ ตัดสินใจทำมาห้าปี ไม่มีการอนุญาตให้ยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เผาไหม้เข้าในเขตศูนย์กลางเมืองเลย ซึ่งก็ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นด้วย อุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ปลอดมลพิษอย่างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า