ไบรอัน แฟร์รี จาก ร็อกซี มิวสิค ถึง นิว ออร์ลีนส์

ไบรอัน แฟร์รี จาก ร็อกซี มิวสิค ถึง นิว ออร์ลีนส์

อนันต์ ลือประดิษฐ์ เขียนถึงศิลปินร็อคที่มาปันใจให้ดนตรีแจ๊ส

คนฟังเพลงอังกฤษยุคเซเวนตีส์ ล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ร็อกซี มิวสิค” วงดนตรีที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ผู้นำเสนอความแปลกใหม่ ทั้งมุมมองทางสังคมและสุ้มเสียงดนตรี


สมาชิก ไม่เพียงเจ้าพ่ออิเล็กทรอนิกา อย่าง ไบรอัน อีโน หรือ มือโอโบฝีมือระดับพระกาฬอย่าง แอนดี แมคเคย์ ที่ฝากความล้ำหน้าไว้ในบริบทของบทเพลงอันเรียบง่ายเท่านั้น แต่พลพรรคคนสำคัญของ ร็อกซี มิวสิค หนีไม่พ้น ไบรอัน แฟร์รี นักร้องนักแต่งเพลง ที่ล่าสุดเพิ่งหยิบเอาเพลงของ “ร็อกซี” มาปัดฝุ่นใหม่ หลังจากการสลายวงมาตั้งแต่ปี 1983 (หลังจากนั้นมา ยังมีการรียูเนียนตามสูตรของวงดังเป็นครั้งคราว)


ความฝันของ ไบรอัน คือทำอัลบั้มเพลงบรรเลงสักชุด และเหนืออื่นใด มันต้องคลี่คลายออกมาในแบบ “นิว ออร์ลีนส์ แจ๊ส” เสียด้วย ผลลัพธ์ที่ได้คืออัลบั้ม Jazz Age ที่นักร้องวัย 67 ทำออกมาสำเร็จในที่สุด ภายใต้ชื่อ ไบรอัน แฟร์รี ออร์เคสตรา


ในอัลบั้มมีทั้งเพลงจากยุคแรกของ ร็อกซี มิวสิค บางส่วนเป็นเพลงฮิตที่เสมือนลายเซ็นต์ของเขา ไม่ว่าจะเป็น “Virginia Plain” , “Do the Strand” , “Avalon” จนถึงเพลงจากผลงานเดี่ยวในยุคหลัง อย่าง “Reason or Rhyme”

งานนี้ ไบรอัน แฟร์รี มี โคลิน วูด มือเปียโน ที่ร่วมงานกันมาในช่วงสิบกว่าปีนี้ ทำหน้าที่เป็นมิวสิค ไดเร็คเตอร์ เรียงเรียงดนตรีให้กระเดียดออกไปในลีลาแจ๊สยุคเริ่มแรก ทศวรรษ 1920s แถมกระบวนการบันทึกเสียง ก็มุ่งเน้นการนำเสนอซาวด์แบบเก่าๆ ให้อารมณ์เหมือนภาพขาวดำในยุคสมัยนั้น


วันก่อน ไบรอัน แฟร์รี มีโอกาสข้ามมหาสมุนทรแอตแลนติค ไปฝั่งนิวยอร์ก ซิตี เลยถือโอกาสให้สัมภาษณ์ แอลแลน โคซินน์ ถึงที่มาที่ไปของโปรเจ็คท์นี้


“ช่วงหลังมานี้ ผมฟังแผ่นของหลุยส์ อาร์มสตรอง เยอะมาก โดยเฉพาะตอนเป็นวง Hot Five และ Hot Seven รวมถึงที่เขาบรรเลงกับ คิง โอลิเวอร์ ด้วย ผมยังฟังเพลงของ (ดุ๊ก) เอลลิงตัน บางส่วน ทั้งหมดนี้ถือเป็นแรงบันดาลใจหลัก”

ไม่น่าเชื่อว่า ศิลปินร็อคจากเกาะอังกฤษจะ “อิน” กับเพลงแจ๊สโบราณขนาดนี้ เขาลงลึกไปถึงไลน์อิมโพรไวเซชั่นของหลุยส์ อาร์มสตรอง กับแนวเสียงประสานที่รุ่มรวยของ ดุ๊ก เอลลิงตัน แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังปรารถนาจะได้ฟีลดนตรีที่มีกลิ่นอายเฉพาะตัวแบบ “นิว ออร์ลีนส์”


ไบรอัน ยอมรับว่า ความหลงใหลในเพลงแบบนี้ ไม่ได้เป็นกันทุกคน ในหมู่คนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาหรอก แต่เขาโชคดีที่ได้ฟังเพลงแบบนี้ ตอนอายุเพียง 10 ขวบ (ค.ศ.1955) หลังจากนั้น เมื่อมีงานส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้าน ทั้งตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนและหลังเลิกเรียน ไบรอันจึงมีโอกาสรับรู้ความเคลื่อนไหวของแจ๊ส ผ่านตานิตยสารดนตรีในยุคนั้น อย่าง Melody Maker , Jazz Monthly และอื่นๆ


เพราะเป็นเด็ก เขาจึงไม่มีกำลังมากพอจะซื้อหาแผ่นเสียงมาฟัง แต่โชคดีที่มีเพลงพวกนี้กระจายเสียงตามคลื่นวิทยุ และอย่างน้อยๆ เขาก็เก็บเงินซื้อหาบางแผ่น ด้วยลำแข้งของตัวเอง


“ผมมีแผ่นเพลงฮิต Bad Penny Blues ของ ฮัมฟรีย์ ไลท์เทลทัน ยังจำได้ว่าเป็นแผ่น 78 (ความเร็วรอบต่อนาที) ที่ซื้อหาด้วยเงินตัวเอง”


จากหลุยส์ อาร์สตรอง นักร้องรุ่นใหญ่ลงลึกกับแจ๊ส ด้วยการติดตามฟัง ชาร์ลี พาร์คเกอร์ ต่อด้วย ออร์เน็ต โคลแมน และแม้กระทั่งนักร้องอย่าง บิลลี ฮอลิเดย์ ที่เขาไม่เคยเบื่อที่จะฟังครั้งแล้วครั้งเล่า


ศิลปินเพลงคนเดียวกัน เล่าว่า เขากับโปรดิวเซอร์ พยายามทำให้สุ้มเสียงในอัลบั้มนี้ เหมือนกับการฟังงานเพลงเก่าย้อนยุค แต่ก็รับรู้ว่า คนฟังเพลงยุคนี้คงไม่ต้องการเสียง "แบน บี้ บาง" หรือมีจุดสะดุดเหมือนแผ่นเสียงรุ่นเก่า แต่ถึงกระนั้น การเลือกใช้อุปกรณ์ก็มีส่วนในการกำหนดซาวด์ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการใช้ไมโครโฟนรุ่นโบราณ และเปิดพื้นที่ให้นักดนตรีได้มีโอกาสอัดเสียงพร้อมกันภายในห้องเดียว ใช้กลวิธีในแบบการบันทึกเสียงยุคนั้น


"เช่น เมื่อถึงคราวนักดนตรีคนไหนต้องโซโล่ ก็ต้องก้าวออกมาโซโลให้ใกล้ชิดกับไมโครโฟนมากกว่าคนอื่นๆ พอเมื่อโซโลเสร็จแล้วก็เดินถอยกลับไป" ไบรอัน ยกตัวอย่าง พร้อมกับเสริมว่า "การทำงานให้ออกมาได้ซาวด์แบบนั้น เป็นเรื่องสนุกสนานมากทีเดียว"


ส่วนที่มาที่ไปของ Jazz Age ไบรอัน แฟร์รี มุ่งหมายถึงยุคสมัยระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความสะดวกสบาย และความหรูหราฟุ้งเฟ้อในเรื่องของวัตถุนิยมของเหล่าอเมริกันชน ดังที่นักเขียนอย่าง เอฟ. สก็อต ฟิตเจอรัลด์ เคยขนามนามยุคสมัยดังกล่าวว่า Jazz Age


ดูเหมือนว่า Jazz Age กับบทเพลงเดิมของ ร็อกซี มิวสิค ที่ ไบรอัน เลือกสรรมานั้น ช่างมีความเหมาะเจาะสอดคล้องกันอย่างน่าบังเอิญจริงๆ