ร่างพรบ.คู่ชีวิต 'รักนี้ ลิขิตเอง'

ร่างพรบ.คู่ชีวิต 'รักนี้ ลิขิตเอง'

ควันหลงจากวันแห่งความรัก ทำความเข้าใจร่าง "พรบ.คู่ชีวิต" อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ

ความเข้าใจให้สังคม และเหล่า "คนรักเพศเดียว" มีที่ทาง รวมทั้งเปิดกว้างมากขึ้น

. . .

วันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี มีหลายคู่ชีวิตนิยมเข้าพิธีจดทะเบียนสมรส ในบรรดาคู่รักเหล่านั้น ยังมีกลุ่มรักเพศเดียวกัน และรักข้ามเพศเข้าร่วมด้วย แม้รู้ดีว่าจะต้องถูกนายทะเบียนปฏิเสธ เนื่องจากขัดกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่กำหนดไว้

แต่คู่ชีวิตหญิงรักหญิง ชายรักชาย และคู่รักข้ามเพศได้แสดงเจตจำนงค์เข้าพิธีจดทะเบียนสมรส ซึ่งมีนัยสำคัญคือ ...การรณรงค์การรับรองสิทธิทางกฎหมายของคู่ชีวิตโดยไม่จำกัดเพศ

ผ่าทางตันรักเพศเดียว

ณัฐพล พันธุ์อุโมงค์ อายุ 23 ปี และ เจตวรุฒ บุญแปง อายุ 21 ปี คู่ชีวิต "ชายรักชาย" เล่าว่า ทั้งคู่คบหาดูใจกันมาระยะหนึ่ง ก่อนตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน

แม้กฎหมายไม่ได้รับ แต่ครอบครัว ...รับได้

"ทางครอบครัวทั้งสองฝ่ายยอมรับในสิ่งที่เราเป็นได้ และการเข้ามาขอจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนในครั้งนี้ แม้ไม่ได้ทะเบียนสมรส แต่เราขอจดทะเบียนคู่ชีวิตก็ได้ เพราะอย่างน้อย เราก็เกิดมาเป็นคนเหมือนกัน สิทธิเราควรจะมีเท่าเทียมกัน เราอยากมีสิทธิเท่าเทียมเหมือนคู่บ่าวสาวทั่วไป อยากให้มีกฎหมายเข้ามารองรับในกลุ่มของพวกเราด้วย หากมีกฎหมายรองรับทุกคนที่รักเพศเดียวกันก็มีพื้นที่ลุกขึ้นมาใช้สิทธิของตนเองได้" นั่นคือความรู้สึกของทั้งคู่

เมื่อคู่รักเพศเดียวกัน และคู่รักข้ามเพศได้เข้ามาร้องขอจดทะเบียนสมรสต่อหน้านายทะเบียน อรรถชา กัมปนาทแสนยากร ปลัดอำเภออาวุโส จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้รับคำร้องขอจดทะเบียนสมรสได้ชี้แจงกรณีไม่สามารถดำเนินการให้ได้ว่า

"วันแห่งความรักปีนี้ มีคู่รักเพศเดียวกัน ชายรักชาย หญิงรักหญิงมายื่นจดทะเบียนสมรส ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ5 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่10) พ.ศ.2533 ม.1448 และม.1458 ได้กำหนดคุณสมบัติไว้หลายข้อด้วยกัน ซึ่งทุกข้อมักจะเขียนว่า "ชายและหญิง" ต้องมีอายุเกิน 17 ปี ไม่มีคู่สมรสและอื่นๆ ดังนั้นคู่รักที่เป็นชายและชาย หญิงและหญิง จึงขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งทางนายทะเบียนไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนสมรสให้กับผู้ร้องได้"

กรณีข้างต้นเป็นกรณีเดียวกันกับ นที ธีระโรจนพงษ์ และ อรรถพล จันทวี ที่ได้ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียน เมื่อเดือนสิงหาคม 2555 แต่ถูกนายทะเบียนปฏิเสธ ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากนายทะเบียนพิจารณาแล้วว่าขัดกับเงื่อนไข กฎหมาย เพราะทั้งคู่เป็นชายและชาย

โดยคู่รักทั้งสองได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นผลทำให้เกิด "ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต" ขึ้นจากการทำงานของคณะทำงานพิจารณาข้อเท็จจริงและกฎหมายเกี่ยวข้องกับสิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนสี่ภูมิภาค

เพื่อรัก ด้วยความเข้าใจ

นอกจากความพยายามผลักดันสนับสนุนให้เกิดกฎหมายที่รับรองสิทธิในฐานะคู่สมรสหรือคู่ชีวิตที่เป็นเพศเดียวกันและคู่ของคนข้ามเพศ ทั้งนี้ยังมีความพยายามรณรงค์และสร้างความเข้าใจต่อสังคมประเด็นร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต บนฐานสังคมไทยที่มีมายาคติเกี่ยวกับนิยามของความรักและสถาบันครอบครัวที่สร้างกรอบไว้เพียงความรักระหว่างชายหญิงเท่านั้น

พงษ์ธร จันทร์เลื่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพลัส จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ร่วมผลักดันร่างพระราชบัญญิตดังกล่าว เผยว่า ทั้งหมดเป็นความพยายามให้สังคมเข้าใจว่า คู่ชีวิตที่เป็นเพศเดียวกันมีอยู่จริงในสังคม

"ชีวิตในประจำวัน พวกเขาใช้ชีวิตประจำวันอย่างลำบาก และมีอุปสรรค เช่น การจะทำนิติกรรมร่วมกัน การจัดการทรัพย์สินต่างๆ อันถือเป็นเรื่องสำคัญ กรณีหญิงชายที่แต่งงานจดทะเบียนสมรสกันแล้วก็เสมือนเป็นคนๆ เดียวกัน เขาสามารถทำนิติกรรมต่างๆ ร่วมกันได้ แต่สิทธิข้างต้นไปไม่ถึงคนที่มีคู่เป็นเพศเดียวกัน ดังนั้นเราจึงพยายามบอกกับสังคมว่า "ได้โปรดหันมามองพวกเราเถิด" จริงๆ แล้วเราก็เป็นคนในสังคมไทย เป็นพลเมืองหนึ่งในสังคมไทย ทำไมเราได้สิทธิไม่เท่ากัน เรายังถูกเลือกปฏิบัติในเชิงกฎหมาย"

เมื่อสิทธิในการแต่งงานเป็นสิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิในทางกฎหมายที่พลเมืองไทยทุกคนที่ควรจะได้รับการรณรงค์เพื่อให้ได้มาซึ่ง "สิทธิ" ที่ควรได้จึงไม่น่าจะใช่เรื่องยากเกินทำความเข้าใจ

"เราพยายามรณรงค์ ประชาสัมพันธ์สิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในสังคม และตอนนี้ประเทศไทยมีร่างพระราชบัญญัติจดทะเบียนคู่ชีวิต เพศเดียวกันและคนข้ามเพศ ร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าวพยายามจะเปิดพื้นที่หรือให้สิทธิคนที่รักเพศเดียวกัน และคนรักข้ามเพศได้มีโอกาสจดทะเบียน รัฐไทยให้การรับรองการมีคู่ชีวิตของเขาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นั่นหมายความว่า เขาสามารถเข้าถึงสิทธิต่างๆ ได้ ดังนั้น คู่ชีวิตของเราเท่ากับหรือเสมือนกับคู่สมรส และกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่รักเพศเดียวกันเท่านั้น คู่ชีวิตที่ต่างเพศอยากจะเข้ามาจดทะเบียนคู่ชีวิต เราก็ยินดี ซึ่งคำว่าคู่ชีวิต หมายถึงคนใดก็ได้ที่ไม่จำกัดเพศ แต่วันนี้กฎหมายจำกัดเฉพาะผู้หญิงและผู้ชายเท่านั้น

ผมมองว่าสังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ดังนั้นกฎหมายก็ต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราเรียกร้องให้กฎหมายเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องข้างต้นนี้ เป็นเหตุผลที่เราต้องการผลักดันให้เกิดกฎหมายรองรับกลุ่มความหลากหลายทางเพศด้วย ขณะเดียวกันเราต้องการให้สังคมได้ตระหนักในฐานะพลเมืองคนหนึ่งในสังคม ความเสมอภาคความเท่าเทียมกันเป็นเรื่องสำคัญ ในรัฐธรรมนูญบอกไว้ชัดเจน อย่างมาตรา 30 พูดถึงเรื่องจะไม่กีดกันหรือเลือกปฏิบัติด้วยเหตุทางเพศ ดังนั้นการที่มีคู่ชีวิตเพศเดียวกัน คนรักข้ามเพศ เข้ามาขอจดทะเบียนก็เป็นส่วนหนึ่งในการให้สังคมรับรู้ไปพร้อมกัน" เขาอธิบาย

สิ่งที่ผู้อำนวยการมูลนิธิเอ็มพลัสยอมรับก็คือ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยยังมีอคติต่อคนรักเพศเดียวกัน แต่ทั้งนี้คนรักเพศเดียวกันก็ต้องการการยอมรับจากสังคม และพวกเขามองว่า ตนเป็นพลเมืองของสังคมเช่นกัน ควรจะได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม ปราศจากกฎหมายที่มีความเหลื่อมล้ำ หรือกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ

อีกทั้งการมีคู่ชีวิตนอกจากต้องการสิทธิในการจดทะเบียนแล้ว อีกนัยหนึ่งคือการตัดสินใจร่วมกันของคู่ชีวิตโดยมีความสัมพันธ์ทางกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งยังเป็นปัญหาและอุปสรรคของผู้รักเพศเดียวกันที่ไม่สามารถดำเนินการได้ อาทิ สิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน สิทธิในกรณีคู่ชีวิตฝ่ายหนึ่งตาย สิทธิในการจัดการศพ สิทธิในการดำเนินคดีอาญา เป็นต้น

เห็นได้ว่าตามเงื่อนไขของกฎหมายได้เปิดโอกาสให้ คู่สมรสชายหญิงเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายมากกว่าคู่ชีวิตเพศเดียวกัน และคู่รักข้ามเพศ

เปลี่ยนแปลง หรือเป็นไป

ผศ.ดร.พรรณรายรัตน์ ศรีไชยรัตน์ หัวหน้าศูนย์ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า ประเด็นการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต เป็นเรื่องของการแสดงออกเรื่องการยอมรับในความแตกต่างของคน เป็นการยอมรับในสิทธิที่จะพัฒนาบุคลิกภาพของแต่ละคนไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ

เพราะในช่วงเวลาปัจจุบัน หากถามถึงความไม่เป็นธรรม ทั้งในกฎหมายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศหรือไม่ ทั้งนี้มีหลายประเด็นด้วยกัน อย่างเช่นสิทธิผู้ชายและผู้หญิง หลังจากการสมรส หน้าที่เลี้ยงดูซึ่งกันและกัน สิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายกรณีมีผู้ละเมิด หรือทำให้คู่สมรสของตนถึงแก่ความตาย สิทธิในการรับมรดกและอื่นๆ ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเขาไม่มีโอกาสที่จะได้รับ เพราะเนื่องจากเขาไม่ได้รับโอกาสในการจดทะเบียนสมรส

การที่มีประเด็นการจดทะเบียนสมรสเกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องระหว่างกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางกฎหมายของ "ตัวเขา" ต่อบุคคลอื่น ต่อหน่วยงานรัฐเป็นต้น ซึ่งกฎหมายควรเข้ามารับรองในส่วนการมีสิทธิตรงนี้ เพื่อให้ "เขา" ได้สิทธิเหมือนบุคคลทั่วไป

"ข้อโต้แย้งที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยคือ เมื่อเราพูดถึงสิทธิในการสมรสของคนที่มีหลากหลายทางเพศ มักจะมีคนโต้แย้งว่าเป็นการทำลายสถาบันครอบครัว เป็นการทำลายวัฒนธรรม ซึ่งมันสะท้อนถึงวิธีคิดของคนกลุ่มใหญ่ที่พยายามให้โลกเป็นอย่างที่ตัวเองเป็นอยู่ ไม่เคารพสิทธิของคนที่มีจำนวนน้อยกว่า เมื่อคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นผู้หญิงและผู้ชายทำการสมรสกัน ชายหญิงก็มีความคาดหวังว่าสถาบันครอบครัวจะต้องมีลักษณะตามวิถีแบบเพศตรงข้าม มีพ่อแม่ลูก เมื่อไหร่ก็ตามที่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศไม่เข้าสู่ตามวิถีการดำเนินชีวิตแบบที่คนส่วนใหญ่คาดหวังไว้ กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ดำเนินตามวิถีก็คิดว่ามันเป็นการทำลายวัฒนธรรม ทำลายโลกที่เขาคิดว่ามันควรจะเป็น"

ปัจจุบันนี้ หัวหน้าศูนย์ให้คำปรึกษาทางกฎหมายฯ มองว่า ควรยอมรับได้ว่าคนมีความหลากหลายมากขึ้น มีการเลือกการดำรงชีวิตตามวิถีของตัวเองมากขึ้น สำหรับคนที่จดทะเบียนสมรสผู้หญิงกับผู้ชาย คุณก็มีสถาบันครอบครัวของตัวเอง ส่วนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เขาก็มีสิทธิในสถาบันครอบครัวตามรูปแบบของเขาเอง

"ความเป็นไปได้ของร่างพรบ.จดทะเบียนคู่ชีวิต มีความเป็นไปได้น้อย เพราะระดับการเคารพสิทธิการตัดสินใจของคนในสังคมอื่นผนวกกับการดำรงชีวิต มองว่าสังคมของเรายังพัฒนาได้น้อย ความยอมรับของคนในสังคมต่อการจดทะเบียนคู่ชีวิตของกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือเพศเดียวกัน อาจจะยังไม่สามารถยอมรับได้มากเท่าที่ควร โดยเฉพาะเมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่สภา วิธีคิดของคนที่อยู่ในสภาย่อมมีความหลากหลาย คนที่อยู่ในสภาไม่ใช่ผู้ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ทุกคนไม่ได้เข้าใจประเด็นมุมมองเรื่องสิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ"

อย่างไรก็ตาม ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่อย่างน้อย ร่างพรบ.ดังกล่าวเกิดขึ้น และเป็นการให้สิทธิบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ นับว่าเป็นความก้าวหน้าของสังคมไทยที่มีร่างพรบ.แบบนี้ขึ้นมา

ร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต ยังคงต้องมีหลากหลายกลุ่มเข้าร่วมถกเถียง แสดงความคิดเห็นกันในวงกว้างเกี่ยวกับเนื้อหารายละเอียดของพรบ.ดังกล่าว โดยคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ เป็นผู้ดำเนินการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 4 ภูมิภาค จำนวน 4 ครั้ง ครั้งแรกจัดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ราชภัฎจันทรเกษม (คณะมนุษย์ศาสตร์) 15 ก.พ. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (คณะนิติศาสตร์) 22 ก.พ. มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะนิติศาสตร์ 1 มี.ค. มหาวิทยาลัยสงขลา หาดใหญ่ คณะนิติศาสตร์

ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการนำร่างดังกล่าวเข้าสู่สภาฯ เพื่อให้สภาพิจารณาต่อไป

-----------------------

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต มีดังน

*คู่ชีวิต หมายถึง บุคคลสองคนที่จดทะเบียนกันตามพระราชบัญญัติ

*การจดทะเบียนจะทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว (ตามกฎหมายปัจจุบัน การบรรลุนิติภาวะคืออายุ 20 ปีบริบูรณ์ หรือจดทะเบียนสมรสกัน)

*บุคคลใดที่จดทะเบียนสมรสอยู่แล้ว มาจดทะเบียนคู่ชีวิต หรือจดทะเบียนคู่ชีวิตอยู่แล้ว ไปจดทะเบียนสมรส การจดทะเบียนครั้งหลังถือเป็นโมฆะ

*คู่ชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือเสมือนอยู่ในฐานะคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย

*คู่ชีวิตอาจเลือกใช้นามสกุลของอีกฝ่ายได้

*ในเรื่องทรัพย์สิน ให้นำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว หมวด 4 ทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยามาใช้บังคับ (สิทธิในการจัดการทรัพย์สินเหมือนกับคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกัน)

*ในเรื่องมรดก ให้นำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดก มาใช้บังคับ (คู่ชีวิตมีสิทธิรับมรดกเช่นเดียวกับคู่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกัน)

*คู่ชีวิตมีสิทธิต่างๆ ในฐานะคนในครอบครัว เช่น เป็นผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาแทนเจ้าตัวได้ เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นบุคคลในครอบครัวตามกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว เป็นผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์หากคู่ชีวิตถูกสั่งให้เป็นผู้ไร้ความสามารถ ฯลฯ

-------------

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง
http://ilaw.or.th/node/1821