มหานคร คุณภาพ ?

ชวนตั้งคำถามถึงตัวชี้วัดคุณภาพเมืองกรุงที่ไม่ได้มีแต่อันดับตัวเลขหรือโลกสวยก่อนเข้าโค้งสุดท้ายของเวทีผู้ว่าฯ กทม.'56 อะไรจริงอะไร(สับขา)หลอก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสับไก่ ขับรถเมล์ จ่ายตลาด กวาดถนน ตำส้มตำ และอีกสารพัด "มุขตลาด" กลายเป็นธรรมเนียมกิจกรรม "ภาคบังคับ" ที่ปฏิบัติตามกันมา ไม่ต่างจากป้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่กระจัดกระจายอยู่ตามเสาไฟฟ้าเมื่อฤดูเลือกตั้งมาถึง

แม้จะเป็นสีสัน และเรียกเสียงจากกองเชียร์ แต่เมื่อลงรายละเอียดในสายตาของสื่อ และนักวิเคราะห์หลายสำนักก็ยังมองว่า เนื้อหาผู้ว่าฯ กทม. ปีนี้ ยังไม่เข้มข้นเท่าที่ควร

ทั้งขาดนโยบายหลักชัดเจน "ไหล" ไปตามเวที เช้า-สาย-บ่ายค่ำ ขึ้นอยู่กับลงพื้นที่ที่ไหน ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังมีประเภท ฟังจากชาวบ้านปุ๊ป ประกาศเป็นนโยบายปั๊ป ด้วย

เจอแบบนี้บ่อยๆ ชาวกรุงเองก็คงเริ่มไม่แน่ใจกับรูปร่างหน้าตาของมหานครในวันพรุ่งนี้เหมือนกัน ความอลเวงของการเมืองสนามเล็กดูขัดตากับภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร ที่มัก "ติดอันดับ" สถิติจากนิตยสาร หรือองค์กรนานาชาติ ซึ่งมักปรากฏข่าวบนสื่อกระแสหลักอยู่เสมอ

ถ้าอย่างนั้นแล้ว เป็นไปได้ไหมว่า คุณภาพกรุงเทพฯ วันนี้ กำลังไม่มีคุณภาพ...

นอกสุกใส ในทรุดโทรม

ภาพชาวต่างชาติเดินกันขวักไขว่อยู่ในเมืองหลวงของประเทศไทยถือเป็นเครื่องยืนยันถึงจุดแข็งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวบ้านเราได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ใจกลางประเทศอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกยกให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ติดอันดับ 1 ใน 10 "ดีที่สุดในโลก" นับตั้งแต่พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา

นิตยสาร Travel + Leisure ยก กทม. ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุด ก่อนจะติดอันดับที่ 7 ในดัชนีเมืองชอปปิ้งทั่วโลก (Globe Shopper Index)

เว็บไซต์ข่าว ฮัฟฟิงตัน โพสต์ (The Huffington Post) ได้จัดอันดับ 20 สถานที่ยอดนิยมในการร่วมกิจกรรมเคาท์ดาวน์ปีใหม่ แน่นอน "กรุงเทพ" ติดโผอย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากนี้ คองเด นาส (Conde' Nast Traveller) นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังของสหรัฐ ยังประกาศให้ "กรุงเทพ" เป็นสุดยอดเมืองน่าท่องเที่ยวอันดับ 1 ของเอเชียในปี 2555 ด้วย

จากการการสำรวจของ บริษัท มาสเตอร์การ์ด เวิลด์ไวด์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตทั่วโลกพบว่า กรุงเทพ รั้งอันดับ 3 เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก ด้าน ทริปแอดไวเซอร์ (TripAdvisor) เว็บไซต์ท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดในโลกของสหรัฐอเมริกา บางกอกก็ติดอันดับที่ 2 เมืองที่เหมาะกับการชอปปิ้งซื้อของมากที่สุดในโลก

สำหรับหมวดของสุดยอดโรงแรม และรีสอร์ทที่น่าท่องเที่ยวที่สุดในโลก (Top 100 Hotels & Resorts in The World) มี 3 โรงแรมในกรุงเทพมหานคร ติดอันดับ 41 และ อันดับที่ 88

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวจะติดอันดับโลกแล้ว สนามบินสุวรรณภูมิของไทย ยังติดอันดับ 1 ยอดผู้ถ่ายภาพและเผยแพร่ผ่านแอพพลิเคชั่น "อินสตาแกรม" ในปี 2555 ด้วยจำนวนภาพมากที่สุดกว่า 1 แสนภาพ รองลงมาคือ สยามพารากอน ชนะ ดิสนีย์แลนด์ ปาร์ค ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่ได้เพียงอันดับ 3 และ อันดับ 4 คือ ไทม์สแควร์ นิวยอร์ก

แต่หากถามความเห็นถึงกรุงเทพของ Mercer บริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของประชากรจะค่อนข้าง "สวนทาง" กับ Travel + Leisure อย่างสิ้นเชิง จากเมืองน่าเที่ยวอันดับหนึ่ง กลับร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 109 จาก 215 เมือง เท่ากับว่า กรุงเทพเป็นเมืองน่าอยู่อันดับกลางๆ ของโลกเท่านั้น

ไม่ต่างจาก The Economist ที่ใส่ชื่อกรุงเทพในอันดับ 89 จาก 126 เมืองทั่วโลก

ข้อสังเกตสำหรับ 2 หัวหลังก็คือ ทั้ง Mercer และ The Economist ต่างใช้หลักเกณฑ์ชี้วัดแบ่งเป็น 10 กลุ่ม คือ สภาพแวดล้อมทางสังคมและการเมือง, สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ, สภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม, สุขภาพและอนามัย, โรงเรียนและการศึกษา, บริการภาครัฐและการขนส่งมวลชน, สิ่งอำนวยการพักผ่อนหย่อนใจ, สินค้าผู้บริโภค, ที่อยู่อาศัย, และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

ขณะที่นิตยสารท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์จะใช้หลักเกณฑ์ตัวชี้วัด 6 ด้าน คือ สถานที่ท่องเที่ยว, วัฒนธรรม/ศิลปะ, ภัตตาคาร/อาหาร, ผู้คนในเมือง, แหล่งช็อปปิ้ง และความคุ้มค่าของค่าใช้จ่าย ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเมือง

...แต่ไม่ได้ครอบคลุมปัจจัยที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชากรนั่นเอง

ดัชนีวัดเมือง

นอกจาก การดูแลกฎหมาย ข้อบัญญัติของกรุงเทพ ตลอดจนการประสานงานกับรัฐบาลกลาง บ่อยครั้งที่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับ "คุณภาพของเมือง" จะถูกหยิบขึ้นมากล่าวถึง ยิ่งวันเข้าคูหากาเลือกผู้ว่ากรุงเทพใกล้เข้ามาทุกที ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น หรือน้ำคำสัญญาจากปากว่าที่ผู้ว่าแต่ละคน

ปรีดา ลิ้มนนท์กุล ที่นิยามตัวเองเป็นผู้ทุพลภาพมืออาชีพตลอดมา มองคุณภาพเมืองวันนี้ยิ่งจะเป็น special needs หรือ "กลุ่มคนพิเศษ" มากขึ้่น

"ตอนนี้ค่อนข้างชัดเจน โดยสภาวะของโลกจะมีกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับเทคโนโลยี และวันเวลาทำให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การแพทย์ก็ดีมาก จะมีผู้ที่รอดจากการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุมากขึ้น ทั้งหมดนี้มันทำให้ทิศทางของประชากรกลายเป็นกลุ่มคนพิเศษมากขึ้นซึ่งมันจะคลอบคลุมทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ คนเจ็บป่วยชั่วคราว เด็ก ผู้หญิง สตรีมีครรภ์ อย่างตัวคนปกติเองก็มีงานวิจัยที่บอกได้ว่า มีโอกาสเป็นคนพิการชั่วคราว หรือคนเจ็บป่วยได้ 10 เปอร์เซ็นต์ของชีวิต"

เมืองที่ดีสำหรับเขาจึงควรจะอยู่ตรงการเป็นเมืองที่คนกลุ่มนี้สามารถใช้ประโยชน์จากเมืองได้

"การใช้ประโยชน์ก็คือ ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในเมืองนั้นๆ ให้ดีแล้ว ก็ยังสามารถจูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาได้ด้วย" เขาอธิบายเพิ่ม

แต่หากมองถึงสิ่งเหล่านี้กับประเทศไทยนั้นก็ต้องยอมรับว่า ภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดีเท่าที่ควร ตัวอย่างง่ายๆ ตามสถานศึกษาที่พบปัญหาในแง่ "พื้นที่ของคนพิการ" อยู่บ่อยครั้ง อันถือเป็นจุดเริ่มต้นทำให้คนพิการไม่ค่อยได้รับโอกาสในการที่จะมาเรียนเท่าไหร่

"ไม่ได้มาเรียนก็ไม่มีความรู้ ไม่มีความรู้ก็เป็นภาระของสังคม"

และกลายเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตไปโดยปริยาย

ด้าน ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ ดร.อ้อย เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว สะท้อนความเห็นเกี่ยวกับ "ความหลากหลาย" ทางชีวภาพจะถือเป็น "บริบทสำคัญ" และเป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
"ความหลากหลายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า คุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับชีวิตมนุษย์ เช่น อากาศก็คือไลเคน ในน้ำก็จะมีสัตว์น้ำ เป็นต้น"

จากการศึกษาวิจัยไลเคนในเมืองตลอดระยะที่ผ่านมา ดร.อ้อย พบว่า มีทั้ง "ข่าวดี" และ "ข่าวร้าย"

"เมื่อก่อนบ้านเราจะมีไลเคนน้อยมาก สวนลุมพินี หรือสวนสราญรมย์ จะเจอประมาณ 2 ชนิดเท่านั้นเมื่อปี 2538 แต่ช่วงนั้นเพิ่งเริ่มมีน้ำมันปลอดสารตะกั่ว แต่หลังจากเริ่มเป็นน้ำมันปลอดสาร เราก็จะเห็นว่าไลเคนค่อยๆ กลับมา จนปี 2553 เราได้ทำสำรวจทั่วกรุงเทพฯ อีกครั้งก็พบว่า มีไลเคนกลับคืนมาอีกหลายชนิด ซึ่งถือว่าดีขึ้นเยอะเลย"

ถามว่าดีพอไหม เธอตอบชัดเจนว่า ก็ยังไม่พอสำหรับสุขภาพของคนเรา โดยหลังจากนั้นก็ได้มีการทำการสำรวจอีก และพบว่าไลเคนมีน้อยลง ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ค่าแปรผลสภาพอากาศจากเครื่องตรวจสภาพอาการยังแสดงผลว่า "ต่ำกว่ามาตรฐาน"

"สิ่งที่ไปอยู่ตรงสี่แยกสวนลุมก็จะเป็นรูปหน้ายิ้ม เหมือนกับอากาศดีมาก สดชื่น ซึ่งมันตลก ขณะที่เราต้องปิดจมูกเพราะควันมันดำ จริงๆ จมูกที่ได้กลิ่นควัน สายตาที่เห็น มันก็เป็นการวัดเบื้องต้น ถ้าเครื่องมือบนร่างกายเรามันไม่ดีจริงนะ เราไม่รอดกันจนมาถึงวันนี้หรอก แต่เราไปถูกทำให้เชื่อค่าเครื่องวัด และปฏิเสธสิ่งที่เห็นตรงหน้าแทน"

ความเชื่อมโยงกับคุณภาพเมืองสำหรับตัวเธอก็คือ "เจตจำนงทางการเมือง" ของผู้คนในเมืองนั้นๆ

"เรามักจะยอมรับ เมืองก็ต้องอย่างนี้ ถนนก็ต้องมีรถ คือเราจะยอมรับสภาพว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้ แล้วเราทำอะไรไม่ได้ ที่ทำได้ก็คือ หลีกเลี่ยงมัน เข้าไปอยู่ในห้องแอร์ เสาร์-อาทิตย์ ออกไปตากอากาศนอกเมือง ตรงนี้น่าจะเป็นอุปสรรคมากกว่าข้อมูลด้วยซ้ำไป มันเป็นทัศนคติของเราว่า เราไม่ค่อยให้ค่ากับชีวิตเราเพียงพอ

"เมืองที่มีคุณภาพชีวิตมากๆ ประชาชนเขาไม่ยอมนะ เขาจะมองว่า ทำไมล่ะ ชีวิตของเรา เราก็มีสิทธิ์ที่จะมีอากาศดีๆ หายใจ เราไม่ควรที่จะต้องเจอภัยอันตรายขณะที่ลูกหลานเราจะข้ามถนน แต่บ้านเรายอมรับหมดเลยน่ะ เดินบนถนน อยู่ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาวิ่งบนทางเท้าแถมเป็นมอเตอร์ไซค์ตำรวจด้วย เราบ่น แต่ไม่ทำอะไรกันเลย"

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง พื้นที่ของคนพิการ หรือ ดัชนีชี้วัดของ ดร.อ้อย ล้วนเป็นเรื่องน่าเสียโอกาสสำหรับ "คนกรุง" ทั้งสิ้น

เริ่มต้นที่การจัดการ

"อันดับสำรวจ มันเป็นความเห็นของคนอื่นของแขกที่มาเยือน แต่ไม่ใช่เมืองของคนอยู่" ปฐมฤกษ์ เกตุทัต อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาชุมชนและวัฒนธรรมเมือง คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกความเห็นถึงตัวเลขลำดับจากสถิติต่างๆ

อันที่จริงแล้ว รูปแบบของเมืองสำหรับตัวเองก็จะต่างกันออกไป อย่างรายงานของ ปรีดิ์ บุรณศิริ ระบุถึง ลักษณะสำคัญของเมืองน่าอยู่และชุมชนน่าอยู่นั้น จะถูกผสมผสานอยู่ในเรื่องราวต่างๆ 5 ด้าน ด้วยกัน คือ สังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ กายภาพ และการบริการจัดการ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ตามกรอบแนวคิดและนโยบายการพัฒนาเมืองสวยงาม ชุมชนน่าอยู่ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) ตีความว่า เป็นกระบวนการพัฒนาที่เป็นองค์รวม ยึดคนเป็นศูนย์กลาง อาศัยความเข้มแข็งของชุมชนเป็นรากฐานการพัฒนา มุ่งให้เกิดความสงบ สะดวก สะอาด ปลอดภัย มีระเบียบวินัย มีเศรษฐกิจรากฐานที่เข้มแข็ง มีระบบบริหารจัดการที่ดี ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี

สำหรับ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ความหมายว่า เป็นกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์ เมืองสวยงามไม่ได้มุ่งความสำเร็จไปที่สถานะทางสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นเมืองที่มีสำนึกและมีความพยายามในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคมอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาศักยภาพของคนอย่างสุดสุด

"คนอุทัยธานีก็ต้องการเมืองแบบอุทัยธานีของเขา คนกรุงเทพฯ ก็ต้องมาดูว่าตัวเองต้องการอะไร เราไม่เคยถามเลยคนกรุงเทพฯ ต้องการอะไร มันไม่เหมือนกันแน่นอน แล้วนโยบายของประเทศที่จะทำเขตเศรษฐกิจ ทำนิคมอุตสาหกรรม เคยถามชาวบ้านหรือเปล่าว่าเขาอยากให้โรงงานมาอยู่ข้างบ้านไหม" เขายกตัวอย่าง

ดัชนีตัวแรกที่สำคัญในความรู้สึกของปฐมฤกษ์ก็คือ การบริหารจัดการ

"การบริหารจัดการหมายถึงอำนาจของกทม. ของผู้ว่าฯ ในการบริหารจัดการเมืองว่ามันมีมากน้อยแค่ไหน ดัชนีของเมืองถ้าจะให้เมืองแก้ปัญหาตัวเองได้ รัฐบาลกลางต้องไม่ล้วงลูก คือคุณต้องมีอิสระในการดูแลบริหารจัดการเมือง อำนาจของกทม.ต้องมีในหลายๆ อย่าง ผู้ว่าต้องมีอำนาจในหลายๆ อย่าง ซึ่งมันรวมไปถึงเรื่องของการปฏิรูปประเทศด้วย"

ตำรวจควรจะเป็นตำรวจเมืองขึ้นกับผู้ว่าฯ แทนที่จะขึ้นตรงกับสำนักนายกฯ และเข้ามาวุ่นวายอยู่แต่กรุงเทพ ซึ่งทำให้โยงไปถึง เรื่องผู้ร้าย คอรัปชั่น ยาเสพติดต่างๆ ทำให้เมืองพัฒนาต่อไม่ได้ เป็นต้น

ด้วยความซับซ้อนของระบบที่ซ้อนทับกลายเป็นกำแพงสูงขวางการพัฒนา ท้ายที่สุดแล้วการแบ่งหน้าที่ รัฐบาลกลางดูภาพรวมประเทศ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น อีกทั้งการให้ประชาชน ตลอดจนองค์กรอิสระเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบก็คือทางออก ที่เขายืนยันว่าจะไม่ได้เห็นในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

ย้อนกลับไปถึง ป้ายนโยบาย กิจกรรมสับไก่ เดินตลาด ของบรรดาผู้สมัครแต่ละคน

"ตอนนี้ที่เห็นโฆษณานโยบายผู้ว่า ผมเห็นแล้วอยากอ้วก ทุกคนเลยจะแก้ปัญหาจราจร คุณจะแก้ยังไง อำนาจไม่ได้อยู่ที่คุณ กทม. มีแค่อำนาจตีเส้นถนนกับซ่อมไฟจราจรเท่านั้นแหละ จะให้แก้ปัญหาเรื่องรถติดในเมือง เมืองต้องแก้ ทีนี้คุณจะไปสั่งตำรวจยังไง เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาโฆษณาชวนเชื่อหรอก มันทำอะไรไม่ได้มันแหกตาชาวบ้าน" อดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาชุมชนฯ แสดงอารมณ์ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม วันที่ 3 มีนาคม 2556 เราก็น่าจะได้เห็นหน้าตาดัชนีชี้วัดคุณภาพกรุงเทพมหานคร 4 ปีต่อจากนี้ว่าจะออกหัว หรือออกก้อยกันแน่